บล.ทิสโก้ มอง หุ้นไทย ปี 69 มีลุ้นแตะ 1,500 จุด รับการเมืองชัด หนุนความเชื่อมั่นลงทุน
บล.ทิสโก้ประเมินตลาด หุ้นไทย ตอบรับเชิงบวกหลังผลเลือกตั้งชัดเจน ความเสี่ยงการเมืองลดลง คาดรัฐบาลใหม่เร่งฟื้นเศรษฐกิจ ดันจีดีพีกลับมาโต 4% หนุนดัชนีมีโอกาสขึ้นสู่ระดับ 1,500 จุด
10 กุมภาพันธ์ 2569 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ซึ่งผลการนับคะแนนเริ่มมีความชัดเจน จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า ประเทศจะมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มีความมั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเห็นภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยคาดหวังให้เศรษฐกิจขยายตัวกลับไปสู่ระดับ 4% ในช่วงถัดไป จากที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
พร้อมกันนี้ รัฐบาลควรเร่งผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ ส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และใช้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจใหม่ อาทิ การผลักดันโครงการบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น (TISA) ซึ่งให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้ ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวม
นายไพบูลย์ ยังเสนอให้ปรับเงื่อนไข TISA เพิ่มเติม โดยกำหนดวงเงินลงทุน 500,000 บาทต่อปี และในช่วง 2 ปีแรก เพิ่มวงเงินพิเศษอีกปีละ 300,000 บาท จากข้อเสนอเดิมที่ให้ลดหย่อนภาษีได้ปีละ 800,000 บาท พร้อมให้ลดหย่อนเต็มจำนวนโดยไม่ต้องคูณ 0.7-1.3 เท่า อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ลงทุนในหุ้นหรือกองทุน ESG ให้ลดหย่อนภาษีได้เพียง 80% กำหนดระยะเวลาถือครอง 5 ปีเต็ม สามารถสับเปลี่ยนหุ้นหรือกองทุนได้ แต่ห้ามถอนเงินออก และให้แยกวงเงิน TISA ออกจากเงินออมเพื่อการเกษียณ เช่น RMF และ PVD
“ตลาดทุนมีความหวังอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ความเสี่ยงทางการเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นักลงทุนคลี่คลายความกังวลด้านการเมือง ความเสี่ยงประเทศลดลง และเริ่มคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ตลาดหุ้นจึงเป็นการซื้ออนาคต ซึ่งระดับ 1,500 จุดมีความเป็นไปได้ หากสร้างความเชื่อมั่นให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับมาเติบโต 4%” นายไพบูลย์ กล่าว
ด้าน นายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า นโยบายคนละครึ่งพลัส เฟส 2 จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้นราว 0.15-0.2% ส่งผลให้จีดีพีปีนี้จากเดิมคาด 1.6% อาจขยับขึ้นเป็น 1.8%
ขณะที่นโยบายการคลังยังมีข้อจำกัด โดยงบกลางคงเหลือประมาณ 27,000 ล้านบาท แม้ไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่เพียงพอสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ส่วนแผนการคลังระยะปานกลาง กระทรวงการคลังมีแนวคิดปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากปัจจุบัน 7% เป็น 8% หรือ 8.5% ซึ่งยังต้องศึกษารายละเอียด และเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
นายเมธัส กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตเศรษฐกิจไทยเคยมีศักยภาพเติบโตถึง 7% ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่หลังวิกฤต ศักยภาพลดลงเหลือราว 2.3% โดยเครื่องยนต์หลักอย่างภาคส่งออกและท่องเที่ยวเริ่มเผชิญข้อจำกัด จากการที่ไทยเคยเชี่ยวชาญการผลิตสินค้าอย่างรถยนต์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งปัจจุบันความต้องการของโลกเปลี่ยนไป ทำให้ไทยจำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่
“รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้เป็นโจทย์ระยะยาวที่ไม่ง่าย แต่ระยะสั้นยังมีหลายวิธีในการดึงคนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ นโยบายประชานิยมและการกระตุ้นกำลังซื้อยังมีความจำเป็น หากไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจอาจชะงัก ดังนั้นต้องมีมาตรการระยะสั้นเพื่อพาเศรษฐกิจเดินหน้าต่อ” นายเมธัส กล่าว