‘ลิณธิภรณ์’ ชี้ยุค ‘ทักษิณ’ จุดเปลี่ยนการศึกษาไทย ซัดถูกตัดตอนทำวิสัยทัศน์สะดุด
เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 69 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X แสดงความคิดเห็นถึงทิศทางการศึกษาไทย โดยตั้งคำถามว่า จริงไหมนะ ที่มีคนบอกว่า เราไม่เคยมีคนดีๆ มาดูแลการศึกษาไทย จนการศึกษามันห่วย?
จริง ๆ ในชาตินี้เราเคยมีรัฐมนตรีที่มีความรู้ ความสามารถและแพสชั่นที่จะปฏิรูประบบการศึกษาอยู่นะคะ ยุคที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร นั่งควบตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" และ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ" คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่การศึกษาถูกเขย่าด้วยวิสัยทัศน์ใหม่ เพื่อสร้าง "พลเมืองโลก"
จิ๊กซอว์แต่ละชิ้นที่ ดร.ทักษิณ วางไว้ คือการปลดล็อกศักยภาพเยาวชนไทยในทุกมิติที่หลายคนอาจลืมไปแล้ว
พ.ศ. 2544 - 2545: ปูพื้นฐาน "คน" และ "ความเท่าเทียม" เริ่มต้นด้วยการสร้างศักดิ์ศรีวิชาชีพครู ปรับฐานเงินเดือนและวิทยฐานะ ให้ทัดเทียมอาชีพเฉพาะทาง พร้อมแก้ปัญหาหนี้สินเพื่อดึงคนเก่งกลับเข้าสู่ระบบการสอน ควบคู่กับการเปลี่ยน กยศ. เป็น กองทุน ICL (เรียนก่อน จ่ายเมื่อมีรายได้) เพื่อให้เด็กยากจนเข้าถึงมหาวิทยาลัยได้โดยไม่มีภาระหนี้มาขวางกั้นโอกาส
พ.ศ. 2546: ทลายกำแพง "ภาษา" และ "ดิจิทัล" ยกระดับสู่สากลด้วย โครงการ English Program (EP) ในโรงเรียนรัฐบาล จ้างครูเจ้าของภาษามาสอนวิชาการเพื่อให้เด็กโรงเรียนวัดเก่งเท่าเด็กอินเตอร์ พร้อมนโยบาย อินเทอร์เน็ต 3 บาท (SchoolNet) ทลายกำแพงความรู้ให้เด็กชนบทเข้าถึงข้อมูลทั่วโลกได้เท่าเทียมคนเมือง
พ.ศ. 2547: กระจาย "ทุน" และ "โรงเรียนในฝัน" สร้างโอกาสสู่ระดับรากหญ้าด้วย 1 อำเภอ 1 ทุน (ODOS) ส่งเด็กเก่งทุกอำเภอไปชุบตัวเมืองนอกในสาขาที่โลกต้องการโดยไม่สนฐานะ พร้อมอัปเกรดโรงเรียนชนบทเป็น โรงเรียนในฝัน (Lab Schools) ที่อัดฉีดเทคโนโลยีและเน้นการสอนแบบ Child-Centered ให้เด็กคิดวิเคราะห์เป็นมากกว่าท่องจำ
พ.ศ. 2548 - 2549: สร้าง "สมอง" และ "พื้นที่ปล่อยของ" ปฏิรูปเชิงลึกถึงระดับพัฒนาการด้วย ถุงรับขวัญ (Baby Box) ส่งต่อความรู้เรื่องการพัฒนาสมอง (BBL) ให้พ่อแม่ปั้นเด็กไทยให้ฉลาดตั้งแต่อยู่ในเปล และสร้าง TK Park พื้นที่เรียนรู้นอกตำราที่รวมดนตรี ศิลปะ และไอทีเข้าด้วยกัน รวมถึงการกวาดล้างยาเสพติดอย่างเด็ดขาดเพื่อดึงเยาวชนกลับสู่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ในขณะที่เครื่องยนต์การศึกษากำลังเร่งเครื่องสู่ระดับสากล การรัฐประหารกลับเข้ามา "หยุดเวลา" ของเด็กไทยไว้ นโยบายที่กำลังเห็นผลถูกแช่แข็ง ถูกเปลี่ยนชื่อ หรือถูกปล่อยให้ฝ่อไปเพียงเพราะเป็นนโยบายของฝั่งตรงข้ามทางการเมือง
จริงที่ว่าการศึกษาไทยไม่ได้พังเพราะกรรมเก่า แต่มันพังเพราะ "วิสัยทัศน์ที่ถูกตัดตอน" ทิ้งให้เราวนเวียนอยู่กับโครงสร้างเดิมๆ ที่ตามโลกไม่ทันมาเกือบ 20 ปี
ลองคิดดูว่าถ้าวันนั้นไม่ถูกขัดจังหวะ ปัจจุบันเราจะมีแม่ทัพทางเศรษฐกิจที่จบจากทุน ODOS กี่หมื่นคน? และเด็กไทยจะก้าวไปไกลขนาดไหนในเวทีโลก?