กลโกงใหม่ อ้างเงินบุญ หลอกผู้สูงอายุลงทุน “ลงทุน 1,000 แลกเงิน 1,000,000”
ใครใจบุญ ชอบทำบุญ ต้องระวังค่ะ
มีแบบนี้ด้วย หลอกให้ลงทุน 1,000 แลกเงิน 1,000,000
พบเงินหมุนเวียนกว่า 600 ล้านบาท
คดีนี้ ตำรวจจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 11 ราย
- นางกาญจนาฯ อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 503/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางสาวพรพรรณฯ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 504/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางสาวจิรวดีฯ อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 505/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางสาวศุภากรฯ อายุ 49 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 506/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางธัญมนฯ อายุ 64 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 507/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นายณัฐศักดิ์ฯ อายุ 56 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 508/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางปราณีฯ อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 509/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางลำไยฯ อายุ 59 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 510/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางวรวิทย์ฯ อายุ 62 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 511/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นางจิราพรฯ อายุ 65 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 512/2569 ลง 27 ม.ค.69
- นายปฐวีฯ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 513/2569 ลง 27 ม.ค.69
ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่มีการสมคบกัน”
สิ่งของตรวจยึด
1.รถยนต์ จำนวน 4 คัน
2.รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน
3.โฉนดที่ดิน จำนวน 22 ฉบับ
4.อาวุธปืนพกกึ่งอัตโนมัติ จำนวน 3 กระบอก
5.โทรศัพท์มือถือจำนวน 21 เครื่อง
6.โน๊ตบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง
7.Ipad จำนวน 1 เครื่อง
- สร้อยคอทองคำ, สร้อยข้อมือ จำนวน 4 เส้น
9.สมุดบัญชีธนาคารจำนวน 110 เล่ม
10.บัตรจำนวน ATM/บัตรกดเงินสด จำนวน 12 ใบ
และของกลางอื่น ๆ อีกจำนวน 206 รายการ มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท
การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปลายปี 2568 มีกลุ่มผู้เสียหายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมตัวกันเดินทางเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน กก.3 บก.ป. หลังถูกหลอกลวงชักชวนให้ร่วมลงทุนโครงการที่เรียกว่า “เงินบุญ” อ้างผลตอบแทนสูงกำไรหลายเท่าตัว ภายใต้โครงการ “1,000 บาทแลก 1,000,000 บาท” สร้างความน่าเชื่อถือโดยการแอบอ้างโครงการหลวงฯ งัดสารพัดมุกหลอกโอนเงินหมดตัวสุดท้ายไม่ได้รับผลตอบแทนแต่อย่างใด
พ.ต.อ.สุริยศักดิ์ จิราวัสน์ ผกก.3 บก.ป. จึงสั่งการให้ ว่าที่ พ.ต.ต.วัตรสัณห์ เนตรหาญ สว.กก.3 บก.ป. พร้อมชุดสืบสวน ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว
จากการสืบสวนทราบว่า ขบวนการดังกล่าวเป็นเครือข่ายหลอกลวงประชาชนในลักษณะอย่างเป็นระบบมีการแบ่งหน้าที่กันทำ สร้างสตอรี่แอบอ้างโครงการสำคัญต่างๆ ของรัฐบาล เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นโครงการที่ถูกต้อง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสำคัญของประเทศ โดยกลุ่มผู้ต้องหาใช้แอปพลิเคชันไลน์เป็นช่องทางหลักในการติดต่อจัดตั้งกลุ่มในชื่อ “ลงทุนเงินบุญ” และเปิดหลายกลุ่มควบคู่กัน มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่ม เปิด–ปิดกลุ่มอยู่บ่อยครั้ง ภายในกลุ่มมีการจัดประชุม ผ่านเสียงและข้อความ เพื่อชักจูง กดดัน และเร่งเร้าสมาชิกให้ร่วมลงทุนอ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ เช่น ลงทุน 1,000 บาท ภายใน 1 เดือนจะได้ค่าตอบแทนสูงถึง 1 ล้านบาท แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายผลตอบแทน กลับอ้างเหตุขัดข้องและเปิด “โปรโมชั่นใหม่” หลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง
โดยกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกต้องส่งเงินเพื่อรักษาสถานะบัญชี หากไม่โอนเงินตามที่กำหนดจะถูกตัดชื่อออกจากกลุ่ม ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากหลงเชื่อและโอนเงินซ้ำหลายครั้ง
เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อ กลุ่มผู้ต้องหาจะให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่เตรียมไว้ พร้อมใช้ถ้อยคำในลักษณะเร่งด่วน เช่น “งานด่วน งานลับ งานช่วยผู้ใหญ่” กำหนดเวลาจำกัด หากไม่ร่วมลงทุนจะเสียโอกาส หรือไม่ได้รับเงินคืน หากผู้เสียหายตั้งข้อสงสัย จะถูกลบออกจากกลุ่มหรือบล็อกการติดต่อทันที และเมื่อถึงกำหนดจ่ายเงิน กลุ่มผู้ต้องหาจะอ้างอุปสรรคต่างๆ เพื่อเลื่อนกำหนด พร้อมเปิด “โปรใหม่” หลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต้องหายังแอบอ้างว่าเงินที่ระดมได้เป็นเงินค่าตอบแทนจากรัฐบาล หรือเป็นเงินที่ต้องใช้ดำเนินการนำเงินจำนวนมหาศาลจากต่างประเทศกลับเข้าประเทศไทย โดยอ้างว่าจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานสำคัญ เช่น ศาลโลก กระทรวงการต่างประเทศ และศาลไทย
กลุ่มผู้ต้องหามีการแบ่งหน้าที่กันอย่างเป็นระบบและชัดเจน ตั้งแต่แกนนำ แกนนำย่อย เลขานุการจัดการประชุม ฝ่ายการเงิน ไปจนถึงฝ่ายกดดัน เจรจา และข่มขู่ เพื่อไม่ให้ผู้เสียหายถอนตัวหรือดำเนินคดีตามกฎหมาย อีกทั้งยังบังคับให้ผู้เสียหายชักชวนบุคคลอื่นเข้าร่วมลงทุน โดยกำหนดเงื่อนไขว่าต้องโอนเงินก่อนจึงจะได้รับเชิญเข้าร่วมกลุ่ม ลักษณะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นขบวนการอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยมีนางกาญจาฯ นางพรพรรณฯ และนายปฐวีฯ เป็นแกนนำและเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์หลักและบุคคลอื่น ๆ ตามหน้าที่ในขบวนการ ที่น่าสลดใจคือ กลุ่มขบวนการนี้มุ่งเป้าไปที่ “ผู้สูงอายุและผู้เกษียณอายุราชการ” ซึ่งมีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต หลายรายสูญเสียเงินหลักล้านบาท ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่มีการลงทุนใด ๆ เกิดขึ้น
เงินทั้งหมดถูกโอนหมุนเวียนภายในเครือข่ายและนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและแปลสภาพเป็นไปเป็นทรัพย์สินอื่น
จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มขบวนการ พบว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์รับโอนเงินจากผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ก่อนจะโอนต่อภายในเครือข่าย เพื่อกระจายและซุกซ่อนแหล่งที่มาของเงิน จากนั้นนำเงินไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งรถยนต์หรู ที่ดิน และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ ในลักษณะปกปิดอำพรางที่มา อันเป็นพฤติการณ์ของการกระทำความผิดอย่างเป็นขบวนการ
การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 – 2564 มีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายเฉพาะที่แจ้งความดำเนินคดีแล้วรวมกว่า 6.5 ล้านบาท และขณะนี้ยังมีผู้เสียหายเพิ่มเติมที่อยู่ระหว่างแจ้งความร้องทุกข์และยังตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อขบวนการนี้อยู่ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน อีกประมาณ 30 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท และน่าเชื่อว่าจะมีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมอีกหลายราย ขณะเดียวกันทำการตรวจสอบบัญชีของกลุ่มผู้ต้องหาพบว่า มีเงินหมุนเวียนรวมสูงกว่า 600 ล้านบาท โดยพบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีการใช้ชีวิตอย่างหรูหรา กินอยู่สุขสบาย สวนทางกับความเดือดร้อนของผู้เสียหายที่สูญเสียเงินเก็บบั้นปลายชีวิต นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ากลุ่มผู้ต้องหายังคงมีพฤติการณ์กระทำความผิดอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน และมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นเพื่อฟอกเงิน นำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งนี้ ทำการตรวจสอบประวัติของกลุ่มผุ้ต้องหาพบว่าหลายราย เคยมีประวัติการกระทำความผิด อาทิ คดีทำร้ายร่างกาย, ร่วมกันฉ้อโกง, พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ เป็นต้น
จนกระทั่งเช้าวันที่ 29 ม.ค.2569 เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม พร้อมด้วยกำลังสนับสนุนจากตำรวจทางหลวง ส.ทล.5 กก.2 บก.ทล. และตำรวจน้ำ ส.รน.2 กก.6 บก.รน. นำกำลังเข้าตรวจค้น 11 จุด ในพื้นที่ จ.มหาสารคาม, จ.สิงห์บุรี, จ.ปทุมธานี, จ.นนทบุรี และจ.สุราษฎร์ธานี ผลการปฏิบัติการสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวน 11 ราย พร้อมตรวจยึดพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด รวมถึงทรัพย์สินที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าได้มาจากการกระทำความผิด จำนวนกว่า 206 รายการ มูลค่ารวมประมาณ 250 ล้านบาท อาทิ รถยนต์ โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก อาวุธปืน เอกสารสำคัญ และทรัพย์สินมีค่าอื่น ๆ
จากการสอบถามผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของขบวนการ รับสารภาพอ้างว่า ได้เข้าร่วมโครงการ “เงินบุญ” ตั้งแต่ปี 2551 ต่อมาเมื่อทราบว่าโครงการไม่สามารถดำเนินการได้จริง จึงได้อาศัยวิชาความรู้เทคนิคจากการเข้าฟังสัมมนา เมื่อก่อนจะจัดในฮอลล์อย่างยิ่งใหญ่ ต่อมาปี 2560 เริ่มใช้วิธีการแอบอ้างบุคคลที่อ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ไปต่างประเทศคุยเรื่องหุ้นโดยอ้างว่าจะนำเงินไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนจำนวนมาก แต่ต้องอาศัยเงินสนับสนุนค่าใช้จ่าย,ค่าเดินทาง ให้ช่วยกันระดมทุนเพื่อที่จะได้ค่าตอบแทนตามที่เสนอ ทั้งนี้ เหยื่อส่วนใหญ่ยังคงโอนเงินเข้าร่วมโครงการต่อไป เนื่องจากเสียดายเงินที่ได้ลงทุนไปก่อนหน้า และเชื่อคำชักชวนให้กำลังใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เงินที่ได้จากการระดมทุนจะถูกส่งต่อไปยังหัวสายหรือแกนนำของขบวนการ
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาส่วนใหญ่ให้การรับสารภาพ บางส่วนยังให้การปฏิเสธ
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนไปยังพี่น้องประชาชน อย่าหลงเชื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง โดยเฉพาะการลงทุนที่แอบอ้างบุคคลสำคัญ หน่วยงานของรัฐ โครงการลับ หรือโครงการพิเศษใด ๆ ซึ่งมักใช้ถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อ อาทิ ลงทุนง่าย รายได้งาม กำไรหลายเท่าตัว เพื่อหลอกล่อให้โอนเงิน ขอให้ระมัดระวังกลุ่มแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้กลอุบายชักชวนลงทุนในลักษณะ “เงินบุญ” หรือ “โครงการพิเศษ” โดยมักสร้างความน่าเชื่อถือ ทำทีจ่ายผลตอบแทนในระยะแรก ก่อนใช้สารพัดวิธีเร่งรัด กดดัน อ้างความเร่งด่วน หรืออ้างว่าเป็นโครงการลับ เพื่อหลอกให้โอนเงินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนผู้เสียหายสูญเสียเงินทั้งหมด ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจโอนเงิน อย่าหลงเชื่อคำอ้างผลตอบแทนสูงผิดปกติ และอย่าถูกหลอกด้วยการอ้างชื่อบุคคลสำคัญหรือหน่วยงานของรัฐ หากพบพฤติการณ์ต้องสงสัย หรือเชื่อว่าอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป