โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิจัยกสิกรฯประเมินแบงก์ลดดอกเบี้ยปลดภาระกว่า1.4หมื่นล.-กดดันNIMชะลอในกรอบ2.50-2.60๔

Manager Online

เผยแพร่ 07 มี.ค. เวลา 06.40 น. • MGR Online

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยแบงก์และอัตราดอกเบี้ยในระบบการเงินไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่องตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) สะท้อนกระบวนการส่งผ่านต้นทุนทางการเงินที่ลดลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยล่าสุด หลังการประชุม กนง. 25 ก.พ. 2569 มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์ทยอยประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงภายในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับใหม่มีผลครบถ้วนพร้อมกันแล้วใน ธ.พ. D-SIBs (สัดส่วนสินเชื่อรวมกันกว่า 84% ของระบบแบงก์ไทย) เมื่อ 4 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ลักษณะสำคัญของการปรับลดดอกเบี้ยแบงก์รอบนี้ ยังคงปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งสะท้อนการปรับดอกเบี้ยที่ให้น้ำหนักกับการบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินของลูกหนี้ โดยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถูกปรับลงราว 0.05-0.15% ขณะที่ธนาคารบางแห่งเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำบางประเภทลง 0.05% ทั้งนี้ หากมองภาพรวมตั้งแต่เริ่มวัฏจักรดอกเบี้ยขาลงในเดือนต.ค. 2567 จะพบว่า ดอกเบี้ย M-rates ของแบงก์ D-SIBs เฉลี่ยลดลงมาแล้ว 0.70-1.22% ขณะที่ ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปีลดลงเฉลี่ยราว 0.82%

"เป็นที่น่าสังเกตว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากจะมีรูปแบบและช่วงเวลาการปรับที่แตกต่างออกไปตามโครงสร้างพอร์ตเงินฝากของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า พอร์ตเงินฝากประจำสกุลเงินบาทที่จะยังไม่มีการปรับดอกเบี้ยลงภายในไตรมาส 1/2569 จะมีสัดส่วนสูงถึง 46% ของยอดคงค้างเงินฝากประจำโดยรวม ขณะที่ต้นทุนทางการเงินในส่วนอื่นยังไม่ได้ปรับลดลงในทันที เช่นเดียวกับ Credit cost ที่ยังคงอยู่ในระดับสูงตามความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน"

โดยในปี 2569 ลูกหนี้ได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง เนื่องจากผลของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายช่วงปลายปี 2568 จะทยอยส่งผ่านมายังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ช่วงต้นปี 2569 ขณะที่การลดดอกเบี้ยต่อเนื่องในช่วงก.พ.-มี.ค. 2569 จะทยอยมีผลในช่วงเวลาที่เหลือของปี ทำให้ภาพรวมทั้งปี 2569 เป็นช่วงที่ต้นทุนทางการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกหนี้ที่มีสัญญาเงินกู้อ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัว ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีหลักประกัน และสินเชื่อธุรกิจ-SMEs

ดังนั้น จากยอดคงค้างสินเชื่อรายย่อยและธุรกิจที่มีวงเงินรวมกันประมาณ 12.67 ล้านล้านบาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ประมาณ 71% ของยอดคงค้างสินเชื่อดังกล่าวจะทยอยเข้าสู่ช่วงการปรับลดดอกเบี้ยภายในปี 2569 ครอบคลุมทั้งพอร์ตสินเชื่อที่อ้างอิงดอกเบี้ยลอยตัวและส่วนที่ปรับลดดอกเบี้ยตามรอบสัญญา ดังนั้น เมื่อรวมผลของการลดดอกเบี้ยเงินกู้ 2 รอบ (ตามรอบการประชุม กนง. ปลายปี 2568 และก.พ. 2569) จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยลดลงรวมกันประมาณ 14,000-14,700 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนผลของดอกเบี้ยขาลงที่ส่งผ่านอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่องต่อภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ในทางกลับกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของแบงก์เพิ่มเติม ย่อมเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นต่อแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยในปี 2569 ขณะที่ต้นทุนเงินฝากอาจปรับลดได้ในกรอบจำกัดตามโครงสร้างของพอร์ตเงินฝาก ทำให้คาดว่า ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM ของระบบแบงก์ไทยจะชะลอลงมาอยู่ที่กรอบ 2.50-2.60% ในปี 2569 จากระดับ 2.76% ในปี 2568

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...