โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช่างไฟเตือนเอง! 7 พฤติกรรมใช้ "ตู้เย็น" ผิดวิธี ทำค่าไฟพุ่งสูง แถมเสี่ยงพังไว

Khaosod

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 10.20 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 10.20 น.

ช่างไฟเตือนเอง! 7 พฤติกรรมการใช้ "ตู้เย็น" ที่ผิดวิธี ทำค่าไฟพุ่งสูง แถมเสี่ยงพังไว ชี้หลายบ้านยังทำพลาด แค่ปรับก็ช่วยประหยัดค่าไฟ-ยืดอายุการใช้งาน

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าเผยว่า การใช้ตู้เย็นอย่างถูกต้องไม่เพียงช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังช่วยประหยัดพลังงานและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากการเก็บรักษาอาหารไม่เหมาะสม

ตู้เย็นถือเป็นหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานแทบตลอด 24 ชั่วโมงในทุกครัวเรือน โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนที่ความต้องการเก็บรักษาอาหารและความเย็นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจไม่ทราบว่าการใช้งานที่ไม่ถูกต้องอาจทำให้ตู้เย็นใช้พลังงานมากกว่าปกติ และยังทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสั้นลง

ช่างไฟฟ้าและช่างเทคนิคระบบทำความเย็นจำนวนมากระบุว่ามีพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ หลายอย่างที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่กลับทำให้ค่าไฟฟ้ารายเดือนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือ s]kp[hkoล้วนเคยทำผิดพลาดอย่างน้อย 1 ข้อจากรายการต่อไปนี้

1. ตั้งตู้เย็นชิดผนังเกินไป

หลายคนมักวางตู้เย็นชิดผนังเพื่อประหยัดพื้นที่ แต่จริง ๆ แล้วถือเป็นข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อย เนื่องจากตู้เย็นต้องระบายความร้อนผ่านแผงระบายความร้อนด้านหลังหรือด้านข้างตัวเครื่อง หากวางชิดผนังมากเกินไป อากาศร้อนจะระบายออกได้ยาก ทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิภายใน

ในระยะยาว พฤติกรรมนี้ไม่เพียงทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น แต่ยังทำให้ตู้เย็นเสื่อมสภาพเร็วขึ้นด้วย

ช่างไฟฟ้าแนะนำว่า ควรเว้นระยะห่างระหว่างตู้เย็นกับผนังอย่างน้อย 10–15 เซนติเมตร เพื่อให้ระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ใส่อาหารแน่นเกินไป

หลายครอบครัวมักพยายามใช้พื้นที่ในตู้เย็นให้คุ้มค่าที่สุด โดยเฉพาะหลังจากไปซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือกักตุนอาหาร แต่หากอัดอาหารแน่นเกินไป อาจทำให้เกิดปัญหาหลายอย่าง เช่น

  • อากาศเย็นไหลเวียนได้ไม่ดี
  • ความเย็นภายในตู้กระจายไม่ทั่วถึง
  • คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานนานขึ้น

ผลที่ตามมาคือ ตู้เย็นใช้ไฟมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพการทำความเย็นกลับลดลง

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรใส่อาหารประมาณ 70–80% ของความจุ เพื่อให้ลมเย็นหมุนเวียนได้ดีและช่วยประหยัดพลังงาน

3. เปิดตู้เย็นบ่อยเกินไป

อีกพฤติกรรมที่พบได้ทั่วไปคือ การเปิดตู้เย็นหลายครั้งเพื่อหาอาหาร หรือเปิดค้างไว้ระหว่างตัดสินใจว่าจะหยิบอะไรออกมารับประทาน

ทุกครั้งที่เปิดประตูตู้เย็น อากาศเย็นภายในจะไหลออก ขณะที่อากาศร้อนจากภายนอกจะไหลเข้ามา ส่งผลให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อลดอุณหภูมิกลับสู่ระดับเดิม หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งตลอดทั้งวัน ปริมาณการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

วิธีที่เหมาะสมคือ

  • คิดก่อนว่าจะหยิบอะไรจากตู้เย็นก่อนเปิด
  • ปิดประตูทันทีหลังใช้งาน

4. ใส่อาหารที่ยังร้อนเข้าไปในตู้เย็น

หลายคนมีนิสัยนำอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จและยังร้อนอยู่ใส่ในตู้เย็นทันทีเพื่อเก็บรักษา

ความร้อนจากอาหารจะทำให้อุณหภูมิภายในตู้เย็นเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบทำความเย็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อปรับอุณหภูมิให้กลับสู่ระดับที่ตั้งไว้

พฤติกรรมนี้ไม่เพียงทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน แต่ยังอาจส่งผลต่ออาหารชนิดอื่นที่เก็บอยู่ในตู้ด้วย ดังนั้นจึงควรรอให้อาหารเย็นลงก่อนแล้วจึงนำเข้าตู้เย็น

5. ไม่ทำความสะอาดยางขอบประตู

ยางขอบประตูตู้เย็นมีหน้าที่สำคัญในการปิดผนึกไม่ให้อากาศเย็นรั่วออกจากตู้

เมื่อใช้งานไปนาน ๆ ยางส่วนนี้อาจเกิดปัญหา เช่น

  • มีฝุ่นหรือคราบสกปรกสะสม
  • บิดงอ
  • สูญเสียความยืดหยุ่น

หากยางประตูปิดไม่สนิท ความเย็นจะรั่วออก ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้น ช่างไฟฟ้าแนะนำให้ทำความสะอาดยางประตู อย่างน้อยเดือนละครั้ง และควรเปลี่ยนใหม่หากพบว่าชำรุด

6. ตั้งอุณหภูมิไม่เหมาะสม

หลายคนเข้าใจผิดว่า การตั้งอุณหภูมิตู้เย็นให้ต่ำที่สุดจะช่วยรักษาอาหารได้ดีที่สุด แต่ความจริงแล้ว การตั้งอุณหภูมิต่ำเกินไปจะทำให้ตู้เย็นใช้ไฟมากกว่าที่จำเป็น

เมื่ออุณหภูมิต่ำมาก คอมเพรสเซอร์จะต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อรักษาความเย็น ส่งผลให้ค่าไฟเพิ่มขึ้น และยังทำให้เครื่องทำงานหนักจนเสื่อมสภาพเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทำความเย็นแนะนำว่า

  • ช่องแช่เย็นควรตั้งที่ประมาณ 3–5 องศาเซลเซียส
  • ช่องแช่แข็งควรตั้งที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส

ระดับอุณหภูมินี้เพียงพอสำหรับการเก็บอาหารให้สดได้นาน และช่วยให้ตู้เย็นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพพร้อมประหยัดพลังงาน

7. ไม่ละลายน้ำแข็งหรือทำความสะอาดตู้เย็นเป็นประจำ

สำหรับตู้เย็นรุ่นเก่าหรือรุ่นที่ไม่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ หากปล่อยให้มีน้ำแข็งเกาะหนาในช่องแช่แข็ง จะทำให้ประสิทธิภาพการทำความเย็นลดลง

ชั้นน้ำแข็งดังกล่าวจะทำหน้าที่เหมือนฉนวน ทำให้ตู้เย็นต้องใช้พลังงานมากขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิ นอกจากนี้ ฝุ่นที่เกาะบริเวณแผงระบายความร้อนด้านหลังตู้ก็อาจส่งผลต่อการระบายความร้อนได้เช่นกัน

ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ ทำความสะอาดตู้เย็นทุก 3–6 เดือน เพื่อช่วยให้เครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานในระยะยาว

ที่มา SOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ช่างไฟเตือนเอง! 7 พฤติกรรมใช้ "ตู้เย็น" ผิดวิธี ทำค่าไฟพุ่งสูง แถมเสี่ยงพังไว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...