โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สงครามอิหร่านส่อแววยืดเยื้อ ยากที่จะเปลี่ยนระบอบ ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์

The Momentum

อัพเดต 4 มีนาคม 2569 เวลา 3.43 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 อิสราเอลเริ่มต้นเปิดฉากโจมตีกรุงเตระราน เมืองหลวงของประเทศอิหร่าน พร้อมระบุว่า ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างกองทัพของสหรัฐฯ และอิสราเอลเพื่อต้องการขจัดภัยคุกคามต่ออิสราเอล ก่อนที่ในเวลาต่อมากองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) จะเปิดปฏิบัติการโต้ตอบฐานทัพของสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ของตะวันออกกลาง ด้วยขีปนาวุธและโดรน ซึ่งรวมไปถึงฐานทัพในกาตาร์, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, และบาเรนห์

ไม่เพียงแค่นั้น สถานการณ์ยังได้ยกระดับความตึงเครียดสูงขึ้น เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 สื่อทางการของอิหร่านออกมายืนยันว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการถูกสังหารในปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ จนกระทั่งสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับกลุ่มผู้สนับสนุน และเหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดสำคัญที่ทำให้กลุ่ม IRCG ออกมาประกาศว่า จะเดินหน้า ‘แก้แค้น’ ต่อการเสียชีวิตของคาเมเนอีอย่างถึงที่สุด

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องภายในช่วงเวลาเพียงแค่ 48 ชั่วโมง ส่งผลให้เกิดผลกระทบที่สะเทือนไปทั่วทั้งโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ราคาน้ำมัน และอุตสาหกรรมการบิน ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดที่กำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง The Momentum ได้พูดคุยกับ ผศ.ดร.ยาสมิน ซัตตาร์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงมองแนวโน้มของภูมิภาคตะวันออกกลางที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต พร้อมการวางท่าทีของประเทศไทยในฐานะสมาชิกของประชาคมโลก

เปิดปฏิบัติการโจมตี เพื่อผลประโยชน์แอบแฝง

ยาสมินระบุว่า การกระทำของสหรัฐฯ และอิสราเอลถือเป็นการ ‘ละเมิด’ กฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ การเปิดปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้นับเป็นการก้าวล่วงเข้าไปละเมิดบูรณภาพดินแดนของรัฐอื่น (Sovereignty) โดยไม่ได้ผ่านกลไกของกฎหมายระหว่างประเทศหรือการเห็นชอบจากสถาบันระหว่างประเทศ อย่างคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) มาก่อน ซึ่งก็คงไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ อย่างการเปิดปฏิบัติการในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา

สิ่งที่สำคัญอีกประเด็นคือว่า การเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านยังเกิดจากมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ ที่แม้ว่าก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคยให้คำมั่นสัญญาว่า จะยุติสงครามในตะวันออกกลาง เพื่อใช้หาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในสมัยที่ 2 ก็ตาม สิ่งนี้เองที่ทำให้เห็นภาพการออกมาประท้วงของพลเรือนชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกทั้งผลสำรวจล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่า มีเพียงประชาชน 1 ใน 4 เท่านั้น ที่เห็นด้วยกับปฏิบัติการในครั้งนี้

เมื่อวิเคราะห์ไปถึงจุดประสงค์ในการโจมตีอิหร่าน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มองว่า คำกล่าวของทรัมป์ที่บอกว่า ต้องการ ‘เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง’ (Regime Change) เพื่อต้องการปลดปล่อยประชาชนชาวอิหร่านออกจากระบอบการปกครองปัจจุบัน เป็นเพียงแค่ข้ออ้างเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์อื่น ดังที่เคยได้ใช้กับเหตุการณ์การบุกอิรักในปี 2003 มาแล้ว

โจทย์สำคัญมากกว่านั้นคือ หากเปลี่ยนระบอบการปกครองแล้ว จะเป็นอย่างไรต่อไป ยาสมินมองว่า สหรัฐฯ ไม่ได้นำเสนอแนวทางในการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองอิหร่านอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน จึงทำให้เกิดการตั้งคำถามต่อไปว่า เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่แท้จริงคืออะไร

“มันเป็นการเปลี่ยนผ่านให้สังคมอิหร่านไปสู่ประชาธิปไตยจริงๆ หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านโดยเอาคนของสหรัฐฯ มาเป็นผู้นำแทน เพื่อให้เข้าถึงผลประโยชน์อื่นๆ ได้ง่ายมากขึ้น

“เราต้องอย่าลืมว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณน้ำมันสูง ซึ่งไม่ต่างจากเวเนซุเอลา ยังไม่นับรวมประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่อิหร่านมีช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญในการขนย้ายสินค้า”

นอกจากนี้ ยาสมินอธิบายเพิ่มเติมว่า หนึ่งในนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของสหรัฐฯ คือการสนับสนุนอิสราเอลมาตลอด เนื่องจากกลุ่มผลประโยชน์ที่มีบทบาทต่อการเมืองสหรัฐฯ มากที่สุดคือ กลุ่มชาวยิวไซออนิสต์ ดังนั้นการจำกัดอำนาจของอิหร่านจึงเป็นอีกวิธีสำคัญ ที่ช่วยป้องกันไม่ให้มีอำนาจใดสามารถขึ้นมาท้าทายอิสราเอลได้อีกต่อไป ซึ่งอิหร่านถือเป็นประเทศที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่ออิสราเอลมากที่สุด ในบรรดาของกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

อนาคตต่อไปของอิหร่าน: ระบอบการปกครองที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก

สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่าน ยาสมินมองว่า เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ‘ค่อนข้างยาก’ เนื่องจากระบอบการปกครองของอิหร่านมีโครงสร้างและสถาบันที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งมีความแตกต่างจากกรณีของอิรักที่มีการยึดโยงระบอบการปกครองไว้เพียงแค่ตัวผู้นำอย่าง ซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) อดีตประธานาธิบดีอิรัก และเมื่อฮุสเซนเสียชีวิตลง จึงทำให้ตัวแสดงจากภายนอกเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบอบได้ง่าย

ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน ภายหลังการประกาศการเสียชีวิตของคาเมเนอี เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็มีการแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้นดำรงตำแหน่งแทนในทันที สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า อิหร่านให้ความสำคัญกับ ‘ตำแหน่ง’ ในฐานะสถาบัน มากกว่า ‘ตัวบุคคล’ ส่งผลให้กระบวนการสานต่ออำนาจดำเนินต่อไปได้อย่างไม่สะดุด

นอกจากนี้ แม้อิหร่านจะมีผู้นำสูงสุดเป็นศูนย์กลางของอำนาจ แต่ประเทศยังคงมีกลไกทางการเมืองอื่นทำหน้าที่ควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดี การทำงานของรัฐสภา และบทบาทของสถาบันศาสนา ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยให้ระบอบการปกครองสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง

“ปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของอิหร่านเป็นเรื่องที่ยากกว่ากรณีอื่นๆ”

อย่างไรก็ตาม ยาสมินวิเคราะห์ต่อไปว่า หากในอนาคตสหรัฐฯ ยังคงใช้กำลังทางทหารอย่างต่อเนื่องและยืดเยื้อ อิหร่านก็อาจต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากศักยภาพและขีดความสามารถทางทหารของทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าภาคประชาชนจะมีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอิหร่าน อย่างไรก็ตาม อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปัตตานี เชื่อว่า ประชาชนชาวอิหร่านโดยมากไม่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงประเทศที่เกิดจากตัวแสดงจากภายนอกอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล เนื่องจาก ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากต่างเรียนรู้บทเรียนจากหน้าประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะผลลัพธ์อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นในอิรัก ลิเบีย หรือแม้กระทั่งอัฟกานิสถาน ซึ่งล้วนเผชิญความไม่มั่นคงภายหลังการแทรกแซงจากภายนอก

ความซับซ้อนอาจทำให้สงคราม ‘ยืดเยื้อ’: บทบาทของตัวแสดงอื่นทั้งในและนอกภูมิภาค

เมื่อขยายภาพให้กว้างขึ้นเพื่อพิจารณาสถานการณ์ในระดับภูมิภาค ยาสมินชวนมองว่า ความซับซ้อนของตัวละครและความขัดแย้งได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อหลายประเทศในตะวันออกกลางที่เป็นที่ตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง และกำลังเผชิญกับการถูกละเมิดบูรณภาพดินแดนจากอิหร่าน แม้ในตอนนี้ยังไม่ได้เห็นการตอบโต้กลับอิหร่านจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แต่อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เตือนว่า หากมีการเริ่มโต้กลับเกิดขึ้นจริง สิ่งนี้คงจะไม่ใช่สัญญาณที่ดีต่อเสถียรภาพของภูมิภาคนี้มากนัก

ขณะที่กลุ่มพันธมิตรของอิหร่านอย่างกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ (Hezbollah) ในเลบานอน และกลุ่มฮูตี (Houthis) จากเยเมน ก็ลุกฮือขึ้นมาตอบโต้กลับ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มระดับความตึงเครียดและความรุนแรงของสถานการณ์ โดยเฉพาะต่อยุทธศาสตร์ของอิสราเอลที่ต้องรับมือกับแรงกดดันจากหลายแนวรบ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง ยาสมินวิเคราะห์ว่า การผนึกกำลังกันระหว่างกองทัพ IRCG ของอิหร่าน กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ และกลุ่มฮูตีอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เพิ่มต้นทุนของความขัดแย้ง จนผลักดันให้ทุกฝ่ายจำเป็นต้องหันกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา

“สิ่งนี้อาจจะเป็นตัวช่วยที่ทำให้อิสราเอลยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจามากขึ้น เพราะจะบีบให้อิสราเอลต้องหันมาทำสงครามหลายด้าน แต่เราก็ต้องยอมรับด้วยว่า ศักยภาพของฝั่งอิหร่านและพันธมิตรในการต่อรองสหรัฐฯ และอิสราเอลก็อาจจะไม่ได้มากขนาดนั้น”

สำหรับบทบาทของมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย ยาสมินมองว่า บทบาทของทั้ง 2 ชาตินี้ก็ถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน แม้ที่ผ่านมาเราจะเห็นท่าทีจากทั้ง 2 ประเทศในลักษณะของการประณามและเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง แต่ก็ไม่อาจมองข้ามได้ว่า ผลประโยชน์ของจีนและรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้นมีมูลค่าและนัยสำคัญอย่างมหาศาล

“มันค่อนข้างน่าสนใจว่า ทิศทางของทั้ง 2 ประเทศจะเป็นอย่างไร

“ถ้า 2 ตัวละครนี้ไม่ได้เข้ามาสนับสนุนโดยตรง คงเป็นเรื่องยากสำหรับอิหร่านที่จะยืนระยะในการทำสงครามครั้งนี้ แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่จีนและรัสเซียเข้ามาสนับสนุนอย่างเปิดเผย เหตุการณ์คงจะไปอีกระดับหนึ่งเลย และก็คงจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของโลกมากขึ้น”

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ยังเสริมอีกว่า สงครามครั้งนี้น่าจะมีแววยืดเยื้อกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากการเสียชีวิตของผู้นำทางจิตวิญญาณของอิหร่านเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องเดินหน้าต่ออย่างเต็มกำลัง เพราะนี่ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่เป็นเดิมพันต่อความชอบธรรมและความอยู่รอดของระบอบการปกครองเอง

“แต่อย่างไรก็ตาม ควรจะต้องมีตัวกลางที่มีศักยภาพในการดึงทั้ง 2 ฝ่ายมาเจรจากันได้อีกครั้ง อย่างโอมานหรือตุรกี หรืออาจจะเป็นตัวแสดงอื่นๆ ที่มีความสามารถมากกว่านี้ เพื่อทำให้สงครามมันอ่อนลงกว่านี้

“อีกปัจจัยสำคัญ คือเสียงต่อต้านของชาวอเมริกันภายในสหรัฐฯ เนื่องจากทรัมป์เองก็คงต้องการฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้” ยาสมินกล่าว

บทบาทและบทเรียนของไทยในฐานะประชาคมโลก

สำหรับสถานการณ์ในครั้งนี้ ยาสมินยืนยันว่า แม้ว่าไทยจะได้รับกระทบทางด้านน้ำมันและภาพรวมทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งในครั้งนี้ แต่ไทยควรวางตัวเป็นกลางต่อสถานการณ์และควรจะต้องยึดหลักคุณค่าสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ กล่าวคือ ไทยควรเน้นย้ำจุดยืนที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการละเมิดบูรณภาพดินแดนของรัฐอื่นไม่ว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม ผ่านนโยบายการต่างประเทศของไทยเอง

“ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางและเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติควรยึดหลักคุณค่าสากล มันคือเรื่องที่จำเป็น

“และเราควรจะต้องแสดงจุดยืนเหมือนกับประเทศอื่นๆ ที่ปฏิเสธไม่ให้สงครามนี้มันยืดเยื้อหรือยาวนานจนเกินไป จนสังคมโลกอาจจะรับไม่ไหวกับผลกระทบที่ตามมา”

ยาสมินยังกล่าวเสริมอีกว่า ในมิติของการวางแผนระยะยาว โดยเฉพาะนโยบายการส่งแรงงานไทยเข้าไปทำงานในพื้นที่ความขัดแย้งที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดสงครามอยู่ตลอดเวลา หรือในประเทศที่มีข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ นับเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อชีวิตและความปลอดภัยของแรงงานไทย ดังนั้น รัฐบาลควรทบทวนมาตรการและกลไกการประเมินความเสี่ยงดังกล่าวอย่างรอบคอบ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพลเรือนอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยควรยกระดับความรวดเร็วในการประเมินสถานการณ์และการตัดสินใจเชิงนโยบาย เนื่องจากในเหตุการณ์ครั้งล่าสุด การอพยพเกิดขึ้นหลังจากมีการโจมตีแล้ว ขณะที่หลายประเทศได้สั่งการให้พลเรือนเดินทางออกนอกพื้นที่ล่วงหน้าเป็นระยะหนึ่งแล้ว ประเด็นนี้จึงควรถูกนำไปเป็นบทเรียนสำคัญ เพื่อพัฒนาระบบการเตือนภัยและการบริหารจัดการภาวะวิกฤตในอนาคต

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แสดงความคิดเห็นทิ้งท้ายเอาไว้ว่า เรากำลังเข้าใกล้จุดที่ระเบียบโลก (International Order) กำลังเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะมีแนวโน้มที่ทำให้เกิดสงครามใหญ่ในภายภาคหน้า

“ประเทศต่างๆ ต้องช่วยเหลือตัวเองมากขึ้น เรากำลังกลับไปสู่ยุคที่สถาบันระหว่างประเทศไม่มีความหมาย แต่อย่างไรก็ตาม เรายังคงเชื่อถึงศักยภาพของกลุ่มประเทศอำนาจขนาดกลาง (Middle Power) ที่จะออกมาส่งเสียงเพื่อรักษาระเบียบโลกแบบเดิมเอาไว้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...