อ่าวเปอร์เซียเดือดไม่พัก อิหร่านกลับลำประกาศโจมตีเพื่อนบ้านต่อไป
ประเทศในอ่าวเปอร์เซียรายงานการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนครั้งใหม่ ขณะที่อิหร่านประกาศว่าจะโจมตีประเทศเพื่อนบ้านต่อไป ในสงครามที่ล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง
เหตุระเบิดเกิดขึ้นหลังจากการโจมตีใกล้หอคอยอาซาดี บริเวณพื้นที่สนามบินนานาชาติเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม (Photo by ATTA KENARE / AFP)
เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2569 กล่าวว่า สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่สอง ยังคงมีเสียงระเบิดดังสนั่นในดูไบของยูเออี, โดฮาของกาตาร์ และมานามาของบาห์เรน โดยมีรายงานการโจมตีเป็นระยะๆในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และคูเวต
การโจมตียังคงเกิดขึ้นแม้ว่าประธานาธิบดีอิหร่านกล่าวขอโทษประเทศในอ่าวเปอร์เซียสำหรับการโจมตีครั้งก่อนๆ โดยระบุว่าประเทศเหล่านั้นจะไม่ตกเป็นเป้าหมายอีกต่อไป เว้นแต่จะมีการโจมตีจากดินแดนของประเทศเหล่านั้นก่อน
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา อิหร่านพลิกลิ้นและกล่าวว่าจะยังคงดำเนินการโจมตีเป้าหมายประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ "อยู่ในการควบคุมของศัตรู" ต่อไป
ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด บิน ซายิด อัล-นาห์ยาน แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กล่าวในการปราศรัยว่า ประเทศตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งสงคราม และจะแข็งแกร่งขึ้นจากการสู้รบครั้งนี้
ทางการดูไบกล่าวเมื่อเย็นวันเสาร์ว่า มีผู้เสียชีวิต 1 รายจากผลกระทบของการสกัดกั้นทางอากาศ และระบุว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาวปากีสถาน
ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน ดูไบได้ปิดสนามบินหลักซึ่งเป็นสนามบินที่มีการจราจรทางอากาศระหว่างประเทศหนาแน่นที่สุดในโลก หลังจากที่เจ้าหน้าที่กล่าวว่าได้สกัดกั้นวัตถุไม่ทราบชนิดในบริเวณใกล้เคียง
พยานคนหนึ่งบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่าได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นในบริเวณนั้น ตามด้วยกลุ่มควัน ขณะที่ภาพวิดีโอที่ได้รับการรับรองจากเอเอฟพีบันทึกเสียงโดรนไว้ได้ ตามด้วยเสียงระเบิดดังสนั่นและกลุ่มควันใกล้กับอาคารผู้โดยสารของสนามบิน
รัฐบาลแถลงว่ามีเหตุการณ์เล็กน้อยอันเป็นผลมาจากเศษซากที่ตกลงมาหลังจากการสกัดกั้น โดยไม่ได้กล่าวถึงสนามบินโดยตรง และกล่าวว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
สายการบินเอมิเรตส์ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง ประกาศระงับเที่ยวบินทั้งหมดทั้งต้นทางและปลายทางดูไบจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม แต่ต่อมาไม่นานได้ประกาศกลับมาให้บริการต่อ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯและเป็นที่ตั้งของฐานทัพทหารอเมริกัน เป็นประเทศที่ถูกโจมตีมากที่สุดในอ่าวเปอร์เซียระหว่างสงครามครั้งนี้
ในวันเดียวกัน กระทรวงกลาโหมยูเออีเปิดเผยว่า จากขีปนาวุธ 16 ลูกที่ยิงใส่ประเทศเมื่อวันเสาร์ มีเพียงลูกเดียวที่ถูกสกัดกั้นได้ ไม่นับลูกที่ตกลงไปในทะเลเอง
จากโดรน 121 ลำที่ตรวจพบ มี 119 ลำถูกยิงทำลาย ขณะที่ 2 ลำตกลงในดินแดนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
การโจมตีครั้งนี้ทำให้จำนวนขีปนาวุธที่ตรวจพบในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อวันเสาร์ที่แล้วเพิ่มขึ้นเป็น 221 ลูก และจำนวนโดรนเกิน 1,300 ลำ
เที่ยวบินจากสนามบินหลักของดูไบกลับมาให้บริการบางส่วนแล้ว แม้ยังมีการโจมตีด้วยโดรนทุกวัน
เมื่อวันเสาร์ที่แล้ว พนักงาน 4 คนได้รับบาดเจ็บและอาคารผู้โดยสารสนามบินได้รับความเสียหาย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การโจมตีของอิหร่านยังเกิดขึ้นที่สนามบินอาบูดาบี, โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับหรูปาล์มจูเมราห์ และโรงแรมหรูเบิร์จอัลอาหรับ ขณะที่เศษซากจากโดรนทำให้เกิดไฟไหม้ที่สถานกงสุลสหรัฐฯ ในดูไบเมื่อวันอังคาร
ในส่วนอื่นๆ ของอ่าวเปอร์เซีย กระทรวงกลาโหมกาตาร์ระบุว่ากองทัพของตนได้สกัดกั้นการโจมตีด้วยขีปนาวุธ 2 ครั้งที่มุ่งเป้าไปที่ประเทศ
คูเวตระบุว่าสกัดกั้นโดรน 7 ลำได้ตั้งแต่รุ่งเช้าวันเสาร์ โดยการโจมตีดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเสียหายทางวัตถุจากเศษซากที่ตกลงมาเท่านั้น
และบาห์เรนระบุว่าสกัดกั้นขีปนาวุธได้ 92 ลูกและโดรน 151 ลำ นับตั้งแต่เริ่มการรุกรานอย่างโหดร้ายของอิหร่าน
มีรายงานเสียงระเบิดเมื่อคืนวันเสาร์ในมานามา เมืองหลวงของบาห์เรน ขณะที่เจ้าหน้าที่กล่าวว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 คนหลังจากเศษชิ้นส่วนจรวดตกลงบนถนนสาธารณะ
ในซาอุดีอาระเบีย กระทรวงกลาโหมระบุว่าทำลายขีปนาวุธได้ 3 ลูกที่มุ่งหน้าไปยังฐานทัพอากาศเจ้าชายสุลต่าน (Prince Sultan Air Base) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทัพอเมริกัน รวมถึงโดรน 17 ลำ เหนือแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ทางตะวันออกเฉียงใต้
คูเวตก็รายงานว่าสกัดกั้นโดรนได้เช่นกัน ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศประกาศลดการผลิตน้ำมันดิบลงเป็นการ "ป้องกันไว้ก่อน" เนื่องจากอิหร่านโจมตีและคุกคามช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นจุดขนส่งไฮโดรคาร์บอน (เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน) ที่สำคัญของอ่าวเปอร์เซีย
ทางเหนือขึ้นไป จอร์แดนกล่าวหาอิหร่านว่าโจมตีเป้าหมายในราชอาณาจักรโดยตรง โดยระบุว่ากองทัพเตหะรานได้ยิงขีปนาวุธและโดรน 119 ลูกเข้าใส่ ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
"ขีปนาวุธและโดรนเหล่านี้มุ่งเป้าไปที่สถานที่สำคัญภายในจอร์แดน ไม่ใช่แค่ผ่านเข้ามาในดินแดนของเราเฉยๆ" พลตรีมุสตาฟา ฮายารี โฆษกทางทหารกล่าว
เช่นเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวโทษอิหร่านเรื่องการโจมตีโรงเรียนประถมในเมืองมินาบทางตอนใต้ซึ่งเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 150 ราย
"เราคิดว่าอิหร่านเป็นคนทำ เพราะอย่างที่คุณทราบ พวกเขามีความแม่นยำต่ำมากในเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน
อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของสื่อนิวยอร์กไทมส์พบว่ากองทัพสหรัฐฯ น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่าเขาไม่ต้องการให้ชาวเคิร์ดเปิดฉากโจมตีอิหร่าน หลังจากมีการคาดการณ์ว่ากลุ่มชาวเคิร์ดอาจใช้สงครามนี้เป็นโอกาสในการยึดอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้สงครามซับซ้อนไปกว่าที่เป็นอยู่ แต่เขายินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ หากนักรบชาวเคิร์ดทำการโจมตีเพื่อสนับสนุนสงครามฝั่งสหรัฐ-อิสราเอล
ทางด้านอิสราเอล นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่าจะทำสงครามกับอิหร่านต่อไปด้วยกำลังทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการอย่างเป็นระบบเพื่อกำจัดระบอบอิหร่าน
เขากล่าวว่า ช่วงเวลาแห่งความจริงกำลังจะมาถึงสำหรับประชาชนชาวอิหร่าน และอิสราเอลต้องการช่วยปลดปล่อยพวกเขาจาก "แอกแห่งการกดขี่"
เขากล่าวเสริมว่า การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ควบคุมน่านฟ้าเหนือกรุงเตหะรานได้เกือบทั้งหมด
กองทัพอิสราเอลกล่าวเมื่อก่อนหน้านี้ว่าได้ทำการโจมตีอิหร่านประมาณ 3,400 ครั้งนับตั้งแต่เริ่มสงครามเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลประสบความสำเร็จในการโจมตีคลังน้ำมันแห่งหนึ่งในกรุงเตหะราน นับเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันครั้งแรก
คลังน้ำมันดังกล่าวอยู่ใกล้กับโรงกลั่นน้ำมันที่สำคัญ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกของโรงกลั่นไม่ได้รับความเสียหาย
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการโจมตีเกิดขึ้นที่คลังน้ำมันทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเตหะราน โดยเปลวไฟและควันพวยพุ่งขึ้นจากที่เกิดเหตุ
ในอีกด้านหนึ่ง อิสราเอลกล่าวว่าได้โจมตีเครื่องบินรบ 16 ลำของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน จากการถล่มสนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะรานเมื่อคืนที่ผ่านมา
อิตาลีกำลังส่งเรือฟริเกตไปคุ้มครองไซปรัส เพื่อรับประกันความปลอดภัยของพรมแดนสหภาพยุโรป แต่แสดงจุดยืนว่าอิตาลีไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งและไม่มีเจตนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของมัน
ศรีลังกาจะให้การรักษาแก่ลูกเรือชาวอิหร่านที่ได้รับการช่วยเหลือจากเหตุการณ์ที่สหรัฐโจมตีจนเรือจม และการส่งตัวลูกเรือที่ถูกตอร์ปิโดโจมตีกลับประเทศนั้นเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ หลังจากมีรายงานว่ารัฐบาลวอชิงตันกำลังกดดันรัฐบาลโคลัมโบไม่ให้ส่งตัวพวกเขากลับประเทศ
ประเทศในเอเชียใต้แห่งนี้ได้ช่วยเหลือลูกเรือ 32 นายและกู้ศพ 84 ศพจากเรือฟริเกต IRIS Dena ของอิหร่าน ซึ่งถูกเรือดำน้ำของสหรัฐฯ จมลงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นอกชายฝั่งทางใต้ของตน
ในคืนวันเสาร์ มีรายงานเสียงระเบิดหลายครั้งในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก รวมถึงจรวด 4 ลูกที่ยิงใส่สถานทูตสหรัฐฯ และถูกสกัดกั้นไว้ได้ โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดกั้นได้ 3 ลูก ขณะที่อีกหนึ่งลูกตกลงในพื้นที่โล่งในบริเวณใกล้เคียง.