โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ยางวอนรัฐดูแลอุตฯทั้งระบบ ต้นทุนสูง-ผลผลิตต่อไร่ต่ำ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ก.พ. เวลา 03.25 น. • เผยแพร่ 11 ก.พ. เวลา 04.04 น.

ชาวสวนยางชี้ราคายางพาราไทยแข่งขันลำบาก ต้นทุนสูง-ผลผลิตต่ำกว่ามาเลย์-อินโดฯ ฝากรัฐบาลใหม่ดูแลอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ชี้ไทยได้เปรียบคู่แข่ง แถมผู้ซื้อมั่นใจในคุณภาพ

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ผลผลิตยางพาราขณะนี้ถือว่าเป็นช่วงที่ผลผลิตออกมากที่สุด โดยต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ที่ราคา 63.64 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าสูง หากเทียบกับคู่แข่ง แต่จากนี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน จะเป็นช่วง “ปิดหน้ายาง” เนื่องจากต้นยางเริ่มผลัดใบ ผลผลิตจะออกน้อย แต่เมื่อดูการส่งออกยางพาราของไทยถือว่ายังคงส่งออกน้อยเนื่องจากราคาสูงกว่ามาเลเซีย และอินโดนีเซีย

“ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าราคายางพาราในประเทศยังไม่ถูกแก้ไข รวมไปถึงพันธุ์ยางพาราที่ให้ผลผลิตมากก็ไม่ได้ถูกส่งเสริม ผลผลิตเรายังอยู่ที่ 220 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะที่คู่แข่งได้มากถึง 400 กิโลกรัมต่อไร่”

ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ สิ่งที่ภาคเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มยางพาราต้องการให้เข้ามาดูแลอุตสาหกรรมยางพาราทั้งระบบ ส่วนใหญ่พบว่ารัฐบาลดูแลเฉพาะพ่อค้า และยังให้ความสำคัญเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เทคโนโลยีสูงจนเกินไป อีกทั้งยังมองว่ากลุ่มภาคเกษตรกรรมของไทยได้เปรียบกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ได้รับผลกระทบต่อภัยธรรมชาติมาก ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกได้ และให้เกษตรกรเพาะปลูกสินค้าที่มีคุณภาพ เป็นสินค้าเกษตรปลอดภัยไม่มีสารเคมี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และเป็นที่ยอมรับจากคนทั่วโลก

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าหากสินค้าเกษตรไทยดีมีคุณภาพ แม้ราคาจะสูงก็ยังมั่นใจว่าผู้บริโภคยอมที่จะตัดสินใจซื้อ เพื่อให้ได้สุขภาพที่ดี นี่คือสิ่งเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ดีกว่าที่จะนำงบประมาณมาใช้โดยไม่เกิดความคุ้มค่าในระบบอุตสาหกรรมเกษตรในระยะยาว เช่น โครงการประกันรายได้ก็ไม่จำเป็น และที่สำคัญ โลกกำลังใส่ใจเรื่องของการปล่อยก๊าซด้วย

รายงานข่าวระบุว่า สำหรับสถานการณ์ราคายางพาราในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คาดการณ์แนวโน้มทรงตัวถึงปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย เคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 58-63 บาท อาทิ ยางแผ่นดิบ ราคา 58.50-59.50 บาท/กก. ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาปิดตลาดเฉลี่ย 60.60-62.50 บาท/กก. น้ำยางสด ราคา 52.50- 58.50 บาท/กก. ยางก้อนถ้วย (เศษยาง) ราคา 54.00-54.35 บาท/กก ขณะที่จังหวัดที่มีผลผลิตยางพาราสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง และบึงกาฬ

ทั้งนี้ เป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญจากปริมาณผลผลิตลดลง เนื่องจากกำลังเข้าสู่ช่วงที่ยางเริ่มผลัดใบในหลายพื้นที่ ทำให้ปริมาณน้ำยางออกสู่ตลาดน้อยลง เป็นปัจจัยบวกที่หนุนราคาให้ทรงตัวหรือขยับขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีผลมาจากการบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR (ยางที่ตรวจสอบย้อนกลับได้) ซึ่งเริ่มมีผลต่อส่วนต่างราคา โดยยางที่ผ่านมาตรฐาน EUDR มักจะมีราคาปิดตลาดที่สูงกว่ายางทั่วไป ความต้องการจากต่างประเทศแม้มีความต้องการจากอุตสาหกรรมยานยนต์ในเอเชีย แต่ตลาดยังคงมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและการแข่งขันจากยางสังเคราะห์ที่มีราคาถูกกว่า

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยางวอนรัฐดูแลอุตฯทั้งระบบ ต้นทุนสูง-ผลผลิตต่อไร่ต่ำ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...