ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : ราชาธิปไตย (2)
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
แนวคิด Neocameralism ที่นิยมระบอบราชาธิปไตยของเคอร์ติส ยาร์วิน นักคิดปฏิกิริยาขวาจัดใหม่ชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลต่อซีอีโอไฮเทคแห่งซิลิคอนแวลลีย์หลายคน (https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_87837) หาใช่สิ่งที่เขาประดิษฐ์คิดขึ้นเองไม่ หากเก็บเล็กผสมน้อยและปะติดปะต่อเข้าด้วยกันจากความคิดเก่าแก่ที่นำมาเวียนใช้แล้วปรับแต่งให้เข้ากับยุคใหม่
ดังที่แหล่งอ้างอิงในงานเขียนของเขามีทั้งเซอร์ โรเบิร์ต ฟิลเมอร์ (1588-1623) นักทฤษฎีสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบเทวสิทธิ์ชาวอังกฤษ ผู้ถูกจอห์น ล็อก (1632-1704) นักทฤษฎีการเมืองเสรีนิยมชาวอังกฤษโต้แย้งไว้เต็ม เหยียดในความเรียงที่หนึ่งว่าด้วยการปกครอง (ดู สมบัติ จันทรวงศ์, “บทนำ : The Second Treatise of Government ของจอห์น ล็อก กับคติเสรีนิยม”, ใน จอห์น ล็อก, ความเรียงที่สองว่าด้วยการปกครอง, 2564, น. 23- 25)
แล้วยังมีอีริค ฟอน คูเน็ต-เลดดิห์น (1909-1999) สัพพัญญูเชื้อสายขุนนางชาวออสเตรีย-อเมริกันผู้ถูก กล่าวขวัญถึงว่าเป็นอัศวินเสรีนิยมปฏิกิริยาที่คัดค้านการปฏิวัติฝรั่งเศส ลัทธิคอมมิวนิสต์รวมทั้งลัทธินาซี หากแต่ปลาบปลื้มชื่นชมจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในอดีตและเสนอทฤษฎีว่าระบอบราชาธิปไตยเหนือกว่าประชาธิปไตยอย่างไร (https://habsburgottoalapitvany.hu/en/a-reactionary-liberal-knight-of-the-20th-century/)
ทว่าอิทธิพลทางความคิดเหนือยาร์วินแรงกล้าที่สุดในเรื่องนี้มาจากผู้ประพันธ์หนังสือ ประชาธิปไตย : พระเจ้าผู้ล้มเหลว (2001, ซึ่งยาร์วินน่าจะเจอตัวเล่มเข้าที่บ้านของปีเตอร์ เธียล) อันได้แก่ ฮันส์-แฮร์มาน ฮอพเพอ (1949-ปัจจุบัน) นักอิสรเสรีนิยมแบบเก่า ลูกศิษย์ของเมอรี รอธเบิด (1926-1995) นักเศรษฐศาสตร์การเมืองสำนักออสเตรีย ชาวอเมริกันผู้เป็นแกนนำของขบวนการอิสรเสรีนิยมปีกขวาและนักทฤษฎีผู้ก่อตั้งแนวคิดทุนนิยม-อนาธิปัตย์ในสหรัฐฯ
โดยราวกลางทศวรรษ 1980 รอธเบิดเป็นผู้ช่วยหาทุนวิจัยและตำแหน่งอาจารย์ให้ฮอพเพอที่มหาวิทยาลัย เนวาดา ณ เมืองลาสเวกัสในสหรัฐ และดึงอดีตนักศึกษาของเยอร์เกน ฮาร์เบอมาส นักปรัชญาทฤษฎีวิพากษ์ชาวเยอรมันคนนี้ให้ละเลิกแนวคิดเอียงซ้ายแล้วหันมาเอียงขวาตามเขาแทน
กระนั้นแล้ว อะไรคือแนวคิดของฮอพเพอเกี่ยวกับประชาธิปไตยกับราชาธิปไตยเล่า?
เขาเห็นว่า ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่ย่อมจะต้องล้มเหลวในความพยายามของมันที่จะขจัดปัดเป่าความไม่เสมอภาคของมนุษย์ให้หมดสิ้นไป ค่าที่มันมีอคติลำเอียงเข้าข้างสิทธิ์เลือกตั้งถ้วนหน้าสากล ประชาธิปไตยย่อมจะเบียดขับเข้าแทนที่การปกครองของชนชั้นนำตามธรรมชาติ ดังที่ฮอพเพอถกเถียงไว้ในหนังสือ ประชาธิปไตย : พระเจ้าผู้ล้มเหลว ของเขาว่า :
“สิ่งที่จริงแท้ ยุติธรรม และงดงามหาได้ถูกกำหนดโดยเสียงโหวตของประชาชนไม่ มวลชนทุกหนแห่งล้วนแล้วแต่โง่เขลา สายตาสั้น ถูกจูงใจด้วยแรงริษยาและหลอกง่ายด้วยกันทั้งสิ้น ก็แลเหล่านักการเมืองประชาธิปไตยนั้น ย่อมออดอ้อนเอาใจมวลชนเหล่านี้เพื่อให้ตนได้รับเลือกตั้ง ใครหน้าไหนเป็นนักกวนเมืองที่เก่งที่สุดย่อมจะชนะ ฉะนั้นประชาธิปไตยย่อมแทบว่าจำจะต้องนำไปสู่การบิดพลิ้วสัจธรรม ความยุติธรรม และความงามเลยทีเดียว”
ตรงกันข้าม เขาเถียงว่า ระบอบที่เข้าใกล้ระเบียบธรรมชาติมากที่สุดได้แก่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่างหาก เนื่องจากกษัตริย์ครอบครองราชอาณาจักรอย่างเด็ดขาดสัมบูรณ์และสามารถใช้สิทธิอำนาจของตนเช่นเดียวกับผู้ครอบครองทรัพย์สินเอกชนได้ กษัตริย์จึงมีผลประโยชน์ผูกพันที่จะเพิ่มพูนมูลค่าแห่งราชอาณาจักรของตน โดยประยุกต์ใช้นโยบายขับไล่ไพร่บ้านพลเมืองผู้ไม่ก่อผลผลิตออกไปเสียหรือแม้กระทั่งขจัดกวาดล้างพวกที่พยายามปกป้องวิถีชีวิต ทางเลือกของตัวให้หมดสิ้นไปในทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นพวกคอมมิวนิสต์ พวกนิยมประชาธิปไตย หรือพวกรักร่วมเพศก็ตาม
โดยเริ่มจากข้อตั้งแบบทุนนิยม-อนาธิปัตย์ ฮอพเพอถือว่าระบอบราชาธิปไตยใหม่ที่เขาเสนอซึ่งเนื้อแท้แล้วคือ “ระบอบการปกครองของทรัพย์สินเอกชน” นั้นเสมือนหนึ่งสังคมอธิปไตยขนาดจิ๋วที่ซึ่งคณะกรรมการลับจะเป็นผู้คัดเลือกกษัตริย์ซีอีโอนั่นเอง
ดูจากปีตีพิมพ์ นับว่าฮอพเพอนำเสนอเรื่องระบอบราชาธิปไตยดีกว่าประชาธิปไตยมาร่วมเสี้ยวศตวรรษแล้ว และในช่วงเวลาดังกล่าวมันก็ค่อยๆ ซึมซับสืบสายผ่านเคอร์ติส ยาร์วิน มายังปีเตอร์ เธียล และนิค แลนด์
ดังปรากฏว่าปีเตอร์ เธียล มหาเศรษฐีไฮเทคผู้ก่อตั้งบริษัท PayPal และ Palantir และนายทุนหนุนหลังยาร์วิน รวมทั้งการรณรงค์หาเสียงของทรัมป์กับแวนซ์ ได้ตีพิมพ์บทความในวารสาร Cato Unbound ของสถาบัน Cato อันเป็นคลังสมองพวกอิสรเสรีนิยมในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.เรื่อง “The Education of a Libertarian” ว่าเสรีภาพกับประชาธิปไตยนั้นไปด้วยกันไม่ได้ (https://www.cato-unbound.org/2009/04/13/peter-thiel/education-libertarian/)
ต่อมาในปี 2014 เธียลก็เขียนหนังสือร่วมกับ Blake Masters เรื่อง Zero to One : Notes on Startups, or How to Build the Future ยืนยันว่าหลังทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ระบอบเสรีประชาธิปไตยทั้งหลายได้แสดงให้เห็นว่าเป็นอริกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี พร้อมกันนั้นเธียลก็ยกย่องเฉลิมฉลองคนประเภทที่เขาเรียกว่า “ผู้ก่อตั้ง” (the founder) ซึ่งหมายถึงอภิมนุษย์ผู้พลิกเปลี่ยนโลกด้วยความห้าวหาญและการหยั่งรู้เองของตน
หนึ่งในประดาบุคคลต้นแบบของ “ผู้ก่อตั้ง” ในสายตาเธียลย่อมเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากเหล่านายทุนผู้ประกอบการซึ่งถูกนำไปเทียบเคียงกับกษัตริย์ศักดินาแต่ก่อน
การประเมินที่ว่านี้ สอดรับคล้องจองกับความคิดเห็นของพวกที่ถูกขนานนามว่า “ราชาปราชญ์” แห่งซิลิคอนแวลลีย์ (จำพวกเดียวกับปีเตอร์ เธียล เองนั่นแหละ) อาทิ อีลอน มัสก์ @Tesla & X, อเล็กซ์ คาร์พ @Palantir, มาร์ค แอนดรีสเซน @Andreessen Horowitz, บาลาจี ศรีนิวาสัน @Counsyl เป็นต้นอันถือเป็นเหล่า “คณาธิปัตย์ปัญญาชน” เผ่าพันธุ์ใหม่ผู้เคลิ้มฝันว่าวันหนึ่งพวกตนจะได้ครองฐานะบทบาท “นักนิติบัญญัติ” ที่ตรากฎหมายให้แก่สังคม โลก (https://www.theideasletter.org/essay/silicon-valleys-new-legislators/)
ส่วนนิค แลนด์ เป็นอดีตนักวิจัยซ้ายอนาธิปัตย์และมองโลกแง่ร้ายแห่งมหาวิทยาลัยวอร์ริกของอังกฤษ เจ้าทฤษฎีแนวหน้าว่าด้วยไซเบอร์พังก์ ไซเบอร์เนติกส์ ประเด็นเพี้ยนพิลึกหลุดโลกและยาเสพติด กระทั่งตัวเองติดยาบ้า ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัยแล้วหายตัวไปหลายปี จนโผล่ใหม่ที่เซี่ยงไฮ้กลายเป็นนักคิดเจ้าสำนักฝ่ายขวาคอยเผยแพร่โฆษณาผ่านโซเชียลมีเดีย X จนได้ฉายา “บิดาแห่ง Accelerationism”
ทั้งนี้ Accelerationism สกุลนิค แลนด์ เสนอว่า ทุนนิยมที่มีปัญญาฉลาดล้ำไฮเปอร์จะข้ามพ้นมนุษยชาติไป และเราควรต้อนรับการนี้….
หากขยายความก็คือ แลนด์เชื่อว่า ทุนนิยมคือภูมิปัญญาต่างดาวจากอนาคตที่กำลังใช้มนุษยชาติเป็นประหนึ่งจรวดเร่งเครื่องเพื่อขับดันตัวมันให้บังเกิดขึ้นมา ดังนั้น แทนที่เราจะพยายามต่อต้านหรือกำกับควบคุมสภาพอภิมหาโกลาหลของโลกยุคใหม่ เขาเสนอว่า เราควรเร่งเครื่อง (accelerate) กระบวนการนี้จนกว่ามวล “มนุษย์” จะถูกทิ้งไว้เบื้องหลังนั่นแล (https://www.tabletmag.com/sections/arts-letters/articles/who-is-nick-land & ผศ.ดร.พลอยใจ ปิ่นตบแต่ง แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เขียนถึงนิค แลนด์ ไว้ที่ https://www.the101.world/help-my-friends-are-leftist-ep-7/)
สําหรับประชาธิปไตย แลนด์เห็นว่า มันต้องรับผิดชอบต่อความเสื่อมทรามของภาวะสมัยใหม่และความตกต่ำของมานุษยวิทยาอันแท้จริงของมนุษยภาพ
ในคำประกาศ “ยุครู้แจ้งสนธยา” (Dark Enlightenment, ปี 2012) ของแลนด์ เขาอธิบายว่า “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” ซึ่งรวมศูนย์ที่การรู้จักอดทนอดกลั้นและลัทธิพหุวัฒนธรรมนั้น ได้สร้าง “โลกแบบออร์เวลล์” (หมายถึงภาวะเผด็จอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือปัจเจกบุคคลทั้งมวลในนิยาย 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์) และได้กลับกลายตัวมัน ไปเป็น “ระบอบประชาธิปไตยที่คุมตัวเองเบ็ดเสร็จ” (self-totalitarian democracy) แล้ว
ฉะนั้น ด้วยเดชานุภาพของทุนนิยมกับเทคโนโลยี จึงพึงต้องเร่งรัดทำลายระเบียบสังคมการเมืองดังที่เป็นอยู่ลงไป เพื่อสร้างระบบอำนาจนิยมขึ้นมาที่ซึ่งหลักการประสิทธิภาพจะได้เข้าเบียดขับแทนที่หลักความชอบธรรมทางการเมืองเสีย (https://www.populismstudies.org/Vocabulary/dark-enlightenment/)
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : ราชาธิปไตย (2)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly