โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์ชี้ ‘1 ใน 3 คน’ เสี่ยงเป็น ‘งูสวัด’ อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต วัย 50+ และผู้มีโรคร่วม เสี่ยงกระทบสุขภาพรุนแรง

The Bangkok Insight

อัพเดต 17 ก.พ. เวลา 09.44 น. • เผยแพร่ 17 ก.พ. เวลา 09.44 น. • The Bangkok Insight

สัปดาห์รณรงค์ป้องกันโรคงูสวัดโลกประจำปี 2569 (global Shingles Action Week 2026) ตรงกับวันที่ 23 ก.พ.-1 มี.ค. 2569 แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ งูสวัดเป็นโรคที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงผื่นผิวหนังทั่วไป แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัวร่วม เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต ที่มีความเสี่ยงเกิดโรคและมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ศ.คลินิก นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึม โรงพยาบาล ราชวิถี กล่าวว่า งูสวัดเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรค เชื้อไวรัสยังคงหลบซ่อนอยู่ตามปมประสาท และสามารถกลับมาก่อโรคได้ เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยไม่สามารถคาดเดาความรุนแรง หรือช่วงเวลาที่จะเกิดได้

งูสวัด

คนไทยอายุ 50 ปีขึ้นไปเกือบทุกคนเคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว เท่ากับว่ามีเชื้องูสวัดแอบแฝงอยู่ในร่างกาย และจากสถิติพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 คนจะเป็นงูสวัดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

ขณะที่ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน แม้จะควบคุมระดับน้ำตาลได้ดี เมื่อเกิดงูสวัด พบว่าประมาณ 25% ของผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนควบคุมได้ยาก เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน และการเข้ารักษาในโรงพยาบาล ส่งผลต่อโรคประจำตัว และคุณภาพชีวิตอย่างมาก ทำให้การดูแลสุขภาพที่ทำมาต้องสะดุดลง การป้องกันโรคจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ศ.คลินิก นพ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์

ทางด้าน ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลรามาธิบดี ชี้ว่า งูสวัดเปรียบเสมือน "ระเบิดเวลา" ที่ไม่รู้ว่าจะปะทุขึ้นมาเมื่อใด และไม่ได้ส่งผลเฉพาะทางผิวหนังเท่านั้น แต่ยังอาจก่อให้เกิดอาการปวดตามแนวเส้นประสาทเรื้อรัง ปวดแสบปวดร้อน ซึ่งบางรายอาจยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปี

ที่น่ากังวล คือ ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยงูสวัด จะมีผื่นขึ้นบริเวณดวงตา และบางรายอาจเกิดการอักเสบรุนแรงจนเสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีโรคประจำตัวร่วม ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญของโรค แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยง และความรุนแรงของโรคได้

ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล

ขณะที่ นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า งูสวัดไม่ใช่โรคผื่นธรรมดา แต่สามารถส่งผลต่อผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการอักเสบ และตีบแคบ ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงหัวใจ และสมอง ผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ที่สุขภาพดี หากป่วยเป็นงูสวัด ก็มีโอกาสเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดตามมาได้

ข้อมูลพบว่า ภายใน 30 วันหลังเป็นงูสวัด ผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวมีความเสี่ยงเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดเพิ่มขึ้นถึง 35% ขณะที่ผู้ที่มีโรคหัวใจ และหลอดเลือดอยู่เดิม มีความเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนซ้ำสูงกว่าคนทั่วไปประมาณ 120 เท่า แม้จะดูแลควบคุมความดัน ไขมัน และน้ำตาลอย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม การป้องกันโรคจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นพ.ปริญญ์ วาทีสาธกกิจ

พ.อ.ศ.นพ.บัญชา สถิระพจน์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ระบุว่า ผู้ป่วยโรคไตถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง โดยพบว่ามีโอกาสเกิดงูสวัดมากกว่าคนทั่วไปประมาณ 2–3 เท่า โดยเฉพาะผู้ป่วยล้างไต ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และผู้ป่วยปลูกถ่ายไต ซึ่งบางรายมีความเสี่ยงสูงเกือบ 9 เท่า

งูสวัดในผู้ป่วยโรคไตอาจมีความรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนทั่วไป ส่งผลต่อการรักษาโรคเดิมและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม

พ.อ.ศ.นพ.บัญชา สถิระพจน์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญย้ำตรงกันว่า "งูสวัด" ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เพียงปัญหาผื่นผิวหนังเท่านั้น แต่เป็นโรคที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีโรคประจำตัว จึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

ควบคู่กับการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย และพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและช่วยลดความรุนแรงของโรคในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง
1. Harpaz R;MMWR Morbidity and Mortality Weekly Report;2008;57;1-40
2. Mu~noz-Quiles C;HUMAN VACCINES & IMMUNOTHERAPEUTICS;2017;13;2606-2611
3. Yamaoka-Tojo M;Vaccines;2024;12;1-17
4. Lin SY;Eur J Clin Microbiol Infect Dis;2014;1-7
5. Yawn BP;Vaccine;2022;10;1-13
6. Thantithaveewat T;Southeast Asian J Trop Med Public Health;2019;50;94-100
7. Kovacevic J;Clinics in Dermatology;2024;42;355-359
8. Marra F;BMC infectious diseases;2017;17;1-11
9. Tung YC;PLoS One;2020;15;1-13
10. Parameswaran GI;Open Forum Infectious Diseases;2023;1-5
11. Lin SY;Am J Nephrol;2012;36;27-33
12. IDAT;2025;1-46;Recommend Adult and Elderly Immunization Schedule
13. Harvard Health;2021;1-13;How to boost your immune system

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram: https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...