ธรรมนัส ปักธงกล้าธรรม 50 สส. ชู ‘อนุทิน’ ผู้นำ ขั้วน้ำเงิน-เขียว
คอลัมน์ : Thailand Election 2026 : เลือกตั้ง เลือกอนาคต
พรรคกล้าธรรมถูกจับตาว่าเป็นพรรคตัวแปรในสนามการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ บอกว่า เขาคือเจ้าของพรรค และเป็นแคนดิเดต นายกรัฐมนตรีหนึ่งเดียวของพรรค
พรรคกล้าธรรมถูกคู่แข่งการเมืองนำ “สีเทา” มาแปะป้าย โดยเฉพาะตัวของ ร.อ.ธรรมนัส เพราะประวัติชีวิตอันโชกโชนในอดีต แต่เขายืนยันว่าทุกคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ทุกคดีจบหมดแล้ว และเขาบริสุทธิ์
“ผมพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ผิด คนที่พูด พูดไม่หมด ไม่ได้พูดถึงตอนที่ทุกอย่างจบ ตอนสุดท้ายสาระที่ศาลตัดสินไม่ถูกเอามาพูด”
ในช่วงโค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง “ร.อ.ธรรมนัส” เดินหน้าออกทุกสื่อ เพื่อลบคำครหา “พรรคสีเทา”
“ที่ผมไม่เป็นกรรมการบริหารพรรค ผมเป็นเจ้าของพรรค เป็นประธานที่ปรึกษาพรรค ผมก่อตั้งพรรคนี้มา แม้แต่ชื่อพรรค โลโก้พรรค ผมคิดเองทั้งหมด”
“พรรคกล้าธรรมเสนอผมคนเดียวเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง คิดเอง ตัดสินใจเอง พรรคนี้ต้องขายความเป็นตัวตนของธรรมนัส ติดดิน คนพื้นบ้าน อยู่กับพี่น้องประชาชน วันนี้อยากทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง จึงอาสาเป็นแคนดิเดตนายกฯ เราต้องเดินสายในโค้งสุดท้าย หาเสียงผ่านสื่อมวลชน คือยุทธศาสตร์ของเรา”
“บางเรื่องบางราวปรากฏในสื่อข้างเดียว โดยไม่ได้ฟังจากปากผม บางเรื่องอยากจะสะท้อนปัญหาให้เห็น หรือข้อเท็จจริงให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร มีการบอกว่าพรรคกล้าธรรมเป็นสีเทา เราอยากมาพูดว่าจริง ๆ แล้วอะไรคือบรรทัดฐานของคำว่าสีเทา หรือสีดำ”
ถาม ร.อ.ธรรมนัสว่า พรรคกล้าธรรมที่คนบอกว่าพรรคสีเทา แต่จริง ๆ แล้วพรรคกล้าธรรมสีอะไร
“สีเขียว” เขากล่าว
ตั้งเป้าขั้นต่ำ 50
พรรคกล้าธรรมปักหมุดพื้นที่ยุทธศาสตร์ หวังเก็บแต้ม สส.ครบทุกภาค เพราะช่วงก่อนยุบสภา นักเลือกตั้งต่างทิ้งเสื้อคลุมสังกัดเดิม แล้วมาใส่เสื้อคลุมสีเขียว กล้าธรรม ทั้ง สส.จากพรรคพลังประชารัฐ สส.จากพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มเฉลิมชัย ศรีอ่อน
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ถ้าซูมเข้าไปลึก ๆ จะเห็นว่า ก่อนการเลือกตั้งเรามี สส.อยู่ทุกภาค มี สส.ภาคเหนือตอนบน พะเยา แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ภาคเหนือตอนล่างมี กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ ภาคกลางมี สระบุรี ตะวันตกมี ราชบุรี นครปฐม ภาคตะวันออกมี ฉะเชิงเทรา ภาคใต้มี นราธิวาส สงขลา นครศรีธรรมราช ภาคอีสานมี ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ พรรคเรามี สส.ทุกภาค พื้นที่อยากขยาย สส.ก็คือทุกภาค
นอกจากพะเยาที่ถือเป็น “บ้านเกิด” ของ ร.อ.ธรรมนัส ที่พรรคกล้าธรรมต้องการกวาดทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง ยังต้องการปักธงภาคใต้ใน 3 จังหวัดชายแดน แม้จะมีการแย่งชิงหลายพรรค ทั้ง กล้าธรรม พรรคประชาชาติ และพรรคภูมิใจไทย
จังหวัดที่เจ้าของพรรคกล้าธรรมลุ้นเป็นพิเศษคือพัทลุง มี สส.เขตจากประชาธิปัตย์คือบ้านใหญ่ “ธรรมเพชร” ย้ายไปอยู่กล้าธรรม เช่นเดียวกับ จ.สงขลา จ.นครศรีธรรมราช จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร จ.ภูเก็ต ร.อ.ธรรมนัสก็หวังปักธงได้สำเร็จ
50 ที่นั่งตัวเลขเป้าหมาย
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า พรรคกล้าธรรมส่งผู้สมัคร สส.เขต 350 เขต โดยแบ่งยุทธศาสตร์เป็น สีเขียว สีเหลือง และสีแดง
สีเขียว คือผู้สมัครที่มั่นใจว่าสู้ เป็นผู้สมัครเกรดเอ ซึ่งตัวเลขผู้สมัคร สส.เกรดเอ ที่มีอยู่ในมือตอนนี้ 112 เขต ที่ดันสู้
สีเหลือง คือผู้สมัครเกรดบี
ส่วนสีแดง คือเกรดซี ที่ประเมินแล้วว่า “สู้ไม่ได้”
“อดีต สส. ทั้ง สส.ปี 2562 และ สส.ปี 2566 ซึ่งผมกรองแล้ว ที่ย้ายมากับผมจากพรรคพลังประชารัฐมีกี่คน ที่มากับเฉลิมชัย ศรีอ่อน (จากพรรคประชาธิปัตย์) กี่คน มาจากพรรคอื่นเท่าไหร่ รวมแล้วประมาณ 50 คนที่เป็นเกรดเอ ส่วนที่เหลือคืออดีต สส.ปี 2562 ที่มาอยู่พรรคกล้าธรรม รวมแล้วประมาณ 112 คน”
ถามว่าประเมินตัวเลขได้ไว้กี่ที่นั่ง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “เลวร้ายที่สุดคือ 30 ที่นั่ง แต่เป้าคือ 50 ที่นั่งในระบบเขต ไม่รวมปาร์ตี้ลิสต์”
ไม่วาดฝันนโยบายสวยหรู
ท่ามกลางการแข่งขันนโยบายประชานิยม แจก-จ่าย-จบ ถึงขั้นแจกเงินวันละล้าน แต่นโยบายของพรรคกล้าธรรมดูไม่หวือหวาจนเงียบ ร.อ.ธรรมนัสอธิบายว่า
“นโยบายเราไม่ทำสวยหรู ไม่ใช่นโยบายขายฝันและจับต้องไม่ได้ เราคำนึงถึงวันหนึ่งที่เราไปเป็นรัฐบาล ไม่ว่ากับขั้วไหน เราต้องทำให้นโยบายของพรรคกล้าธรรมถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาล เพื่อแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ได้ ไม่เช่นนั้นที่เราไปปราศรัยหาเสียงกับพี่น้องประชาชนจะไม่มีความหมาย บทเรียนมีเยอะแล้ว แม้กระทั่งปี 2566 หลายพรรคมีนโยบายขายฝัน แต่สุดท้ายทำไม่ได้ เพราะไม่มีเม็ดเงิน”
“ส่วนนโยบายคนละครึ่งพรรคไหนก็ทำได้ มันง่าย การสร้างเศรษฐีวันละเท่านั้นเท่านี้ ถ้าทำให้ครบคนไทยที่อยู่ดีกินดีจะต้องใช้เวลากี่ศตวรรษถึงจะทำได้ ปีหนึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่เกิน 3.2 ล้านล้านบาท แต่เราเก็บภาษีได้ 2.4 ล้านล้าน ที่เหลือคือกู้ ๆ ดังนั้น เมื่อวาดฝันนโยบายสวยหรู แต่ทำไม่ได้ ทำได้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็เสีย เสียมากกว่าได้ แต่พรรคกล้าธรรมทำนโยบายที่จับต้องได้”
“โครงสร้างประเทศไทยเปรียบเสมือนพีระมิด ถ้าคนฐานรากอ่อนปวกเปียก เป็นหนี้สินทุกครัวเรือน ประเทศก็ไปไม่รอด เม็ดเงินที่เราเขวี้ยงไปไม่ว่าโครงการอะไรก็ตาม แทนที่เงินจะหมุน 6-7 รอบ แต่หมุนไปรอบเดียวแล้วหายมันก็ไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้น เราต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มฐานราก ที่เป็นเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเราจะเจาะกลุ่มนี้”
“นโยบายตอนที่ผมเป็น รมว.เกษตรฯสินค้าการเกษตรขึ้นทุกตัว ยางกิโลฯละ 100 บาทมาแล้ว โครงการข้าวช่วงผมเป็นรัฐมนตรีว่าการทำไมถึงดีดตัวขึ้นสูง เราทำการเกษตรระหว่างดีมานด์กับซัพพลายให้สมดุลกัน”
ขอสานงานเดิม ก.เกษตรฯ
ถ้าได้ สส.มากพอจะต่อรองตำแหน่งเก้าอี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยดูแลอยู่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสบอกว่ากระทรวงเกษตรฯ เรารักที่นี่ ไม่ได้หวังผลประโยชน์ แต่เรารักข้าราชการในกระทรวง เพราะผมเห็นข้าราชการระดับสูงในปัจจุบัน ตั้งแต่เขายังเป็นข้าราชการเด็ก ๆ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ผมอยู่ในเหตุการณ์ช่วงที่เขาเติบโต ดังนั้น เขามีใจให้กับชาวบ้าน ยกตัวอย่างปลัดกระทรวงเกษตรฯปัจจุบัน ที่ทำงานด้วยกันมากับผม ส่วนคนไหนที่ไม่มีใจให้กับชาวบ้านในยุคที่ผมอยู่ก็ล้มหายตายจากกัน
ส่วนจะใช้กระทรวงเกษตรฯเป็นเครื่อง “ต่อรอง” เก้าอี้รัฐมนตรีหรือไม่ เขาตอบว่า “เราจะพูดอย่างนั้นไม่ได้ เรารักที่อยากจะทำ ในฐานะนักการเมืองเราต้องทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด สิ่งไหนที่เราไม่ถนัดอย่าไปทำ ที่ผ่านมาใช้วิธีเจรจา คือสานต่องานที่ทำไว้ ไม่ใช่ผูกขาด”
นัสทอดสะพานหนู
แล้วโอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะจับมือกับพรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัสมองเงื่อนไขว่า “ผมมองดูที่โครงสร้างของพรรคและโครงสร้างการเป็นผู้นำ”
“ผมอยู่ตั้งแต่รัฐบาลทหาร มาถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจริง ๆ คือรัฐบาลท่าน เศรษฐา ทวีสิน ดังนั้น ผมเห็นนายกฯ 2 ท่านคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับท่านเศรษฐา ผมคิดว่าถ้าได้สองคนนี้บวกกันเข้าไปประเทศเจริญ”
“เพราะอีกคนหนึ่งเป็นคนกล้าตัดสินใจเด็ดขาด (พล.อ.ประยุทธ์) อีกคนหนึ่งมีความรู้ด้านเศรษฐกิจ (เศรษฐา) ผมมองเห็นว่าคุณอนุทินมีความพร้อม บางเรื่องท่านเด็ดขาดชัดเจน บางเรื่องท่านเป็นนักธุรกิจ”
“ไม่ใช่ผมเชียร์ท่านออกหน้าออกตา แต่ในฐานะเราเป็นเพื่อนกัน เราทำงานด้วยกันเราสบายใจกว่า อันนี้ตรง ๆ ครับ”
แสดงว่า 2 พรรคนี้พรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมจะไปด้วยกัน “ร.อ.ธรรมนัส” ตอบแบบภาคเสธว่า “ในอนาคตไม่มีอะไรแน่นอน แต่ผมหมายความว่าระหว่างทำงาน ส่วนใหญ่ก็ปรึกษากัน”
เชื่อสีน้ำเงินพร้อมเป็นรัฐบาล
ร.อ.ธรรมนัสประเมินการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ยุทธศาสตร์การเลือกตั้งมีหลายอย่าง ชูนโยบายเพื่อสร้างกระแส สำหรับสีแดง (พรรคเพื่อไทย) กับสีส้ม (พรรคประชาชน) เขาก็อาจจะสู้กันได้ แต่พรรคกล้าธรรมคงสู้ไม่ได้ ส่วนพรรคน้ำเงิน (พรรคภูมิใจไทย) เขาเป็นนักปฏิบัติ เข้ามาเป็นรัฐบาลแค่ 3-4 เดือน เห็นชัดเจนว่าเขาสามารถแก้ปัญหาเรื่องความสงบก็จบ ช่วยเหลือพี่น้องคนฐานรากเขาก็ทำ
กระแสที่ได้จากการสร้างจุดขายระหว่าง 2 พรรคใหญ่กับอีกพรรคหนึ่ง ซึ่งได้กระแสจากการปฏิบัติมากกว่า และเขามีความมั่นคง ความรักชาติชัดเจนมากกว่าพรรคอื่น ไม่ได้หมายความว่าพรรคอื่นไม่ได้รักชาติ แต่ต้องมองความเป็นจริง
“ดังนั้น การต่อสู้กัน 3 พรรคก็มีโอกาสเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ว่าผมดูแล้วไม่ได้เข้าข้างน้ำเงิน คิดว่าน้ำเงินเขามีความพร้อมมากกว่า”
“ยุทธศาสตร์มันไม่ใช่เป็นการสร้างกระแสอย่างเดียว มันมีองค์ประกอบหลายอย่าง อำนาจที่เรามองไม่เห็นมันก็เป็นส่วนประกอบในการเลือกตั้ง”
“ผมไม่ได้หมายความว่าใช้อำนาจนั้นผิดกฎหมายนะ หมายถึงว่าพรรคบางพรรคเขามียุทธศาสตร์ที่คนวางแผนเขาเก่ง มีความเจนจัดในเรื่องการเมือง กับอีก 2 พรรคซึ่งสร้างแต่นโยบายที่จะมา สร้างความหวังให้คนไทย บางครั้งอาจจะสู้พรรคภูมิใจไทยไม่ได้”
แปลว่าพรรคภูมิใจไทยมีแบ็กอัพดีใช่ไหม ? ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า “ผมว่าเขามีความพร้อมมากกว่า เอาตรง ๆ ไม่ได้เข้าข้าง”
กล้าธรรมพรรคมีพรสวรรค์
แต่โจทย์สำคัญถ้าพรรคประชาชนชนะเลือกตั้ง แต่ชนะไม่เยอะ จะมีโอกาสพรรคอันดับ 2 ตั้งรัฐบาลแข่งไหม ผู้กองนัสตอบว่า “ก็มีโอกาสเหมือนที่ผ่านมา บางพรรคที่ได้ที่ 1 ก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล”
แต่ถ้าพรรคอันดับ 1 กับอันดับ 2 ห่างกัน 30-40 คะแนน ร.อ.ธรรมนัสมองว่าเป็นโอกาสของพรรคตัวแปร
“ก็ขึ้นอยู่กับพรรคตัวแปร เราไม่ได้ว่าเราเป็นพรรคตัวแปร แต่ทุกครั้งพรรคกล้าธรรมมีความสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล สิ่งที่พรรคบางพรรคทำไม่ได้ แต่ผมอาจทำได้ เป็นเรื่องพรสวรรค์ของแต่ละคน”
ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ถ้าได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานอิสระจำนวน 21 ล้านคน เข้าไปแก้ปัญหาคนฐานราก หากได้เป็นรัฐบาลสิ่งที่พูดไปทั้งด้านเกษตร แรงงานอิสระ หนี้สินครู เราจะกลับมาทำให้พวกท่าน
คำถามสุดท้าย ปัจจุบันยังได้คุยกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับทักษิณ ชินวัตร อยู่ไหม
“คุยได้ โดยเฉพาะท่านทักษิณ ตอนผมแยกตัวออกมา ผมไปลามาไหว้ทุกครั้งที่แยกตัวออกมา ตอนสมัยผมอยู่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย แล้วออกมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ ผมก็ไปกราบลา ครั้งนี้ก็ไปกราบลา ผมไปหาท่านไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจ”
“ไม่มีวันไหนผมไม่คุยกับท่าน และบ้านจันทร์ส่องหล้าไม่มีอาทิตย์ไหนที่ผมไม่ไป ผมว่าผมไปมากกว่าสมาชิกพรรค และผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ผมไปแนะนำท่านว่าช่วงที่ท่านหนีไปเมืองไทยไม่เหมือนเดิม แต่ข้อมูลท่านก็ฟังหลายด้าน ทุกวันนี้ก็ไม่มีปัญหา กับท่าน พล.อ.ประวิตร ก็เหมือนกัน พล.อ.ประยุทธ์ ก็คุยได้ ผมเห็นท่านแต่ไกลผมก็ไปไหว้ท่าน”
“หลายคนบอกว่าผมเนรคุณคน ทุกอย่างมีที่มาที่ไปหมด ผมบางครั้งเลือดเต็มปากตัวเอง ผมพูดเลยว่าผมยอมกลืนเข้าไปดีกว่าให้พี่ทะเลาะกัน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธรรมนัส ปักธงกล้าธรรม 50 สส. ชู ‘อนุทิน’ ผู้นำ ขั้วน้ำเงิน-เขียว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net