โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรัชญาแห่งความหวัง กับพลังของความเป็นไปได้ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 ก.พ. เวลา 02.13 น. • เผยแพร่ 16 ก.พ. เวลา 02.13 น.

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

ปรัชญาแห่งความหวัง

กับพลังของความเป็นไปได้ (1)

ผลการเลือกตั้งอย่างออกมาเป็นที่เรียบร้อย หลายคนคงโห่ร้องยินดี

อีกจำนวนไม่น้อยทดท้อใจไร้ความหวังจะเดินไปต่อ

สำหรับคนกลุ่มแรกที่ความหวังมลังเมลืองที่ลอยล่องอยู่ข้างหน้าคงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ทว่าคนกลุ่มหลังที่ความหวังริบหรี่ถอยห่างจางจากไปเรื่อยๆ

แล้วผู้คนเหล่านี้ยังมีสิทธิ์จะหวังอีกหรือเปล่า

หรือถามอีกอย่างคือ “ความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง” (hope against hopes) ยังจำเป็นสำหรับพวกเขาอยู่หรือไม่

ไมเคิล มิโลนา (Michael Milona) รองศาสตราจารย์ทางปรัชญา ที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต เมโทรโพลิทัน (Toronto Metropolitan University) ได้เขียน “ปรัชญาแห่งความหวัง” (philosophy of hope) ไว้บทหนึ่งในหนังสือรวมบทความที่ชื่อว่า Historical and Multidisciplinary Perspectives on Hope (2020)

มิโลนาเปิดประเด็นเรื่อง “ธรรมชาติของความหวัง” ด้วยการตั้งข้อสังเกตที่สำคัญว่า ในปรัชญาวิเคราะห์ร่วมสมัย ความหวังไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสภาวะทางอารมณ์ธรรมดา แต่เป็นท่าทีของสภาวะจิตที่มีบทบาทสำคัญทั้งในเชิงอธิบายพฤติกรรมมนุษย์และในเชิงบรรทัดฐาน

การถามว่าความหวังคืออะไร จึงไม่ใช่คำถามถึงนิยามทางภาษาเท่านั้น หากแต่เป็นคำถามว่าความหวังประกอบด้วยโครงสร้างทางจิตแบบใด

และเหตุใดมันจึงมีพลังจูงใจหรือนำพาชีวิตของแต่ละคนได้

มิโลนาเห็นว่า ปรัชญาแห่งความหวังนั้นเกี่ยวข้องกับคำถามสองชุดที่สัมพันธ์กันอย่างแยกออกจากกันได้ยาก

คำถามแรกก็คือ ธรรมชาติของความหวัง (the nature of hope) คืออะไร

และคำถามที่สองคือ คุณค่าของความหวัง (the value of hope) อยู่ที่ไหน

เขาเห็นว่า ทฤษฎีว่าด้วยธรรมชาติของความหวังจะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อมันสอดคล้องกับความเข้าใจที่สมเหตุสมผลเกี่ยวกับคุณค่าของความหวังนั้นเอง

โดยปกติ ธรรมชาติของความหวังจะประกอบไปด้วยเงื่อนไขจำเป็นสองประการ คือ

(ก) ความหวังคือ สภาวะความปรารถนาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

(ข) ผู้ที่มีความหวังต้องเชื่อว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปรารถนานั้นมีความเป็นไปได้แต่อาจจะไม่แน่นอน คือความเป็นไปได้ไม่ใช่ศูนย์แต่ก็ไม่ใช่หนึ่ง

มิโลนาอธิบายว่า ความหวังนั้นต่างจากแนวคิดมองโลกในแง่ดี หรือสุทรรศนนิยม (optimism) กับแนวคิดตรงข้ามอย่างความสิ้นหวัง (despair)

ตรงที่แนวคิดสุทรรศนนิยมมักจะเกี่ยวข้องกับการประเมินความน่าจะเป็นในทางบวก

ส่วนความสิ้นหวังเป็นในทำนองตรงข้ามคือประเมินความน่าจะเป็นในทางลบ

ในขณะที่ความหวังไม่จำเป็นต้องอาศัยการประเมินว่าผลลัพธ์ว่ามีโอกาสสูง เพียงแต่ต้อง “ไม่ถูกตัดทิ้ง”

ในจุดนี้เอง มิโลนาแสดงให้เห็นว่า คำบรรยายเกี่ยวกับความหวังก่อนหน้านี้มีพลังอธิบายเบื้องต้นที่น่าสนใจ เพราะมันอธิบายความสัมพันธ์พื้นฐานระหว่าง “ความปรารถนา” (desire) กับ “ความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นไปได้” (belief about possibility) ได้อย่างเรียบง่ายและสอดคล้องกับสามัญสำนึกของเราเกี่ยวกับการใช้คำว่า “ความหวัง”

อย่างไรก็ตาม มิโลนาชี้ว่า คำอธิบายลักษณะนี้มีข้อโต้แย้งสำคัญว่าทั้งสองเงื่อนไขนี้จำเป็นก็จริง แต่ไม่เพียงพอที่จะอธิบาย “ความหวัง” ได้ครบถ้วนสมบูรณ์

ข้อโต้แย้งที่ทรงอิทธิพลที่สุดมาจากกรณีการวิจัยมะเร็ง (Cancer Research) ของแอเดรียน มาร์ติน (Adrienne Martin)

เขายกกรณีตัวอย่างขึ้นมาว่า มีผู้ป่วยมะเร็งสองคน คืออลัน (Alan) และเบสส์ (Bess) ทั้งสองสมัครเข้าร่วมการทดลองยาชนิดใหม่ ทั้งคู่ได้รับข้อมูลเดียวกันอย่างครบถ้วนจากแพทย์ว่า โอกาสที่จะหายจากยานี้มีน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์

ทั้งสองยอมรับข้อมูลนี้อย่างมีเหตุผล และไม่มีใครคาดหวังว่าตนจะหายจากโรค

นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมี “ความปรารถนา” (desire) ที่จะหายจากมะเร็งเท่าๆ กันด้วย กล่าวคือ ไม่มีใคร “อยากหายมากกว่าอีกคน” ในเชิงปริมาณ

แต่เมื่อมองลึกลงไป ผลลัพธ์ของความหวังที่เกิดขึ้นกับทั้งสองกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน

อลันยอมรับว่า เขา “ก็หวังอยู่เหมือนกัน” ว่ายาทดลองอาจกลายเป็นยาปาฏิหาริย์สำหรับเขา แต่ความหวังนี้ ไม่ได้มีบทบาทนำในการตัดสินใจหรือการดำรงชีวิตของเขา

อลันย้ำซ้ำๆ ว่าโอกาสหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้นต่ำมาก และแทบไม่เคยอ้างความหวังของตนเพื่ออธิบายการตัดสินใจ อารมณ์ หรือท่าทีต่อชีวิตของตนเอง

เขาให้เหตุผลหลักของการเข้าร่วมการทดลองว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต มากกว่าจะเป็นเพราะความหวังของตนเอง

ในทางตรงกันข้าม เบสส์กลับมีท่าทีต่อความหวังที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

แม้เธอจะยอมรับเช่นเดียวกันว่า โอกาสหายนั้นต่ำมาก และแทบจะ “เกือบแน่นอน” ว่าการรักษาจะล้มเหลว

แต่เธอกลับยืนยันว่า “เพียงความเป็นไปได้เล็กน้อยนั้นเองที่ทำให้เธอยังเดินหน้าต่อไป”

สำหรับเบสส์โอกาสหนึ่งเปอร์เซ็นต์นี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ควรถูกมองข้าม หากแต่เป็นพื้นที่ที่ความหวังที่ยังอาจคว้าฉวยเอาไว้ได้

และความหวังนี้เองที่กลายเป็นเหตุผลหลักในการตัดสินใจเข้าร่วมการทดลอง รวมถึงเป็นแหล่งพลังทางอารมณ์ในชีวิตประจำวัน

ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน ระหว่างอลันกับเบสส์ จึงไม่ใช่ผลลัพธ์ทางกายภาพของการรักษา แต่เป็นผลลัพธ์ทางปรัชญาที่สำคัญสามประการ

ประการแรก ความหวังของเบสส์กลายเป็นแรงจูงใจเชิงการปฏิบัติ (practical motivation) โดยตรง ขณะที่ความหวังของอลันไม่ได้ทำหน้าที่นี้ ความหวังของเบสส์เป็นเหตุผลสำหรับการกระทำ ความรู้สึก และการตัดสินใจ ในขณะที่ของอลันเป็นเพียงท่าทีเชิงถ้อยคำที่ไม่มีบทบาทชี้นำแต่อย่างใด

ประการที่สอง ความหวังของเบสส์มีลักษณะเป็นความหวังที่เป็นแก่นสาร (substantial hope) คือความหวังที่ฝังอยู่ในวิธีที่เธอใช้ชีวิตกับความไม่แน่นอน

ส่วนของอลันเป็นความหวังแบบเจือจาง (thin hope) ที่ไม่สามารถจัดโครงสร้างชีวิตหรือส่งผลต่ออัตลักษณ์ของเขาได้

ประการสุดท้าย กรณีนี้ทำให้เห็นว่า แม้ “ความปรารถนา” และ “ความเชื่อเกี่ยวกับความเป็นไปได้” จะเหมือนกัน แต่ความหวังนั้นก็ยังสามารถ “แรงกว่า” หรือ “ลึกกว่า” ได้ในความหมายเชิงคุณภาพ

ดังที่ มาร์ตินสรุปไว้ว่า “มีความหมายบางอย่างที่ทำให้ความหวังของเธอ (เบสส์) สูงส่งกว่า ยิ่งใหญ่กว่า หรือมุ่งมั่นกว่าความหวังของอลัน”

ในสายตาของมิโลนา ความแตกต่างของผลลัพธ์นี้เอง ที่ทำให้กรณีงานวิจัยมะเร็งกลายเป็นบททดสอบสำคัญต่อคำอธิบายมาตรฐานของความหวัง

เพราะหากความหวังคือเพียง “ความปรารถนาและความเชื่อว่ามีความเป็นไปได้” เราจะไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมอลันและเบสส์ ซึ่งเหมือนกันในสองมิตินี้ จึงมีชีวิตในทางปฏิบัติที่ต่างกันอย่างลึกซึ้งเพียงนี้

จากกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า คนสองคนอาจมีความปรารถนาและความเชื่อเรื่องความน่าจะเป็นเท่ากัน แต่ระดับและบทบาทของความหวังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

จากตรงนี้เองที่ทำให้เงื่อนไขจำเป็นทั้งสองไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่าธรรมชาติของความหวังคืออะไร นักปรัชญาจึงจำเป็นต้องมองหาเงื่อนไขที่สาม

มิโลนาพิจารณาเงื่อนไขที่สามซึ่งมีนักปรัชญาเสนอไว้หลายแบบ แต่เขาก็คิดว่ายังไม่มีข้อเสนอใดที่จะเป็นฉันทมติว่าเงื่อนไขที่สามควรเป็นอะไร

อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าการถกเถียงนี้เผยให้เห็นบทบาทของความหวังต่อการเป็นตัวเราผู้มีความหวังหรือผู้กระทำการ (agency) อย่างเด่นชัด

เขาจึงพักเรื่องการหาเงื่อนไขที่สามนี้ไว้ก่อน และหันไปยังข้อเสนอที่เข้มข้นกว่าก็คือ แม้ว่าความหวังอาจจะไม่จำเป็นต่อการตัดสินใจเล็กๆ แต่ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับโครงการชีวิตระยะยาว เช่น อาชีพ ความสัมพันธ์ หรืออัตลักษณ์หรือตัวตนของเราในทางปฏิบัติ

เขากล่าวว่า “มันเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการว่า จะมีใครครุ่นคิดไตร่ตรองว่าจะเลือกอาชีพใด หรือจะแต่งงานกับใคร โดยปราศจากการค้ำจุนของความหวัง”

จากจุดนี้เองที่ทำให้มิโลนาเชื่อมโยงความคิดของตนไปสู่แนวคิดเรื่อง “ความหวังพื้นฐาน”(fundamental hopes) ซึ่งทำให้ความหวังเป็นองค์ประกอบของอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ (practical identities) ของตัวเรา

กล่าวคือ มิโลนาเห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ความหวังบางประเภทนั้นได้ประกอบสร้างตัวตนของผู้ที่มีความหวังนั้นขึ้นมา มิได้เป็นเครื่องมือไปสู่ผลลัพธ์แต่เพียงอย่างเดียว จากความคิดนี้ การรักษาความหวังไม่ได้มีเหตุผลเชิงเครื่องมือหรือวิธีการไปสู่ความสำเร็จเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลเชิงอัตลักษณ์อีกด้วย เพราะการละทิ้งความหวังอาจเท่ากับการละทิ้งตัวตนบางส่วนของตัวเราไป

ฉะนั้นแม้ในยามสิ้นหวังหรือทดท้อใจ เรายังต้องมีหวังท่ามกลางความสิ้นหวังต่อไป ทั้งนี้ เพื่อตัวตนของเราจะยืนทะนงตั้งตรงต่อไปได้

มิโลนาจะโยงประเด็นเรื่องความหวังพื้นฐานกับความหวังทางสังคมและการเมืองต่อไปอย่างไร โปรดติดตามตอนจบในฉบับหน้า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรัชญาแห่งความหวัง กับพลังของความเป็นไปได้ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...