NEXTOPIA แห่งสยามพารากอน โลกใบใหม่ที่ไปไกลเกินศูนย์การค้า
ถ้าถาม chatGPT หรือ Gemini ว่าห้างสรรพสินค้าของประเทศไหนที่ “ดีที่สุดในโลก” คำตอบจากเอไอ จะมีลิสต์มาหลายประเทศ แต่ระดับ “ท็อปทรี” ประกอบด้วยยูเออี, สหรัฐอเมริกา และ ประเทศไทย
ไทยของเราอาจจะไม่ได้เป็นมหาอำนาจในด้านอื่นๆ แต่เรื่องห้างสรรพสินค้า เราไม่เป็นรองใครทั้งนั้น เราพัฒนายกระดับจาก “สถานที่ขายของ” กลายเป็น “หมุดหมายการท่องเที่ยว” ที่คนต่างชาติอยากจะมาเยือนสักครั้ง
ไอคอนสยาม จัดงานเคาน์ดาวน์อลังการ ภาพของชาวบ้านยืนรอดูพลุที่สะพานตากสินจนแน่นขนัด มีให้เราเห็นกันทุกปี หรือ สยามพารากอน ติดอันดับสถานที่ ที่ถูกเช็กอินมากที่สุดในโลก ในระดับต้นๆ อยู่เสมอ เทียบเคียงกับ ดิสนีย์แลนด์, หอไอเฟล หรือ ไทม์สแควร์
คนไทยเราพัฒนาศาสตร์การสร้างห้างสรรพสินค้า อัพเกรดขึ้นไปเรื่อยๆ จนนำมาสู่คำถามว่า มันไปสุดขนาดนี้แล้วนะ ยังทำอะไรได้มากกว่านี้อีกหรือ?
ในปี 2568 เป็นวาระอายุครบ 20 ปี ของสยามพารากอน คือเรื่องชื่อเสียง ทุกคนยอมรับตรงกัน ว่านี่คือ Global Landmark ถ้าคุณมาประเทศไทย สยามพารากอนคือหนึ่งในจุดหมายที่ต้องมา
แต่คำถามที่ลึกไปกว่านั้นคือ เมื่อห้างมันดังอยู่แล้ว คุณจะยกระดับมันให้ไปไกลยิ่งกว่าเดิมได้ในรูปแบบไหนอีก?
ที่ผ่านมา สยามพารากอน มีชื่อเสียงในฐานะห้างที่รวบรวมแบรนด์ Luxury, มีอะควาเรียมระดับโลก SEA LIFE หรือมีโรงภาพยนตร์ IMAX มีครบทุกอย่างอยู่แล้ว ยังมีจุดไหน ที่ขาดไป ที่จะทำให้ห้างยิ่งสมบูรณ์กว่านี้ได้ ก็เป็นคำถามที่ไม่ง่ายที่จะตอบ
แต่แล้ว วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 สยามพารากอน ได้ให้คำตอบกับเรา เมื่อเปิดตัวหนึ่งในโซนของโครงการที่ชื่อว่า “NEXTOPIA”
NEXTOPIA (เน็กซ์โทเปีย) ใช้พื้นที่บริเวณชั้น 5 กับ ชั้น 5A ประมาณ 15,000 ตารางเมตร คือเมื่อก่อนผมจำได้ว่า จุดนี้เป็นพื้นที่โล่งๆ ไม่ได้มีอะไรน่าจดจำมาก มีร้านอาหารนิดหน่อย จะจำได้ในฐานะทางเชื่อมขึ้นไปชั้นโรงหนัง หรือ ฮอลล์คอนเสิร์ต แค่นั้นเลย
สยามพารากอน เอาพื้นที่ตรงนี้ มาดีไซน์ใหม่ และใส่คอนเซ็ปต์เรื่อง “โลก” และ “สิ่งแวดล้อม” เข้าไป
NEXTOPIA เป็นโปรเจ็กต์ ที่สยามพารากอน และ พันธมิตรระดับชาติ 28 องค์กร และพันธมิตรระดับโลกเช่น UNICEF และ WWF ช่วยกันครีเอตขึ้นมา โดยใช้งบลงทุนมากกว่า 850 ล้านบาท สร้างสิ่งที่เรียกว่า “Co-Creating Communities” ขึ้นมา โดยมีคอนเซ็ปต์นั้นเรียบง่าย แต่ทรงพัง นั่นคือ “สร้างความยั่งยืนในศูนย์การค้า สร้างชีวิต และสร้างโลกที่ดีขึ้นกว่าเดิม สำหรับทุกๆ คน”
ในพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร เหมือนเป็นเมืองแห่งอนาคต มีดีไซน์ที่แปลกตา และมีนวัตกรรมต่างๆ ให้ลองเล่นมากมาย
- จุดศูนย์กลางที่เรามองเข้าไปที่ NEXTOPIA แล้วเห็นทันทีคือ “The Globe” ลูกโลกจำลองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่หมุนขยับอยู่ตลอดเวลา และถ้าสังเกตดู ข้อมูลภายในลูกโลกก็จเปลี่ยนไปเรื่อยๆ โดยนี่คือข้อมูลจริงจาก NASA เลยนะครับ จุดนี้สวยงามมาก
[ * มีการออกแบบ The Lightwell คือปกติพูดถึงศูนย์การค้า เราจะคิดถึงความเป็นสี่เหลี่ยม อยู่ในห้างปิด แต่ที่ NEXTOPIA เขาออกแบบ ด้วยการเปิดช่องแสง ให้แสงอาทิตย์ไหลเข้าไปในอาคาร ทำให้มีแสงสว่าง ที่ทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น สุดยอดมากตรงนี้ , * ทางเดินเชื่อม ระหว่างชั้น 4 5 และ 5A เป็นบันไดวน ที่เรียกว่า The Spiral เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ด้านข้างมีน้ำตกยักษ์ชื่อ The Cooling Waterfall สูง 16 เมตร นี่คือจุดถ่ายรูปที่สวยงามมาก เป็นอีกหนึ่งโลโก้ของโซนนี้เลย ]
ไม่ใช่แค่ดีไซน์การออกแบบ แต่นวัตกรรมต่างๆ ที่สอดแทรกเข้าไปในพื้นที่ NEXTOPIA ก็ยอดเยี่ยมมากๆ เช่น ระบบ Floor Radiant Cooling แบบเดียวกับที่สนามบินใช้ นั่นคือ ต่อให้มีผู้คนเยอะแค่ไหน อากาศก็จะเย็นสบาย เพราะมีการติดตั้งฝังท่อน้ำเย็น อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียสใต้พื้น มันจะช่วยดูดซับบความร้อนของผู้คนที่ยืนอยู่ ทำให้อากาศในเขต NEXTOPIA จะเย็นสบายตลอด แถมยังประหยัดไฟอีกด้วย
หรือมีการติดตั้งโซลาร์รูฟ ที่ร่วมมือกับ B.Grimm เพื่อเอาแสงอาทิตย์ มาเป็นพลังงานใช้ในพื้นที่ NEXTOPIA ลดการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในโซนนี้ นอกจากดีไซน์สวย และ นวัตกรรมแปลกๆ แล้ว ยังมีร้านอาหารใหม่ๆ อีกเพียบ เช่น Street Burger by Gordan Ramsay นี่คือร้านเบอร์เกอร์ของเชฟแรมซีย์ แห่ง Hell’s Kitchen นั่นเอง มาเปิดสาขาแรกในประเทศไทยด้านใน NEXTOPIA ครับ
จากที่เราสังเกต มีหลายครอบครัวที่ พาลูกๆ ไปเดินที่โซน NEXTOPIA พวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่ด้านในได้เป็นชั่วโมง เพราะมีสิ่งต่างๆ ให้ทำอยู่ตลอด ผู้คนมานั่งตามมุมนั้น มุมนี้ ใช้เวลาไปเพลินๆ ไม่ต้องเร่งร้อนอะไร
ถ้าใครได้ลองไป จะรู้สึกว่า มันไปไกลกว่า “ศูนย์การค้า” แต่มันเหมือนเป็น พื้นที่สำหรับผู้คน ที่จะมาใช้เวลาที่นี่ ทำอะไรก็ได้ นั่งเล่น นั่งคิด อ่านหนังสือ กินข้าว ท่ามกลางนวัตกรรมที่น่าสนใจมากมายนั่นเอง
สำหรับความน่าประทับใจที่เราเห็นใน NEXTOPIA อย่างแรกเลยคือการ “นำสีเขียว” ใส่เข้าไปในศูนย์การค้า โซนนี้จึงดูสบายตา สดชื่น ไม่แข็งกระด้างเหมือนในห้างปกติ คือยุคนี้ มนุษย์กับธรรมชาติ ต้องเดินไปด้วยกัน ดังนั้นการใส่ต้นไม้ ใส่สีเขียวเข้ามาในพื้นที่ศูนย์การค้า จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์มาก
อย่างที่สองคือ ทำให้เรื่องความยั่งยืน เป็นเรื่องที่สนุกมากขึ้น คือเราเคยได้ยินบ่อยๆ เรื่องความยั่งยืน เรื่อง Sustainability แต่ใน NEXTOPIA จะถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมเลยว่า นวัตกรรมที่ดีกับสิ่งแวดล้อม มันดีอย่างไร และวัสดุต่างๆ ที่เป็นมิตรกับโลก ก็สามารถสร้างสรรค์ให้ออกมาสวยงามได้เช่นเดียวกัน
และอย่างที่สาม คือ การดีไซน์ทั้งหมด เป็นรูปแบบของการ Co-Create คือสยามพารากอน ไม่ได้เป็นคนออกแบบ แล้วสั่งให้ผู้ผลิตทำตาม แต่เป็นการจับมือกับพาร์ทเนอร์ ที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน มาช่วยกันออกแบบ แต่ละบริษัทจะทำสิ่งที่ตัวเองถนัด แล้วเอามาประกอบร่างกัน กลายเป็น NEXTOPIA ดังนั้น ภายในโซน จึงดูมีความหลากหลาย แปลกตา
ซึ่งเอาจริงๆ มันก็สะท้อนถึงโลกของเราในยุคนี้ ที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม การเอาศาสตร์ความรู้จากกลุ่มคนต่างๆ มาประสานด้วยกัน มามิกซ์แอนด์แมตช์ ก็อาจจะสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสวยงามขึ้นมาได้นั่นเอง
โดยรวมแล้ว ต้องบอกว่า นี่คือย่างก้าวที่สำคัญของสยามพิวรรธน์ คือถ้าอยากแค่เป็นศูนย์การค้า ที่เอาไว้ขายของ ก็คงไม่ต้องลงทุนสร้างอะไรขนาดนี้ แต่พวกเขามองตัวเองไปไกลกว่านั้น นั่นคือสร้างพื้นที่แห่งความสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น
เมื่อเดินเข้าไปใน NEXTOPIA มันเหมือนไม่ได้อยู่ในศูนย์การค้า แต่เหมือนไปอยู่ในพื้นที่อะไรสักอย่าง ที่แปลกใหม่ และบางที นี่อาจเป็นโมเดลต้นแบบ ที่ศูนย์การค้าทั่วโลก พร้อมจะเดินตามรอยก็เป็นได้
บางทีนี่อาจเป็นแพสชั่นขององค์กร ที่ไม่พอใจกับแค่เรื่องยอดขาย เรื่องผลกำไร แต่เป็นการตั้งคำถามให้ตัวเองว่า จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างไรให้กับโลก และกับสังคมไทยก็เป็นได้