โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลปกครองสูงสุด ห้ามธนารักษ์ยึดที่พุทธมณฑล ชี้ชัดเป็นศาสนสมบัติกลาง

PostToday

อัพเดต 05 มี.ค. เวลา 00.55 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 07.35 น.

ศาลปกครองสูงสุดชี้ชัดพุทธมณฑลคือศาสนสมบัติของไทย

นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สังคมให้ความสนใจอย่างยิ่ง เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง สั่งห้ามกรมธนารักษ์และสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครปฐม นำที่ดินบริเวณพุทธมณฑล เนื้อที่ประมาณ 2,500 ไร่ ไปขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ

โดยศาลระบุเหตุผลสำคัญว่าที่ดินผืนนี้มีสถานะเป็น "ศาสนสมบัติกลาง" ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มิใช่ทรัพย์สินของแผ่นดินที่กรมธนารักษ์จะเข้าไปครอบครองหรือบริหารจัดการในลักษณะที่ราชพัสดุได้ตามอำนาจหน้าที่ปกติ

ชนวนเหตุของคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมธนารักษ์ หลังจากมีความพยายามใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 สั่งการให้มีการสำรวจรังวัดและจัดทำแผนที่เพื่อนำพื้นที่ทั้งหมดไปขึ้นทะเบียนเป็นของรัฐ

โดยฝั่งกรมธนารักษ์อ้างความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า พุทธมณฑลเป็นที่ดินที่ใช้ในกิจการของรัฐด้านศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต จึงควรมีสถานะเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการดูแลรักษาตามระเบียบของทางราชการ

เผยเจตนารมณ์สร้างพุทธมณฑลเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานเชิงลึกพบว่า พุทธมณฑลถูกจัดตั้งขึ้นจากเจตนารมณ์อันแรงกล้าของสถาบันพระมหากษัตริย์ รัฐบาลในขณะนั้น และประชาชนชาวไทย เพื่อสร้างสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ถวายเป็นพุทธบูชา โดยเงินทุนส่วนใหญ่มาจากศรัทธาของประชาชนที่ร่วมบริจาคจัดซื้อที่ดิน

อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับซื้อที่ดินบางส่วนเพื่อสมทบโครงการนี้ด้วยใจบริสุทธิ์ ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าวัตถุประสงค์หลักคือการทำนุบำรุงศาสนา มิใช่การสร้างสาธารณูปโภคของรัฐทั่วไป

นอกจากนี้ ศาลยังระบุถึงที่ดินส่วนที่รัฐบาลดำเนินการเวนคืนเพื่อให้พื้นที่ครบถ้วนตามแผนผังว่า แม้จะเป็นการใช้อำนาจรัฐในการจัดหาที่ดิน แต่เจตนาเบื้องต้นของการเวนคืนนั้นทำไปเพื่อรองรับการก่อสร้างพุทธสถานให้สมบูรณ์ตามประสงค์ของมหาชน

การที่กรมธนารักษ์จะตีความว่าที่ดินเหล่านี้ต้องตกเป็นที่ราชพัสดุเพียงเพราะรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการจัดหา จึงเป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอเมื่อเทียบกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และสิทธิในทางศาสนาที่พึงมีเหนือพื้นที่พุทธมณฑลแห่งนี้

กฎหมายคณะสงฆ์คุ้มครองที่ดินศาสนาพ้นเงื้อมมือธนารักษ์

ข้อสรุปทางข้อกฎหมายที่เป็นหัวใจสำคัญคือ ศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพุทธมณฑลเข้าลักษณะเป็น "ศาสนสมบัติกลาง" ตามมาตรา 46 (1) แห่ง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เนื่องจากเป็นทรัพย์สินของพระศาสนาที่ไม่ได้สังกัดวัดใดวัดหนึ่งโดยเฉพาะ

ตามมาตรา 7 (7) แห่ง พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562 ได้ระบุข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่า ที่ดินที่มีกฎหมายเฉพาะบัญญัติยกเว้นไว้ไม่ให้ถือเป็นที่ราชพัสดุ ดังนั้น การกระทำของกรมธนารักษ์ในการพยายามขึ้นทะเบียนจึงเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อข้อเท็จจริง

คำพิพากษานี้จึงเป็นการปิดม่านข้อพิพาทอันยาวนาน และเป็นการวางบรรทัดฐานสำคัญในการปกป้องศาสนสมบัติจากการแปรสภาพเป็นทรัพย์สินของรัฐบาล โดยพุทธมณฑลจะยังคงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางจิตใจของพุทธศาสนิกชนภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไป

คำสั่งห้ามของศาลปกครองสูงสุดในครั้งนี้ถือเป็นที่สุดและมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อคุ้มครองพื้นที่ 2,500 ไร่ ให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาสืบไปชั่วกาลนานตามเจตนารมณ์ดั้งเดิมของผู้ร่วมสร้างทุกคนในอดีต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...