โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Melty Feel Wear II แป้งผสมรองพื้นที่แบรนด์ญี่ปุ่น ‘Kanebo’ พัฒนาเพื่อผิวคนไทยโดยเฉพาะ กับการวิจัย 3 ปี ขึ้นตัวอย่าง 177 ครั้ง ให้ได้สัมผัสเนียนเหมือนผิวจริงที่สุด ขนาดกล้อง AI ยังแยกไม่ออกว่าแต่งหน้า

Mirror Thailand

อัพเดต 26 ม.ค. เวลา 02.03 น. • เผยแพร่ 26 ม.ค. เวลา 02.03 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อพูดถึงคุณสมบัติของ ‘แป้งผสมรองพื้น’ ภาพจำที่หลายคนนึกถึงมักหนีไม่พ้นงานผิวแมตต์ การปกปิดสูง หรือเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างหนาและเป็นคราบ แต่แบรนด์ความงามจากญี่ปุ่นอย่าง Kanebo ได้เข้ามาเปลี่ยนนิยามเดิมๆ ด้วย Melty Feel Wear ในปี 2023 กับคอนเซ็ปต์ ‘แป้งผสมรองพื้นที่เบาบาง’ เนียนนุ่มเหมือนละลายไปกับผิว ให้ลุคใสๆ เบาสบาย ราวกับไม่ได้แต่งหน้า

ฟินิชผิวโกลว์อย่างเป็นธรรมชาติ คุมมันยาวนาน และตอบโจทย์วันเร่งรีบที่อยากแต่งหน้าให้เสร็จไวๆ ทำให้แป้งรุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ยอดขายพุ่งแรงจนขึ้นแท่นประเทศที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับทุกประเทศที่วางจำหน่ายทั่วโลก

ความสำเร็จดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสู่การพัฒนา Melty Feel Wear II เวอร์ชันใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อผิวและสภาพอากาศของคนไทยโดยเฉพาะ และเลือกเปิดตัวที่ประเทศไทยเป็นแห่งแรกของโลก มาพร้อมเนื้อแป้งที่แนบสนิทยิ่งขึ้น ติดทนท่ามกลางอากาศร้อนชื้น พร้อมประสิทธิภาพควบคุมความมันยาวนานกว่าเดิม และมีให้เลือกถึง 10 เฉดสี ครอบคลุมทุกโทนผิวเอเชียอย่างแท้จริง

ถึงแม้ว่าจะเคลมว่าควบคุมความมัน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ห่อหุ้มเนื้อแป้งด้วยเจล ก็ทำให้ผิวแห้งที่บ้วนรองพื้น ก็ใช้งานได้สบายๆ ได้เลย นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ว่ามีอะไรบ้างไปดูกันได้เลย

What is This: ปกติแล้วแบรนด์ความงามจากญี่ปุ่นก็มักจะมีฐานลูกค้าหลักเป็นคนญี่ปุ่น แต่สำหรับ Kanebo กลับเกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อแป้งผสมรองพื้น Melty Feel Wear รุ่นแรก ทำยอดขายในประเทศไทยพุ่งขึ้นอย่างถล่มทลาย จนประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 1 ของโลก

ความสำเร็จครั้งนั้นไม่ใช่แค่ตัวเลขทางธุรกิจ หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของคำถามสำคัญของทีมพัฒนา“อะไรทำให้คนไทยรักแป้งรุ่นนี้มากขนาดนี้ และเราจะทำให้มันตอบโจทย์พวกเขาได้ดีกว่านี้ได้อย่างไร?”

จึงเกิดเป็นโปรเจกต์พิเศษ MeJaT (Melty Japan & Thailand) ความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยจากญี่ปุ่นและทีม Beauty Consultant ชาวไทย เพื่อพัฒนา Melty Feel Wear II โดยมีเป้าหมายเดียวคือ “ออกแบบแป้งเพื่อผิวคนไทยโดยเฉพาะ”

ทีมญี่ปุ่นใช้เวลาวิจัยยาวนานถึง 3 ปี พร้อมทดลองพัฒนาสูตรมากถึง 177 ครั้ง ส่งตัวอย่างให้คนไทยในญี่ปุ่น รวมถึง KOL ชาวไทยช่วยทดสอบและให้ฟีดแบ็กอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจสภาพผิว ไลฟ์สไตล์ และอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทยอย่างลึกซึ้งที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ สมมติฐานแรกของทีมญี่ปุ่นกลับผิดคาด พวกเขาเคยเชื่อว่าคนไทยน่าจะชอบงานผิวแน่น แมตต์ และปกปิดสูงแบบสายฝอ แต่ผลสำรวจจริงกลับพบว่า คนไทยมีสไตล์การแต่งหน้าที่เฉพาะตัว นั่นก็คือดวงตาอาจคมชัดแบบตะวันตก แต่ผิวกลับต้องการความบางเบา โกลว์ใส และสบายผิวแบบธรรมชาติ

อินไซต์นี้จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ เนื้อแป้งต้องละลายแนบผิวแบบ Melty Feel / ปกปิดมากขึ้นแต่ไม่หนา / และคุมมันได้นานในอากาศร้อนชื้น

ความท้าทายคือการทำให้ ‘บางเบา’ และ ‘ปกปิด’ เกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องพัฒนาซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึง 177 ครั้ง ก่อนจะได้เทคโนโลยี Dual Gel Coating Technology เคลือบเม็ดแป้งด้วยเจลสองชั้น พร้อม Melty Gel-Coated Powder ที่ช่วยให้แป้งกลืนผิวและกระจายแสง และ Oil Control Silky Powder ที่ดูดซับความมันได้เร็วยิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือผิวที่ดูเนียนใส เป็นธรรมชาติ ติดทนนานถึง 6 ชั่วโมง จนแม้แต่การทดสอบด้วยกล้อง AI (Kieri Skin AI) ยังตรวจจับว่าเป็นผิวเปล่าไร้เมคอัพ พร้อม 10 เฉดสีที่ออกแบบมาให้เข้ากับโทนผิวคนไทยอย่างแท้จริง

Brand Story: Kanebo ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1987 ในฐานะแบรนด์ที่ผสานศาสตร์สกินแคร์และเมคอัพเข้าด้วยกัน ภายใต้ปรัชญาความงามแบบญี่ปุ่นที่เชื่อว่า ‘ผิวที่สวยที่สุดคือผิวที่ดูเหมือนผิวจริง’ ไม่ใช่การปกปิด แต่คือการเผยผิวให้ดูดีที่สุด

ก่อนจะรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในปี 2020 ด้วยคอนเซปต์ ‘I HOPE’ แนวคิดที่อยากส่งต่อความหวัง ความมั่นใจ และพลังบวกให้ผู้ใช้ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจชีวิตจริงของผู้คนในแต่ละพื้นที่ ก่อให้เกิดความท้าทายของแบรนด์เช่นกันที่เลือกพรีเซนเตอร์คู่ ต้าห์อู๋–ออฟโรด ที่เป็นตัวแทนของพลัง ความสดใหม่ และความหวังของคนรุ่นใหม่ จิตวิญญาณเดียวกับคำว่า I HOPE ที่ Kanebo เชื่อมาตลอด

Melty Feel Wear II จึงไม่ใช่แค่แป้งรุ่นอัปเกรด แต่คือภาพสะท้อนของแบรนด์ที่เลือก ‘รับฟัง’ และ ‘ใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ’ แบบ Japanese craftsmanship พร้อมเปิดใจเรียนรู้ความต้องการของคนไทยอย่างจริงจัง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความงามที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเอง แต่คือการได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่มั่นใจที่สุด

Performance: อีกหนึ่งดีเทลที่สะท้อนความใส่ใจของ Melty Feel Wear II คือการมาพร้อมอุปกรณ์สองแบบในตลับเดียว ทั้งพัฟฟองน้ำและแปรง ให้เลือกปรับฟินิชผิวได้ตามอารมณ์ในแต่ละวัน วันไหนอยากได้งานผิวเนียนเป๊ะและการปกปิดที่แน่นขึ้นก็ใช้พัฟกดลงผิว แต่ถ้าอยากได้ลุคบางเบาสบายผิวแบบ everyday look เพียงใช้แปรงปัดเบาๆ ก็ได้ฟีลผิวใสเป็นธรรมชาติทันที

ไม่ว่าจะเลือกใช้อุปกรณ์ไหน สิ่งที่สัมผัสได้เหมือนกันคือเนื้อแป้งที่ ‘ละลาย’ ไปกับผิวตั้งแต่ครั้งแรกที่ลง ไม่ทิ้งความเป็นแป้งหรือความเป็นผงไว้บนผิวหน้าแบบแป้งรองพื้นทั่วไป แต่ให้เอฟเฟกต์ผิวที่ดูเบลอรูขุมขน สีผิวสม่ำเสมอ และกระจายแสงอย่างเป็นธรรมชาติราวกับผิวจริง

จุดที่น่าประทับใจคือแม้ทาซ้ำหลายชั้นก็ไม่เป็นคราบหรือจับตัวเป็นปื้น โดยเฉพาะบริเวณที่มักแห้งง่ายอย่างร่องจมูกหรือหางตา เนื้อแป้งยังเกาะผิวได้เรียบเนียน ไม่ตกร่อง และไม่ทำให้รู้สึกว่าผิวแห้งหรือถูกดึงความชุ่มชื้นออกไป

ในแง่ความติดทน ระหว่างวันผ่านไปสัก 5-6 ชั่วโมงที่ผิวเริ่มมัน เราลองใช้บนผิวที่ลงแค่สกินแคร์และกันแดด พบว่ามีคราบเล็กน้อยตามธรรมชาติ แต่ไม่มีปัญหาเรื่องสีดรอปให้เห็น โดยรวมผิวหน้าก็ไม่ได้มันเยิ้มแต่อย่างใด สามารถใช้นิ้วเกลี่ยเบาๆ ให้กลืนกลับเข้าผิวได้ทันทีโดยไม่ทำลายงานผิวและการทัชอัพยิ่งช่วยรีเฟรชผิวให้ดูเรียบเนียนเหมือนเพิ่งแต่งหน้าใหม่ โดยไม่เพิ่มความหนักหรือหนาเตอะ

แต่เมื่อใช้คู่กับเบสหรือไพรเมอร์ ผิวกลับยิ่งเนียนติดทนขึ้นอย่างชัดเจน แทบไม่พบการตกร่องหรือเป็นคราบระหว่างวัน ด้านกลิ่นทางแบรนด์เคลมว่าได้แรงบันดาลใจจากสารสกัดดอกไม้นานาชนิด ทั้ง Lily of the Valley, กุหลาบ, การ์ดิเนีย และดอกชา Teatopia แต่เมื่อใช้จริง กลิ่นค่อนข้างเบาบางและจางไว ไม่รบกวนผิวหรือประสาทสัมผัส พร้อมผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดสิว จึงเหมาะแม้กับผิวบอบบางแพ้ง่าย

ผลลัพธ์โดยรวมคือแป้งผสมรองพื้นที่ให้ทั้งความเนียน ปกปิด และความสบายผิวในเวลาเดียวกัน ฟินิชที่ดูเหมือนไม่ได้แต่งหน้า แต่ผิวกลับดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความท้าทายคือการเลือกสีแป้ง เพราะสีที่อยู่ใกล้ๆ กันมันแทบไม่เห็นความแตกต่าง เราแนะนำว่าให้ไปลองด้วยตัวเองที่เคาน์เตอร์กับ Beauty Consultant ของ Kanebo จะได้คำแนะนำและสีที่เหมาะกับตัวเองที่สุด

บทความต้นฉบับได้ที่ : Melty Feel Wear II แป้งผสมรองพื้นที่แบรนด์ญี่ปุ่น ‘Kanebo’ พัฒนาเพื่อผิวคนไทยโดยเฉพาะ กับการวิจัย 3 ปี ขึ้นตัวอย่าง 177 ครั้ง ให้ได้สัมผัสเนียนเหมือนผิวจริงที่สุด ขนาดกล้อง AI ยังแยกไม่ออกว่าแต่งหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...