เปิดลิสต์หุ้นรับรัฐบาล “ภูมิใจไทย” แนะกลุ่มก่อสร้าง-ค้าปลีก-แบงก์ ชี้เป้าแนวต้าน 1,380 จุด
นักวิเคราะห์ฯ ประเมินตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวก หลังผลเลือกตั้งชี้ “พรรคภูมิใจไทย” มีโอกาสนำจัดตั้งรัฐบาลหลังชนะเลือกตั้งอันดับ 1 ประเมินดัชนีมีลุ้นวิ่งแตะกรอบ 1,380-1,450 จุด แนะสะสมหุ้น ก่อสร้าง-ค้าปลีก-แบงก์ รับความเชื่อมั่นรัฐบาลใหม่ คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐที่ชัดเจน
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผลการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ภายหลังการนับคะแนนทั้งระบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อ ปรากฏว่า พรรคภูมิใจไทยได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นอันดับ 1 โดยนักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อผลการเลือกตั้ง
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เบื้องต้นคาดการณ์ว่าพรรคภูมิใจไทยมีแนวโน้มเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม ส่งผลให้คะแนนเสียงรวมของทั้งสองพรรคมีโอกาสเกิน 250 เสียง
ขณะเดียวกัน “พรรคประชาชน” ได้ออกแถลงการณ์ยอมรับผลการเลือกตั้ง และแสดงจุดยืนพร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หากพรรคภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ
ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับเชิงบวก จากความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ โดยประเมินแนวต้านของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในวันถัดไปไว้ที่ระดับ 1,375–1,380 จุด
สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย กลุ่มการเงิน ได้แก่ MTC, KTC, SAWAD กลุ่มการบริโภคในประเทศ ได้แก่ CPAXT, MOSHI, CBG, OSP, CPALL กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ WHA, AMATA กลุ่มก่อสร้าง ได้แก่ STECON, CK, UNIQ กลุ่มธนาคาร ได้แก่ KTB, KBANK, KKP, TISCO กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ SPALI, AP, SIRI, SC กลุ่มท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ได้แก่ CENTEL, ERW, BA, CPN
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า หลังการเลือกตั้ง ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มตอบรับในเชิงบวก จากความคาดหวังต่อรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยกรณีที่พรรคภูมิใจไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ตลาดมีโอกาสแกว่งตัวในแดนบวก จากนโยบายที่มีความต่อเนื่อง
โดยประเมินกรอบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จะแกว่งตัวในกรอบ 1,345-1,450 จุด พร้อมแนะนำให้นักลงทุนเน้นหุ้นกลุ่มภาคบริการและการลงทุน ได้แก่ KBANK, KTB, BDMS, AOT, CENTEL และ GULF
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด ระบุว่า นักลงทุนจะให้น้ำหนักกับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและเรื่องการเมืองไทยสถิติหลังการเลือกตั้งพบว่า ตลาดหุ้นไทยมักตอบรับเชิงบวกในช่วงสัปดาห์แรกด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย 3-5% นำมาโดยกลุ่มค้าปลีกที่ผลตอบแทนโดดเด่น (+เฉลี่ย 3-4%) ใน 1 สัปดาห์แรก
ข้อมูลล่าสุดในเช้านี้พบว่าพรรคภูมิใจไทยครองเสียง ส.ส. ด้วยจำนวน 194 เสียง พรรคประชาชน 116 เสียง พรรคเพื่อไทย 76 เสียง พรรคกล้าธรรม 57 เสียง ประเมินว่าพรรคภูมิใจไทยจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลโดยมี อนุทิน ดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐตรีเช่นเดิม และคาดว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพค่อนข้างมาก ตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวกจากปัจจัยนี้
ภายใต้นโยบายภูมิใจไทยที่ค่อนข้างเด่นมากที่เกี่ยวกับตลาดหุ้นได้แก่ (คนละครึ่งพลัส) มองเป็นปัจจัยหนุนหุ้นในกลุ่มค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) และกลุ่มอื่นๆอย่างรับเหมาก่อสร้าง (STECON) กลุ่มเครื่องดื่มและการเงิน (MTC SAWAD CBG ICHI) หลังจากนี้รอติดตามการจัดตั้งรัฐบาลเชื่อว่าจะใช้ระยะเวลาไม่นาน