ปชน.ถอดบทเรียนพ่ายเลือกตั้ง ‘อาสาส้ม’ งัดบ้านใหญ่ รุ่ง-ร่วง?
หมายเหตุ – นักวิชาการได้ให้ความเห็นกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ถอดบทเรียนพ่ายแพ้เลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ด้วยการตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร (อสส.) หรืออาสาส้ม ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วไทย เพื่อสู้กับการเมืองกลุ่มบ้านใหญ่
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
ความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ส.ส.ปชน.ในครั้งนี้ มาจากหลายปัจจัย อาทิ การไปด้อยค่ากองทัพ โดยพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้แก้เกมด้วยการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ได้เป็นรูปธรรม รวมทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) ไปมีสายสัมพันธ์กับกัมพูชา ทำให้คนเกิดความคลางแคลงใจกับ นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บวกกับพรรคส้มมีท่าทีแก้ไขปัญหาชายแดนแบบโลกสวย เมื่อเป็นแบบนี้ทำให้คนไม่พอใจสะสมมาเรื่อยๆ ประการต่อมาคือเรื่องผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคส้ม ไม่ว่าจะเป็น ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล หรือช่อ พรรณิการ์ วานิช มีอิทธิพลทางความคิดมาก จนทำให้อิสระการทำงานบรรดาผู้สมัครพรรคส้มหมดไป บางครั้งถูกกำหนดหรือล้วงลูกภายในพรรคส้ม ทำให้บรรดาผู้สมัครแต่ละคนไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ สุดท้ายผู้สมัครพรรคส้มปัจจุบัน หรืออดีต ส.ส.เข้าใจวิถีการเมืองท้องถิ่นน้อยเกินไป
อาจจะตั้งสมมุติฐาน หรือเชื่อนักวิชาการ หรือที่ปรึกษาการเมืองว่า วิธีการซื้อเสียงไม่ได้ผล การเมืองไทยตื่นตัวแล้ว รวมทั้งมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้กลุ่มที่กล่าวมาเกิดความผิดพลาดในข้อมูลวางยุทธศาสตร์ เพราะไปเชื่อนักวิชาการที่ไม่เคยลงพื้นที่ ส่งผลทำให้การเลือกตั้งของพรรคส้มไม่เป็นไปตามโพลที่ทำมา
ความแตกต่างระหว่าง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์พรรคส้มได้มากกว่า ส.ส.เขตเลือกตั้ง เพราะประชาชนมองว่าพรรคประชาชนดีที่สุดกว่าทุกพรรค
ส่วนกลุ่มบ้านใหญ่ชนะ ส.ส.พรรคส้มในหลายพื้นที่ อันดับแรกบ้านใหญ่มีคะแนนจากการจัดตั้ง เครือข่ายอุปถัมภ์ ในการเมืองท้องถิ่นยังมีประสิทธิภาพ รวมทั้งระบบอุปถัมภ์ยังทำงานดูแลสังคมได้ กลไกการบริหารของ กกต.อาจมีข้อบกพร่องทำให้เกิดการใช้กระสุนเป็นล่ำเป็นสัน
ส่วนกระแสโซเชียลในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งนี้ พรรคส้มถูกโจมตีอย่างหนัก เป็นการปรับตัวของพรรคการเมืองที่มีการปฏิบัติการ IO ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคส้มจะใช้สื่อสูงมาก แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มหันมาใช้สื่อ IO เพื่อปฏิบัติการโจมตีพรรคส้มด้วย โดยการเอาคืนผ่านโลกโซเชียลมีเดีย เพราะรู้ดีว่าจุดแข็งพรรคส้มอยู่ที่โลกออนไลน์ จึงเกิดการโจมตีในโลกออนไลน์ เพื่อให้เกิดการรับรู้พรรคส้มอีกมุมหนึ่ง
การตั้งอาสาสมัครพรรคส้มเป็นการมองในโลกสวยมากกว่า หลักการนั้นดี ที่จะเกิดอาสาสมัครพรรคส้ม แต่ในความเป็นจริงอำนาจพรรคส้มไม่ได้อยู่ที่สมาชิกพรรคส้ม แต่ไปอยู่ที่เจ้าของพรรค และผู้นำจิตวิญญาณของพรรคส้ม ที่ผ่านมาความล้มเหลวที่เกิดขึ้นมาจากการล้วงลูกบรรดาแกนนำจิตวิญญาณที่พยายามจะสร้างคนของตัวเองกระจายไปตามจุดต่างๆ แต่อำนาจการตัดสินใจของคนพรรคส้มที่จะเข้าสู่การเมืองนั้นไม่มีอยู่จริง เมื่อมีการตั้งอาสาพรรคส้ม แต่สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจอยู่ที่แกนนำทางจิตวิญญาณเท่านั้น เชื่อว่าโครงร่างนี้ไปไม่รอด ตราบใดที่พรรคส้มยังมีผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือโปลิตบูโร หรือคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าของพรรคตัดสินใจแทน จึงเป็นการอุปโลกน์หลอกประชาชนพรรคส้มไปวันๆ
หากมองไปแล้วคล้ายกับกลุ่มเสื้อแดง แต่เป็นไปไม่ได้เพราะว่าโครงสร้างของพรรคส้ม เหมือนกับโครงสร้างรวมศูนย์ ทั้งที่ต้องการเป็นแนวราบ แต่เมื่อไปรวมศูนย์แล้ว เมื่อทุกคนไปเป็นอาสาแล้ว แต่เมื่อไปถึงจุดหนึ่งก็ถูกเอาออกจากการเป็นผู้สมัครเป็นอาสา มองแล้วไปไม่รอด วิธีการพยายามแก้เกมบ้านใหญ่ ระบบอุปถัมภ์ มองไปแล้วเป็นรูปแบบใหม่ แต่วิธีการทำงานสุดท้ายกลับมาอีหรอบเดิม เพราะการตัดสินใจกลับมาอยู่ที่แกนนำพรรคเหมือนเดิม กล่าวง่ายๆ เอาไว้ปลอบใจคนแพ้
ทั้งที่พรรคเพื่อไทยเคยทำมาแล้ว แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เมื่อพรรคส้มนำกลับมาใช้ใหม่ เนื่องจากไม่มีทางเลือก เพราะพรรคส้มไม่รู้จักการเมืองท้องถิ่น อย่างที่บอกไปแล้ว เพราะไปเชื่อนักวิชาการที่ไม่เคยลงพื้นที่ อยู่แต่ Echo Chamber คือปรากฏการณ์ที่บุคคลได้รับข้อมูล ข่าวสาร หรือความคิดเห็นเดิมๆ ซ้ำๆ ภายในสภาพแวดล้อมที่ปิดหรือจำกัด ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นมักสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนเอง ทำให้เกิดความเชื่อที่ฝังใจหรือสุดโต่งมากขึ้น ทำให้ขาดการรับรู้มุมมองที่หลากหลายหรือแตกต่าง โดยเชื่อว่าการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว การเมืองไม่มีการซื้อเสียง คิดวิธีการแบบเดิมๆ ผลออกมาจึงเป็นที่เห็น
หากต้องการแก้ไขจริงๆ พรรคส้มเอง จะต้องสร้างมวลชนของตนเองในพื้นที่จริงๆ ใช้ระยะเวลา หากมองไปแล้วจะเห็นว่า บางคนต้องการเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะต้องลงพื้นที่ไม่น้อยกว่า 3 ปี หากใช้เวลาเพียง 45 วันผมเชื่อว่าไม่พอ หากเป็นอาสาพรรคส้มเพียง 20 วันแล้วไปลงสมัคร ส.ส.พรรคส้ม เชื่อว่าไปไม่รอด ถึงแม้จะมีอาสาสมัครก็ตาม แต่ยังต้องอาศัยโป๊กเกอร์คือผู้จ่ายเงิน หรือหัวจ่าย ไม่มีเงินไปไม่รอดแน่นอน
ในการแก้ปัญหาของพรรคส้ม อันดับแรกจะต้องเป็นพรรคมวลชนจริงๆ ตราบใดที่พรรคยังมีเจ้าของ มีแกนนำทางจิตวิญญาณ ทุกการเลือกตั้งจะต้องให้อิสระจริงๆ กับผู้สมัคร และต้องส่งเสริมให้ผู้สมัครมีความโดดเด่น ไม่ใช่รอแต่ผู้นำทางจิตวิญญาณ อาทิ การเลือกตั้ง อบจ.บางคนยังไม่รู้จัก แต่จะรอว่าธนาธรจะมาวันไหน เห็นได้จากการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา รอว่าธนาธรจะมาวันไหน ถือว่าล้มเหลว แกนนำทางจิตวิญญาณจะต้องสร้างพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากมวลชน ส่งเสริมให้ผู้สมัครมีความโดดเด่นจริงๆ ตัวเองอยู่ห่างๆ ไม่ใช่ครอบงำอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
คณะกรรมการระดับภาค ระดับจังหวัด จะต้องไม่ส่งคนของตัวเองไปครอบงำ ต้องให้คนในจังหวัดนั้นมีความโดดเด่นจริงๆ ส่งเสริมให้ตัวผู้สมัครให้มีความเชื่อมั่น ก่อนที่จะเป็นผู้สมัครจะต้องให้ระยะเวลาเป็นที่รู้จักในทางสังคม 2-3 ปี เหมือนกับที่นักการเมืองทั่วไปเขาทำกัน
ส่วนกระแสข่าวออกมาว่าพรรคส้มจะมีโอกาสในการร่วมรัฐบาล จากการฟังที่ปรึกษาใหญ่บอกว่าเกมการเมืองอาจจะพลิก แต่ผมไม่เชื่อ เพราะบอกว่าจะได้เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นนายกรัฐมนตรี ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควบกระทรวงกลาโหม แต่ไม่เชื่อพร้อมทั้งกล่าวว่า หากได้ร่วมรัฐบาลโดยมีพรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยเป็นฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตามพรรคการเมืองจะต้องมีจุดยืนทางอุดมการณ์ด้วย ทั้งที่ผ่านมาบอกว่าจะไม่รวมกับพรรคกล้าธรรม นักการเมืองสีเทา แล้วไปตั้งรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรม หากตั้ง ธรรมนัส ไปนั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่รู้ว่าพรรคส้มจะไปตอบคำถามกับสังคมอย่างไร
นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา
บทเรียนจากการเลือกตั้ง ส.ส.ของ ปชน.ที่มีผลคะแนนความนิยมพรรคลดลง รวมถึง ส.ส.ที่ได้จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่ลดลงด้วยว่า คำว่าพ่ายแพ้ของ ปชน.ในที่นี้ “หมายความว่าไม่ได้ที่ 1 จากการเลือกตั้งในครั้งนี้ ตามเป้าหมายหรือตามโพลที่ตั้งไว้”
ไล่จากผลคะแนนบัญชีรายชื่อ ที่ลดลงเหลือเพียงประมาณ 9 ล้านเสียงจากกว่า 14 ล้านเสียง และไล่เรียงคะแนนแล้วอาจจะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่ประมาณ 30-32 ที่นั่ง ส่วนจำนวน ส.ส.เขตลดลงมาอย่างแน่นอนแล้ว และเห็นได้ชัดจาก 112 เสียงเหลือเพียง 87 ที่นั่ง และต้องพูดความจริงว่าคะแนนนิยม ปชน.นั้นลดลง
คะแนนนิยมพรรคลดน้อยลง แม้ว่าจะมีกระแสแรงปลายในเรื่องประกันสังคม แม้ว่าจะนำพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มาเป็นผู้ช่วยหาเสียงแล้ว ก็ยังตีตื้นดึงคะแนนขึ้นมาไม่ได้เท่าเดิม ส่วนปัจจัยที่ 2 คือ ตัวผู้สมัครในเขตที่เจอบ้านใหญ่กัน ประกอบกับผู้สมัครอาจจะไม่เข้าถึงประชาชนมากนัก และที่สำคัญเป็นสิ่งที่จะไม่พูดไม่ได้คือปัจจัยบางอย่างในตัว ส.ส.เขต
เนื่องจากในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาล่าสุดนี้มีการใช้ทรัพยากรทางการเมืองกันเป็นจำนวนมาก และถือว่ามากกว่าในประวัติศาสตร์ด้วย อย่างภาคตะวันออก เช่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ปราจีนบุรี แม้ว่า ส.ส.แบบเขตใน จ.ฉะเชิงเทราและปราจีนบุรีนั้น เขาไม่ได้มาเลย ส่วนที่ จ.ชลบุรีได้มาครึ่งหนึ่งของจังหวัด แต่คะแนนแบบบัญชีรายชื่อของ ปชน.ชนะทั้งหมด
สะท้อนได้ว่า “คะแนนนิยมในตัวพรรคในบางพื้นที่ก็ยังมีอยู่ ทำให้ประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้กาได้เลือก ส.ส.แบบแบ่งเขตให้แก่ผู้สมัครอีกคนหนึ่ง แต่ก็ยังเลือกพรรคให้ ปชน.อยู่ ซึ่งก็ยังมีแบบนี้อยู่ และก็เห็นกันได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะคะแนนในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก”
ส่วนการตั้งเครือข่ายอาสาสมัคร (อสส.) หรือ “อาสาส้ม” ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วไทยนั้น ต้องขอตั้งคำถามก่อนว่า “อาสาสมัครเหล่านี้มีหน้าที่ทำอะไร และมีหน้าที่ทำได้เพียงใด” การสู้กับบ้านใหญ่นั้นต้องยอมรับว่าวิถีสังคมไทยเวลาจะพบเจอผู้แทน ถ้าไม่เห็นหน้าแบบเช้าไม่ถึงเย็นไม่ถึง ก็ดูเป็นไปได้ยาก เพราะ ส.ส.เขตต้องมีอัตลักษณ์แบบนี้ ถ้าถามว่าการตั้ง อสส.ในหมู่บ้านดีไหม ก็บอกว่าดี เป็นการทำให้มีความใกล้ชิดกับในพื้นที่ดีขึ้น เพราะถือเป็นจุดอ่อน ปชน.อยู่แล้ว เพราะ ปชน.ห่างพื้นที่ เวลาเลือกตั้งจะคัดผู้สมัครมาใหม่ มากันเพียงครั้งหนึ่ง และเราจะเห็นหน้ากันแค่เพียงครั้งคราวเดียวเท่านั้น แต่ถ้าจะทำงานกันอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนรับฟังปัญหาพื้นที่ และนำปัญหานั้นไปสู่การแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามในฐาน ปชน.จะฝ่ายค้านยังสามารถขับเคลื่อนงานในสภาได้ ถ้านำปัญหาประชาชนเข้าไปสู่การแก้ไข โดยเฉพาะการแก้กฎหมาย ที่ทำให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจจะทำให้ใกล้ชิดพื้นที่มากขึ้น
ต้องขอย้ำว่า ปชน.ต้องลดช่องว่างระหว่างพรรคกับพื้นที่ ต้องมีความใกล้ชิดกับพื้นที่มากขึ้น หากจะใช้คำว่าบทเรียน ก็อย่าไปอาศัยกระแสในโลกออนไลน์หรือแชมป์โพล ต้องลงมาสัมผัสพื้นที่กับชาวบ้านจริงๆ แม้จะเป็นฝ่ายค้านก็ยังทำงานได้ ไปแก้ปัญหาให้กันประชาชนช่วยควบคุมและตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น หากผลงานโดดเด่น ไม่ทิ้งพื้นที่และต่อไปอย่าห่างพื้นที่อีก สามารถชนะเลือกตั้งได้ในวันข้างหน้า
ส่วนคะแนนพรรค ปชน.ในโซนเมืองที่ได้มาค่อนข้างสูงนั้น สำหรับในสังคมเมืองเป็นสังคมที่ได้รับข่าวสารบ้านเมืองจากสื่อได้ดี ในเขต กทม.ว่าหากสังคมเป็นอย่างนี้ และหากจินตนาการไปได้ว่า ประเทศไทยมีการเลือก ส.ส.เป็นระบบเดียว คือ แบบบัญชีรายชื่อ ปชน.จะชนะการเลือกตั้ง หรือได้ที่ 1 แน่นอน หรือเขตเมืองนั้นกระสุนยิงไม่ถึง
จุดอ่อนของพรรคส้มนั้น อาจจะไม่ใช่เพราะมีบ้านใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงตัวบุคคลด้วย ที่ผู้สมัครแบบเขตจะต้องเข้าถึงพื้นที่ด้วย จะเห็นได้ชัดเจนว่าคนในหลายพื้นที่ได้เลือกเขตให้อีกคน แต่เลือกแบบพรรคให้แก่ ปชน. หรือพูดตามภาษาชาวบ้านก็คือชอบพรรคแต่ตัวบุคคลบางที่ไม่เคยรู้จัก จึงเป็นปัญหาแบบนี้ และสิ่งที่หนีไม่ไปได้เลยนั้น ก็คือแพ้ทางด้านทรัพยากรอย่างใหญ่หลวงด้วยที่จะต้องพูดความจริงกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปชน.ถอดบทเรียนพ่ายเลือกตั้ง ‘อาสาส้ม’ งัดบ้านใหญ่ รุ่ง-ร่วง?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th