โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผ่ามุมมอง 'ไบแนนซ์ ทีเอช' ชี้ปี 2569 ยุคดึงสติคริปโต ทุนสถาบันจ่อทะลัก แนะกลยุทธ์ DCA สู้ตลาดหมี

Manager Online

เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์ กางรายงานวิเคราะห์เจาะลึกทิศทางตลาดคริปโตปี 2569 ชี้โลกการเงินกำลังหลุดพ้นจากภาวะ "ฝุ่นตลบ" ก้าวสู่ยุคการล้างไพ่ความเสี่ยงใหม่ ที่ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินระดับมหภาคจากสถาบันการเงินและรัฐบาล จับตา 3 ปัจจัยหลัก นโยบายดอกเบี้ย มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการปลดล็อกกฎระเบียบยุค "โดนัลด์ ทรัมป์" ที่จะพลิกโฉมตลาด พร้อมเตือนนักลงทุนระวังความผันผวนจากสงครามและฟองสบู่เอไอ ชูกลยุทธ์ทยอยสะสม (DCA) บิทคอยน์ เป็นทางรอดเพื่อรอรับรอบขาขึ้นครั้งใหญ่

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไบแนนซ์ ทีเอช บาย กัลฟ์ ไบแนนซ์และ ดร.กร พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์ ไบแนนซ์ ทีเอช และผู้อำนวยการ ไบแนนซ์ ทีเอช อะคาเดมี ได้ร่วมกันเปิดเผยรายงานวิเคราะห์เจาะลึกทิศทางตลาดคริปโตประจำปี 2568 และแนวโน้มสำคัญที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 (FULL-YEAR 2568 & THEMES FOR 2569) ซึ่งสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของระบบการเงินดิจิทัล

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นภาพชัดเจนว่า ในปี 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะก้าวเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากนโยบายการเงินและการคลังระดับโลก โลกการเงินดิจิทัลกำลังก้าวออกจากภาวะ "Data Fog" หรือสภาวะฝุ่นตลบทางข้อมูล ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้อมูลข่าวสารในตลาดคริปโตมีปริมาณมหาศาลและมีความซับซ้อนสูงเกินกว่าที่นักลงทุนรายย่อยจะสามารถประมวลผลและตั้งรับได้ทันท่วงที อันนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ผิดพลาดในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะ "Risk Reboot" หรือการล้างกระดานความเสี่ยงเพื่อเริ่มต้นใหม่เต็มรูปแบบ รายงานระบุว่า ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่พฤติกรรมการเก็งกำไรระยะสั้นของนักลงทุนรายย่อย จะถูกแทนที่ด้วยกระแสเงินทุนมหาศาลระดับชาติจากสถาบันการเงินและรัฐบาล (Sovereign-scale Liquidity)

แนะจับตาความผันผวนและสภาวะ "ตลาดหมี"

นายนิรันดร์ ได้ให้มุมมองเชิงวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ภาพรวมของตลาดในปีนี้มีความน่าสนใจแต่แฝงด้วยความผันผวนสูง หากย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2568 ราคาบิทคอยน์เคยทำสถิติพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ ก่อนจะแกว่งตัวในกรอบแคบและทะยานขึ้นอีกครั้งในไตรมาสที่ 3 จนทำจุดสูงสุดใกล้ระดับ 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ ปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะการกระโดดเข้ามาของสถาบันขนาดใหญ่ เช่น กองทุนจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ตลอดจนสถาบันการเงินระดับชาติที่เริ่มจัดสรรเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง

ทว่าจุดหักเหสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา ตลาดคริปโตต้องเผชิญกับเหตุการณ์บังคับขาย (Liquidation) ครั้งมโหฬาร มูลค่ารวมเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงเทขายดังกล่าวฉุดให้ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลร่วงลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาด จากจุดสูงสุดที่ 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาบิทคอยน์ได้ไหลซึมลงอย่างต่อเนื่องจนมาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60,000 ถึง 70,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน หรือคิดเป็นการปรับฐานลดลงเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์

นายนิรันดร์ประเมินสถานการณ์ปัจจุบันว่า "เมื่อราคาบิทคอยน์ปรับฐานลงมาถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นการยืนยันชัดเจนว่าตลาดได้เข้าสู่สภาวะ 'ตลาดหมี' (Bear Market) อย่างสมบูรณ์ ซึ่งตามวัฏจักรปกติ ตลาดจะต้องใช้ระยะเวลาพักฐานและสะสมพลังงานอีกระยะหนึ่งก่อนที่จะสามารถพลิกกลับเข้าสู่สภาวะตลาดกระทิงได้อีกครั้ง"

"อย่างไรก็ดี ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกระยะสั้น เมื่อราคาบิทคอยน์ฟื้นตัวจากระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นมาแตะ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ตลาดอยู่ในสภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ติดต่อกันนาน 3 ถึง 4 เดือน จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นการดีดกลับของราคา (Rebound) ไปทดสอบกรอบ 70,000 ถึง 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ"

นายนิรันดร์ย้ำว่า แม้จะมีแรงซื้อกลับ แต่ภาพใหญ่ยังคงเป็นตลาดหมี ทางทีมวิเคราะห์ของ ไบแนนซ์ ทีเอช อะคาเดมี ประเมินว่า ตลาดอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการฟื้นฟูสภาพช้ำ และมีโอกาสที่จะได้เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งและชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569

ปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ในมิติของปัจจัยเสี่ยงและแรงขับเคลื่อนในปีนี้ นายนิรันดร์มองว่า นโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะเป็นตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะนโยบายการคลังภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่มุ่งเน้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การแจกเงิน และการลดค่าใช้จ่ายภาคอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับปีนี้เป็นปีแห่งการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ รัฐบาลจึงมีแนวโน้มที่จะอัดฉีดนโยบายประชานิยมเพื่อพยุงเศรษฐกิจและสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้กับตลาดทุน

นอกจากนี้ การแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่โดย โดนัลด์ ทรัมป์ คาดว่าจะส่งผลให้นโยบายการเงินมีความสอดคล้องกับทิศทางของฝ่ายบริหารมากขึ้น โดยเฉพาะการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ย อีกหนึ่งแรงลมส่งที่สำคัญคือ แนวโน้มการผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation) ด้านคริปโต เช่น การผลักดันร่างกฎหมาย Clarity Act และ Genius Act ซึ่งหากผ่านการอนุมัติ จะกลายเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดันการเติบโตของอุตสาหกรรมคริปโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านภาษีที่อาจเปลี่ยนแปลงยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา เพราะอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสภาพคล่องในตลาดการเงินและตลาดคริปโตได้

นอกจากเรื่องนโยบายแล้ว ตลาดยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ในกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI Bubble) เนื่องจากตลาดหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ (Correlation) เชิงบวกอย่างมากกับตลาดคริปโต หากหุ้นกลุ่มบิ๊กเทค (Big Tech) หรือบริษัทแกนนำอย่าง เอ็นวิเดีย เกิดการปรับฐานรุนแรง ย่อมส่งแรงกระเพื่อมมาถึงตลาดคริปโตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมถึงความเสี่ยงจากข่าวพาดหัว (Headline Risk) โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

"แม้หลายฝ่ายจะกังวลว่าสงครามอาจกระทบตลาดการเงินและดันราคาทองคำ แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ปรากฏภาพความตื่นตระหนกที่รุนแรง นักลงทุนส่วนใหญ่อาจซึมซับรับรู้ข่าว (Price in) ไปแล้วว่าความขัดแย้งมีแนวโน้มจะยุติลงโดยเร็ว เพราะสหรัฐฯ เองก็ไม่ต้องการให้สงครามยืดเยื้อจนไปดันราคาน้ำมันและย้อนกลับมาทำลายเศรษฐกิจของตนเอง สะท้อนได้จากดัชนี S&P 500 ที่ยังคงยืนเหนือระดับก่อนเกิดวิกฤต เช่นเดียวกับตลาดคริปโตที่บิทคอยน์สามารถยืนเหนือ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐได้ อย่างไรก็ตาม ท่าทีของอิหร่านยังคงเป็นตัวแปรที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด" นายนิรันดร์วิเคราะห์

4 ธีมหลักพลิกโฉมโลกการเงินปี 2569

ทิศทางของตลาดในปี 2569 จะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังจากปัจจัยระดับมหภาค 3 ประการ (Policy Triumvirate) ได้แก่ การผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และการผ่อนปรนกฎระเบียบ ซึ่งเมื่อประสานพลังกัน จะเป็นการปลุกความกล้าเสี่ยง (Risk Appetite) และส่งเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ตลาดคริปโต โดยมี 4 ธีมหลัก ดังนี้:

1. นโยบายมหภาคประสานเสียง (Macro Policy Convergence)

เมื่อสภาพคล่องทั่วโลกกลับมาประสานกัน เม็ดเงินจะไหลออกจากสินทรัพย์ที่กำลังสะสมพลัง (Potential Energy) ไปสู่สินทรัพย์ที่มีโมเมนตัมการเติบโตสูง (Kinetic Energy) ผ่านกลไกหลัก ได้แก่:

- การผ่อนคลายนโยบายการเงิน: เฟดมีแนวโน้มหั่นดอกเบี้ยสู่ระดับเป็นกลางที่ 3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกลับมาขยายงบดุล ซึ่งจะฉีดสภาพคล่องเข้าระบบถึง 5 ถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สอดรับกับการผ่อนคลายนโยบายจากธนาคารกลางจีนและยุโรป

- มาตรการกระตุ้นการคลัง: การบังคับใช้กฎหมาย OBBBA ในสหรัฐฯ จะอัดฉีดเงินคืนภาษีสู่ภาคครัวเรือนกว่า 1 ถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งตามสถิติแล้ว เม็ดเงินก้อนนี้จะไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงได้รวดเร็วกว่าเงินจากธนาคารกลาง

- การผ่อนปรนกฎระเบียบ: รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่มีแนวโน้มลดข้อจำกัดในวอลล์สตรีท ปลุก "จิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่า" (Animal Spirits) ให้กิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) และไอพีโอ (IPO) กลับมาคึกคัก

2. บิทคอยน์: สู่สถานะ "สินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์"

ในปี 2569 บทบาทของบิทคอยน์จะยกระดับจากการเป็นเพียงเครือข่ายการชำระเงิน สู่การเป็นสินทรัพย์ทางการเงินระดับมหภาคอย่างเต็มตัว:

- การจัดตั้งกองทุนสำรองบิทคอยน์แห่งรัฐ (Strategic BTC Reserve): วาระทางการเมืองสำคัญคือการผ่านกฎหมายรับรองกองทุนสำรองบิทคอยน์ของสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากการเก็บของกลางที่ยึดมาได้ เป็นการใช้ภาษีเข้าซื้อในตลาดโดยตรง ซึ่งบราซิล ปากีสถาน และรัสเซีย ก็กำลังศึกษาแนวทางนี้เช่นกัน

- การเติบโตตามปริมาณเงิน M2: ปัจจุบันมูลค่าตลาดของบิทคอยน์คิดเป็น 2 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณเงิน M2 ในกลุ่ม G4 หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป สัดส่วนนี้อาจพุ่งแตะ 3 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2571 ซึ่งจะผลักดันให้ราคาฐานของบิทคอยน์ทะยานเข้าใกล้ระดับ 160,000 ดอลลาร์สหรัฐ

3. โลกการเงินยุคใหม่: PayFi และ Agentic Commerce

อุตสาหกรรมกำลังก้าวข้ามยุคการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สู่ยุค "การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชัน" โดยมี PayFi (การผสาน DeFi เข้ากับการชำระเงินจริง) และ Agentic Commerce (บอทเอไอทำธุรกรรมแทนมนุษย์) เป็นหัวหอก:

- การชำระเงินผ่านเอไอ: นวัตกรรมสุดล้ำคือ "AI Agent" ที่สามารถทำธุรกรรมได้เองผ่านมาตรฐาน x402 ซึ่งเชื่อมต่อการชำระเงินเข้ากับโปรโตคอล HTTP โดยตรง โดยพบว่ากว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณเงินในระบบใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนโดยบอทเอไอ

- Intelligent Finance: ในอนาคตอันใกล้ ปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) จากบอทเอไอ จะมีสัดส่วนแซงหน้าการซื้อขายโดยมนุษย์

4. สเตเบิลคอยน์และโทเคนไนเซชัน: กระดูกสันหลังใหม่แห่งการเงินโลก

สเตเบิลคอยน์และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) เปรียบเสมือน "หุ้นบลูชิพ" ของวัฏจักรนี้:

- สเตเบิลคอยน์ผงาดสู่กระแสหลัก: ด้วยมูลค่าตลาดที่ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และปริมาณธุรกรรมต่อวันที่สูงถึง 3.54 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (แซงหน้าเครือข่ายวีซ่า) คาดว่าภายในปี 2573 มูลค่าตลาดสเตเบิลคอยน์จะพุ่งแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

- โทเคนไนเซชันในระบบงานจริง: ในปี 2569 การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนจะถูกนำมาใช้ใน "กระบวนการทำงานจริง" (Workflow Utility) โดยเฉพาะหุ้นและพันธบัตรที่จะถูกใช้เป็นหลักประกันและการชำระดุลข้ามระบบได้อย่างไร้รอยต่อ

กลยุทธ์ DCA ทางรอดในสภาวะตลาดหมี

ในตอนท้าย นายนิรันดร์ได้ฝากคำแนะนำที่เฉียบคมถึงนักลงทุนว่า "ปีนี้ถือเป็นปีที่มีความท้าทายและความเสี่ยงสูง เนื่องจากตลาดคริปโตยังจมอยู่ในภาวะตลาดหมี นักลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวังและไม่ควรจัดสรรเม็ดเงินลงทุน (Asset Allocation) เข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัลมากจนเกินไป แม้ในระยะสั้นทิศทางตลาดจะคาดเดาได้ยาก"

"ทว่าจากการวิเคราะห์เชิงสถิติของทีมงาน เราพบว่ากลยุทธ์การลงทุนแบบทยอยสะสม หรือ Dollar-Cost Averaging (DCA) ในบิทคอยน์ ยังคงเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพและมีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมในระยะยาว โดยเฉพาะการเข้าเก็บของในช่วงที่ตลาดปรับฐานและราคาอยู่ในระดับต่ำ การมีวินัยในการจัดสรรเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เช่น การลงทุนรายเดือน จะช่วยเฉลี่ยต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการกอบโกยผลกำไรเมื่อตลาดกระทิงรอบใหม่มาเยือน" นายนิรันดร์กล่าวทิ้งท้าย

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...