โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับเรืออินโด 2 ลำ พร้อมลูกเรือ 19 คน ลอบทำประมงน่านน้ำไทย ยึดเรือ-คุมตัวดำเนินคดี

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 06.52 น.

จับเรืออินโด 2 ลำ พร้อมลูกเรือ 19 คน ลอบทำประมงน่านน้ำไทย ยึดเรือ-คุมตัวดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 (ศรชล.ภาค3) ร่วมกับ ทัพเรือภาคที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จับกุม เรือประมงสัญชาติอินโดนีเซีย จำนวน 2 ลำลูกเรือ 19 คน ขณะทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำในพื้นที่อันดามัน ห่างจากภูเก็ต ประมาณ 70 ไมล์ทะเล โดยควบคุมเรือประมงทั้งสองลำเข้ามาที่หลักเทียบเรือทัพเรือภาคที่ 3 และควบคุมตัวลูกเรือทั้ง 19 คน ขึ้นฝั่งที่ท่าเทียบเรือศุลกากรภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต

พลเรือโทวีรุดม ม่วงจีน ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 /ผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 3 กล่าวว่า ศรชล.ภาค 3 และทัพเรือภาคที่ 3 ได้รับแจ้งจากชาวประมงที่ทำการประมงบริเวณทางทิศตะวันตกของเกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา ประมาณ 60-70ไมล์ทะเล เมื่อ10 มี.ค.69 พบกลุ่มเรือประมงต่างชาติเข้ามาทำการประมงในพื้นที่

หลังรับแจ้งจึงส่งอากาศยานขึ้นบินลาดตระเวนทางทะเล พบกลุ่มเรือประมงต่างชาติทำการประมง กระจัดกระจายในพื้นที่ ประมาณ 60-70 ไมล์ทะเลทางทิศตะวันตกของเกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา โดยได้ติดตามตั้งแต่วันที่ 10 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 13.00 น เป็นต้นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเรือหลวงคลองใหญ่ประสานการปฏิบัติ ซึ่งได้เดินทางเข้าถึงพื้นที่ในกลางดึกคืนวันที่ 10 มีนาคม 2569 ตรวจพบครั้งแรก 1 ลำ เป็นเรือประมงขนาดไม่ใหญ่มาก

บริเวณที่ตรวจสอบ สภาพคลื่นลมบริเวณกลางคืนเป็นเดือนมืด มีฝนตกหนัก คลื่นลมแรง จึงพยายามให้เรือประมงลำดังกล่าว หยุดเรือเพื่อขึ้นตรวจสอบและตรวจค้น ดำเนินการตามขั้นตอน จึงสามารถควบคุมเรือลำที่ 1 ได้ ลูกเรือ 5 คน จากนั้น เรือหลวงคลองใหญ่ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า มีเรือประมงอินโดนีเซีย อีก 1 ลำ เป็นเรือขนาดใหญ่ มีลูกเรือ 14 คน จึงควบคุมเรือลำที่ 2 ได้ รวมลูกเรือทั้งหมด 19 คน

จากการสอบถามเรือประมง ทั้ง 2 ลำ ทราบว่า เดินทางมาจาก อาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย จุดที่ควบคุมเรือ อยู่ห่างจากภูเก็ตทางทิศตะวันตกประมาณ 70 ไมล์ทะเล ห่างจากอาเจะห์ ประมาณ 120-130 ไมล์ทะเล

เจ้าหน้าที่ฯ ยืนยัน จุดที่จับกุมอยู่ในเขตอำนาจของศาลไทย จึงดำเนินการตาม พรบ.ประมง ทำการควบคุมเรือประมงอินโดนีเซียทั้ง 2 ลำ เข้ามาที่หลักเทียบเรือทัพเรือภาคที่ 3 และ คุมตัวลูกเรือ ทั้ง 19 คน ทำการสอบสวนที่ท่าเทียบเรือศุลกากรภูเก็ต ดำเนินการตามขั้นตอน เพื่อส่งมอบลูกเรือประมงทั้งหมดให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย และประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด กับกงสุลอินโดนีเซีย รวมถึงกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ลูกเรือที่จับกุมทั้งหมด ได้รับการดูแลอย่างดี ไม่มีการพันธนาการ ได้มอบอาหารและเครื่องดื่มให้กับลูกเรือประมงดังกล่าว

สำหรับ การจับกุมเรือประมงต่างชาติที่ทำการรุกล้ำน่านน้ำเข้ามาทำการประมงในประเทศไทยโดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งอันดามันได้ทำการจับกุมอย่างต่อเนื่อง ในห้วงที่ผ่านมา โดยในปีงบประมาณ 2569 จับกุมเรือประมงมาเลเซีย 1 ลำ และ ล่าสุดครั้งนี้จับกุมเรือประมงอินโดนีเซีย 2 ลำ

ทางด้าน นาวาตรี ณัฐนันทน์ คัมภีระพันธุ์ ผู้บังคับการ เรือหลวงคลองใหญ่กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจพบเรือประมงทั้ง 2 ลำชักธงอินโดนีเซีย ทางเจ้าหน้าที่ฯ ได้ แสดงตัวและทำการจับกุมเรือ พร้อมลูกเรือและลากเรือทั้งสองลำกลับมาที่เกาะภูเก็ต ไม่มีการต่อสู้ใดๆทั้งสิ้น ไม่เกิดข้อขัดข้องใดๆ

ทางด้าน นายประยุธ รัตนวรรณ ประมงจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เรือประมงสัญชาติอินโดนีเซีย 2 ลำ ที่จับกุมได้ในครั้งนี้ ประเภทเรืออวนลาก และเครื่องมือเบ็ดมือ ซึ่งทั้งอวนลากและเบ็ดมือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในแหล่งประมง จะใช้ในแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำที่ค่อนข้างชุกชุม

การกระทำความผิดของเรือทั้งสองลำเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติและข้อกฎหมายหลายหน่วยงาน แต่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคประมง เกี่ยวข้องกับพรบ.ว่าด้วยสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย ซึ่งในที่นี้ เป็นเรือต่างชาติเข้ามาทำประมงไทย ฝ่าฝืนมาตรา 7 (1) ซึ่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจหรือที่ได้รับแต่งตั้งสามารถเข้าดำเนินการตามกระบวนการปกครอง กฎหมายอาญามาตรา 10 สามารถมีอำนาจยึดเรือ ของกลาง ยึดสัตว์น้ำของกลาง และลงโทษตามมาตรา 11 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยสิทธิเขตการประมงไทย

เรือที่จับกุมได้จะต้องทำการริบไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด และรอการตัดสินของกระบวนการกฎหมาย โดยเฉพาะ การพิจารณาคดีพิพากษา ซึ่งจะยึดหรือจะคืนของกลางอยู่ที่กระบวนการกฎหมาย

การที่ประมงต่างชาติรุกล้ำน่านน้ำไทยบ่อยครั้งเนื่องจากความชุกชุมของทรัพยากร ในน่านน้ำไทย ภายใต้การบริหารจัดการของกรมประมง ที่มีการควบคุมกำกับบริหารจัดการใช้เครื่องมือให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ในน่านน้ำไทย ด้วยกระบวนการของเรือประมงไทย มีการควบคุมกำกับอย่างต่อเนื่องเกิดผลดีให้มีทรัพยากรสัตว์น้ำชุกชุมในน่านน้ำไทย จึงทำให้มีเรือประมงต่างประเทศ ลักลอบเข้ามาทำการประมงอย่างต่อเนื่อง มีการจับกุมเกิดขึ้นอย่างเป็นระยะ

ไทม์ไลน์เหตุการณ์ เรืออินโดนีเซีย รุกล้ำน่านน้ำไทย

พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน เปิดเผยว่า การปฏิบัติการกวดขันดูแลปัญหาการรุกล้ำน่านน้ำเพื่อทำการประมงของบุคคลประเทศเพื่อนบ้านชาวอินโดนีเซียทั้งหมด มีเหตุการณ์ในอดีต หลายเหตุการณ์ ดังนี้

20 พฤษภาคม 2568
จับกุมเรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 2 ลำ ลูกเรือจำนวน 18 คน ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตห่างฝั่งประมาณ 80 ไมล์

24 เมษายน 2568
จับกุมเรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 1 ลำ ลูกเรือจำนวน 5 คน บริเวณใกล้เกาะหลีเป๊ะ

9 ตุลาคม 2566
จับกุมหรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 3 ลำ ลูกเรือ 40 คนบริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตห่างฝั่งประมาณ 70 ไมล์

25 สิงหาคม 2566
จับกุมเรือประมงลักลอบทำการประมงรุกล้ำน่านน้ำไทยจำนวน 2 ลำพร้อมลูกเรือ 29 คน บริเวณทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ตห่างฝั่งประมาณ 80 ไมล์

ความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นในบางครั้งเรือประมงต่างชาติมักจะตัดทำลายซั้งของชาวประมงไทยที่ได้วางไว้ในบริเวณดัง กล่าวซึ่งเป็นซั้งน้ำลึก ซึ่งแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายในการลงทุน 50,000 – 100,000 บาทจำนวนสัตว์น้ำลดลงเนื่องจากถูกแย่งชิงทรัพยากร

ศรชล.ภาค 3 มุ่งมั่น ทุ่มเท ทั้งแรงกาย แรงใจ สติปัญญา เพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตและผล
ประโยชน์ของชาติทางทะเลฝั่งอันดามัน ให้พี่น้องประชาชนชาวอันดามัน สามารถดำรงชีวิตได้อย่าง
ปลอดภัย ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สืบไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับเรืออินโด 2 ลำ พร้อมลูกเรือ 19 คน ลอบทำประมงน่านน้ำไทย ยึดเรือ-คุมตัวดำเนินคดี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...