โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

รู้จัก “เฮดี ลามาร์” จากดาวค้างฟ้าฮอลลีวูดสู่ผู้วางรากฐาน WiFi

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 05.46 น.
เนื่องในวันสตรีสากล ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี TNN Tech พาย้อนรอยตำนานของเฮดี ลามาร์ (Hedy Lamarr) ดาราฮอลลีวูดหญิงอัจฉริยะ ผู้อยู่เบื้องหลังนวัตกรรมการส่งสัญญาณวิทยุที่สลับความถี่ รากฐานสำคัญของ WiFi และ Bluetooth ที่เปลี่ยนโลกการสื่อสารไปตลอดกาล

เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล (International Women’s Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี หากพูดถึงผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลในโลกเทคโนโลยี ชื่อของ เฮดี ลามาร์ (Hedy Lamarr) มักถูกยกมาเป็นตำนานอันดับต้น ๆ เพราะเธอไม่ใช่แค่นักแสดงสาวสวยในยุคทองของฮอลลีวูด แต่เธอยังเป็นอัจฉริยะด้านเทคโนโลยี ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อแนวคิดด้านการพัฒนาระบบสื่อสารไร้สาย ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างไวไฟ (WiFi) บลูทูธ (Bluetooth) และระบบนำทาง (GPS) ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ทำความรู้จัก เฮดี ลามาร์

เฮดี ลามาร์ (Hedy Lamarr) มีชื่อจริงว่า เฮดวิก เอวา คีสเลอร์ (Hedwig Eva Kiesler) เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1914 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ก่อนจะอพยพมายังสหรัฐอเมริกาและเข้าสู่วงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดในช่วงปี ค.ศ. 1930

เธอกลายเป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่โด่งดังที่สุดของยุคนั้น จากผลงานภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Algiers (1938), Boom Town (1940) และ Samson and Delilah (1949) อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังภาพลักษณ์ของนักแสดงดาวเด่นนั้น เธอยังเป็นคนที่สนใจวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์มาตั้งแต่วัยเด็ก และมักใช้เวลาว่างทดลองแนวคิดทางเทคโนโลยีและออกแบบสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ อยู่เสมอ

จากดาวค้างฟ้าสู่ผู้วางรากฐาน WiFi และ Bluetooth

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ยกย่องให้เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งความงาม เธอกลับใช้เวลาว่างในกองถ่ายและที่บ้านเพื่อประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เธอมีมุมส่วนตัวที่มีโต๊ะร่างแบบและอุปกรณ์ครบมือ โดยมีฮาวเวิร์ด ฮิวจ์ส (Howard Hughes) มหาเศรษฐี นักบิน และผู้ผลิตภาพยนตร์ชื่อดังชาวอเมริกันในยุคนั้น เป็นผู้สนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เธอได้ทดลองประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ เฮดี ลามาร์ ต้องการช่วยกองทัพสหรัฐฯ ในช่วงสงครามที่ต้องสู้รบกับนาซีเยอรมนี เธอสังเกตว่าอาวุธยิงระเบิดอย่างตอร์ปิโดที่ควบคุมด้วยสัญญาณวิทยุในยุคนั้น สามารถถูกศัตรูดักจับหรือรบกวนสัญญาณได้ง่าย ทำให้ไม่สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

เธอจึงร่วมมือกับเพื่อนสนิทอย่างจอร์จ แอนไทล์ (George Antheil) นักเปียโนและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน คิดค้นระบบสื่อสารลับที่เรียกว่า Secret Communication System โดยใช้หลักการส่งสัญญาณวิทยุที่สลับความถี่ หรือที่เรียกว่า Frequency-Hopping Spread Spectrum ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกระดาษปรุในเปียโนอัตโนมัติ (Player Piano) โดยพวกเขาได้นำหลักการนี้มาประยุกต์ใช้ ผ่านสัญญาณวิทยุกระโดดสลับไปมาตามรหัสที่กำหนดไว้ระหว่างเครื่องรับและเครื่องส่ง ทำให้ศัตรูไม่สามารถดักฟังหรือรบกวนสัญญาณได้สำเร็จ

ผลงานดังกล่าวได้รับสิทธิบัตรสหรัฐในปี 1942 อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นกองทัพเรือสหรัฐฯ มองว่าเทคโนโลยีดังกล่าวยังซับซ้อนเกินไป จึงยังไม่ได้นำไปใช้งานจริง ดยแนะนำให้เธอไปช่วยขายพันธบัตรสงครามแทน ซึ่งเธอก็ทำได้ยอดเยี่ยมด้วยการระดมทุนได้มหาศาล

มรดกทางเทคโนโลยีที่โลกต้องจารึก

แม้สิทธิบัตรของเธอจะถูกเก็บเงียบไว้นานหลายทศวรรษ แต่เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลก้าวหน้าขึ้น หลักการ สลับความถี่ของพวกเขา ก็ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาการสื่อสารไร้สายยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น

  • ไวไฟ (WiFi): เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย หรือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เราขาดไม่ได้

  • บลูทูธ (Bluetooth): เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระยะสั้นในอุปกรณ์อัจฉริยะ

  • จีพีเอส (GPS): ระบบการนำทางและแผนที่ในปัจจุบัน

  • ซีดีเอ็มเอ (CDMA): เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายด้วยระบบดิจิทัล

ผู้หญิงที่พิสูจน์ว่าความสวยและสติปัญญาอยู่คู่กันได้

เฮดี้ ลามาร์ เคยกล่าวประโยคคลาสสิกไว้ว่า "Any girl can be glamorous. All you have to do is stand still and look stupid" (ผู้หญิงคนไหนก็ดูสวยสง่าได้ แค่ยืนนิ่ง ๆ แล้วทำตัวโง่ ๆ) ซึ่งเป็นการเสียดสีค่านิยมในยุคนั้นที่มักมองข้ามความสามารถทางสติปัญญาของผู้หญิง

ซึ่งกว่าโลกจะยอมรับเธอในฐานะนักประดิษฐ์ ก็เป็นช่วงท้ายของชีวิต โดยในปี 1997 เธอได้รับ Pioneer Award จาก Electronic Frontier Foundation (EFF) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรในสหรัฐอเมริกาที่ทำงานด้านสิทธิและเสรีภาพบนโลกดิจิทัล โดยรางวัลดังกล่าว มอบให้แก่บุคคลที่มีผลงานบุกเบิกและสร้างผลกระทบสำคัญต่อเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต

ต่อมาในปี 2014 เธอยังได้รับการบรรจุชื่อเข้าสู่ National Inventors Hall of Fame ซึ่งเป็นหอเกียรติยศสำหรับนักประดิษฐ์ของสหรัฐฯ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมสำคัญของโลก โดยการได้รับการบรรจุชื่อครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เธอเสียชีวิตไปแล้วหลายปี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...