โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชื่นชม 'พระโตน' สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์เส้นทางธรรม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 07.24 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 07.01 น.

ชื่นชม ‘พระโตน’ สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์เส้นทางธรรม
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม จากกรณี พระพรหมวชิโรดม รองแม่กองบาลีสนามหลวง ประกาศผู้ผ่านการสอบเปรียญธรรม 8 ประโยค สอบ 903 รูป ขาดสอบ 239 รูป สอบ 664 รูป สอบได้ 206 รูป โดย 1 ในนั้นมีพระมหาจักรธร อตฺถธโร หรือพระโตน วัดบวรนิเวศวิหาร ที่สอบผ่านด้วย

ทั้งนี้ พระมหาจักรธร อตฺถธโร หรือพระโตน วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นอดีตนักร้องนำและนักแต่งเพลงวงโซฟา เจ้าของเพลงดังยุค 90 อย่างเรื่องมหัศจรรย์ รวมไปถึงโปรดิวเซอร์ผู้แจ้งเกิด ลุลา และยังเคยเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับศิลปินอีกหลายคน

ซึ่งเคยให้สัมภาษณ์ มติชน ถึง เส้นทางธรรม พุทธศาสนากลางวิกฤตศรัทธา ดังนี้

หลังตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์มาตั้งแต่ปี 2559 “พระมหาจักรธร” สอบผ่านเปรียญธรรม 7 ประโยค และกำลังศึกษาเปรียญธรรม 8 ประโยค ควบคู่กับการเป็นพระอาจารย์สอนบาลีให้กับพระภิกษุ สามเณร ที่ศูนย์การเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี วัดบวรนิเวศวิหาร

พระมหาจักรธร ได้สะท้อนมุมมองและเส้นทางภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ พร้อมร่วมกันขบคิดถึงแนวทางที่จะทำให้พระพุทธศาสนาเจริญงอกงามและ “ผลิบาน” ท่ามกลางกระแสวิกฤตศรัทธาที่ถาโถมเข้ามาในสังคมปัจจุบัน

บางเรื่องก็ง่าย บางเรื่องก็ยาก

หลวงพี่โตนเล่าว่า ใช้ชีวิตก่อนบวชมานาน มีแนวคิดและความมั่นใจในแบบของตัวเองพอสมควร แต่พอมาบวช มีโอกาสได้มาศึกษาคำสอน ได้พบสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนมากมาย เป็นทั้งมุมมอง วิธีคิด รวมไปถึงวิธีปฏิบัติในชีวิต ช่วงแรกพบว่า บางเรื่องตัวเราก็มีมุมมองที่สอดคล้องกับคำสอน แต่บางเรื่องเราก็ไม่ได้มองแบบที่ท่านสอน การเข้ามาบวช ต้องอยู่ในระเบียบวินัยที่ท่านวางพร้อมกับท่องจำบทสวดมนต์มากมายที่ล้วนมีความหมาย แม้แรกๆ ยังไม่เข้าใจแต่ก็อ่านคำแปล ผ่านไปหลักวัน หลักเดือน จนกลายเป็นหลักปี ต้องยอมรับว่า การฟังสิ่งที่ท่านสอน การทำตามวิธีที่ท่านแนะนำนั้น สร้างความเปลี่ยนแปลงในตัวเองหลายอย่าง แต่การฝึกและปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนสำหรับตัวหลวงพี่นั้น บางเรื่องก็ง่าย แต่บางเรื่องก็ยาก

ในเรื่องง่าย ตัวอย่างเช่น เรื่องการอยู่ในสถานที่ที่เงียบสงบ โดยส่วนตัวเป็นคนชอบอยู่ในที่เงียบๆ อยู่แล้ว โดยเฉพาะงานที่ทำก่อนบวช ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนต่างๆ หรืองานบันทึกเสียง จะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในสถานที่มีความเงียบอยู่แล้ว ดังนั้น การอยู่ในสถานที่เงียบเป็นเวลานาน จึงเป็นเรื่องที่ปกติของตัวเองอยู่แล้ว ช่วงที่บวชพรรษาแรก ได้ไปจำพรรษาต่างจังหวัด กุฏิอยู่ไกล เงียบและไกลจากคนก็อยู่ได้สบายเป็นปีๆ เป็นเรื่องที่ก่อนและหลังบวชแทบไม่ต้องปรับตัว

แต่บางเรื่องยาก เช่นเรื่องการเรียน โดยส่วนตัวไม่ใช่เป็นคนที่ชอบเรียนหนังสือมากนัก การที่ได้มาเรียนบาลี มันมีเหตุผล อย่างแรก คือ อยากอ่านพระไตรปิฎกออก อยากรู้ว่าข้อความบาลีมีความหมายว่าอย่างไร อีกอย่าง คือ อยากรู้ว่าตัวเองจะมีความสามารถสอบผ่านเปรียญธรรมได้หรือไม่ ด้วยความที่ไม่ใช่คนเรียนเก่ง อายุเริ่มมากขึ้น ประกอบกับการเรียนบาลีต้องใช้ความจำและความเข้าใจมาก ทำให้การเรียนบาลีจึงกลายเป็นเรื่องยากและใช้เวลามากสำหรับตัวเรา

ประโยชน์เพื่อตัวเอง ประโยชน์เพื่อผู้อื่น

หลักสูตรการเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของสนามหลวงที่เรียกว่าเปรียญธรรมนั้น สูงสุดที่ 9 ประโยค จากวันที่เริ่มเรียนถึงตอนนี้สอบผ่านมาได้จนถึง 7 ประโยค หลังจากที่สอบผ่าน 5 ประโยคนั้น ทางวัดฝากงานให้ช่วยสอนนักเรียนประโยค 1-2 ทุกวันนี้เลยกลายเป็นทั้งนักเรียนชั้นประโยค ป.ธ.8 และครูสอนชั้นประโยค 1-2 ในเวลาเดียวกัน

ความเปลี่ยนแปลงในตัวเองที่เกิดขึ้นรวมไปถึงเรื่องของการเรียนบาลีด้วยเหมือนกัน ท่านสอนเรื่องอตฺถญฺญุตา ความเป็นผู้รู้จักประโยชน์ โดยที่การทำประโยชน์มีทั้งทำเพื่อตนเองและเพื่อผู้อื่น เรียนๆ ไป พบว่าจากเดิมที่เรามุ่งมั่นเรียนเพื่อความสำเร็จของตัวเองเป็นสำคัญ ก็เริ่มเปลี่ยน เริ่มแบ่งเวลาในการเรียนของตัวเองไปสอนคนอื่น จากที่ได้สอนมา 3-4 ปี ก็ได้พบว่าเรามีความดีใจเมื่อเห็นนักเรียนที่เราสอนสอบผ่าน และสังเกตได้ว่าเป็นความดีใจที่ทำให้ผู้อื่นนั้นมันความรู้สึกที่ดีกว่าตอนที่เราสอบผ่านเองเสียอีก

ปัจจุบันมีพระ เณร สนใจเรียนบาลีน้อยลง

จากการสำรวจ ดูจะมีแนวโน้มเป็นอย่างนั้น การที่มีผู้เรียนภาษาบาลีน้อยลง มีหลายเหตุปัจจัย เช่น ทางด้านข้อมูลสถิติที่มีอัตราการเกิดน้อยลง เด็กที่เกิดเป็นเพศชายก็ดูจะมีจำนวนลดลง คนตัดสินใจบวชเรียนน้อยลงกว่าเมื่อก่อน ฯลฯ ส่งผลให้เกิดปัญหาศาสนทายาทผู้สืบต่อ ประกอบกับผู้เข้ามาบวชบางส่วนไม่ให้ความสำคัญกับศึกษาเล่เรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี รวมถึงยังมีอุปสรรคในการดำเนินงานของสำนักเรียนพระปริยัติธรรมหลายแห่ง เช่น ขาดบุคลากรครูผู้สอน ขาดงบประมาณ เป็นต้น หากใช้หลักสัปปุริสธรรมมองเรื่องนี้จะเห็นภาพชัดขึ้น สิ่งที่ปรากฏต้องทำความเข้าใจปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเหตุ ทั้งผล ทั้งกาลเวลาและข้อจำกัดต่างๆ ในทางปฏิบัติ ส่วนตัวมีความเชื่อว่าเรื่องนี้ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องได้ทำงานกันอย่างหนัก ได้มีการวางนโยบายและแนวทางแก้ไขไว้มากมาย ส่วนการลงมือปฏิบัติจริงมีปัญหาหน้างานมากมาย โดยส่วนตัวเชื่อว่าทุกนโยบายที่นำเสนอมาเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ผ่านการคิดและวางแผนมาเป็นอย่างดีและในฝ่ายดำเนินงานเชื่อว่าทุกคนทำอย่างเต็มที่ จะขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้สอนบาลีประโยค 1-2 มาตั้งแต่ปี 2565 สิ่งที่เกิดขึ้นคือ บางปีมีปัจจัยดีหลายอย่าง เช่น นักเรียนในชั้นเรียนอายุไล่เลี่ยกัน เข้ากันได้ดี ชวนกันมาเรียน แข่งกันแปล แข่งกันท่อง ส่งผลให้บรรยากาศในห้องเรียนดี ส่งผลทำให้ผลการสอบดีมาก แต่บางปีก็ไม่เป็นอย่างนั้น ไม่มีปัจจัยดีแบบที่เล่ามา

ดังนั้น หากมองเรื่องนี้เป็นภาพใหญ่ ตัวเราเป็นเหมือนคนตัวเล็กๆ ในภาพใหญ่นี้ ส่วนตัวมีความตั้งใจที่จะช่วยส่งเสริมเรื่องการเรียนบาลีแต่มีกำลังแค่นี้ วันนี้ช่วยด้วยการทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

วิกฤตวงการสงฆ์ในช่วงปีที่่ผ่านมา

ในมุมมองของหลวงพี่มองว่า จริงๆ แล้วเกิดวิกฤตแทบทุกวงการและน่าจะไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยด้วย น่าจะเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกด้วย ข่าววงการสงฆ์ที่เกิดขึ้น มีปัจจัยหลายด้านที่ต้องศึกษา หากศึกษาจากพระไตรปิฎก จะพบว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นนี้มีปรากฏตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว มีพระบางรูปที่เข้ามาบวชแล้วทำผิดต่างๆ นานา ชาวบ้านชาวเมืองตำหนิ ไม่ต่างจากที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เรื่องไปถึงพระพุทธเจ้า ท่านทรงสอบสวน วินิจฉัย บอกวิธีให้ว่าต้องทำอย่างไร โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขของผู้คน ในยุคปัจจุบัน พระพุทธเจ้าให้ใช้หลักพระธรรมพระวินัยเป็นศาสดาแทนพระองค์ ในเรื่องนี้ เราต้องศึกษาหลักพระธรรมพระวินัยแล้ววินิจฉัย

แล้วจัดการไปตามที่ท่านแสดงที่ท่านบัญญัติไว้ หากเรามองผ่านหลักทางพุทธศาสนาก็จะเห็นภาพชัดขึ้น ยกหลักสัปปุริสธรรมก็ได้ การจะเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเราต้องมีความรู้หลายด้านมาก ต้องรู้ทั้งธรรมชาติ รู้ประโยชน์ รู้จักตัวเอง รู้ข้อจำกัด รู้กาลเวลา รู้องค์กรและรู้จักแต่ละคนให้ชัด เป็นต้น

หลักธรรมสำคัญกว่าตัวบุคคล

ตอนบวชใหม่ๆ ยังติดวิธีคิดแบบเดิมๆ คือ ให้ความสำคัญเรื่อง การมีคนรู้จัก จำตัวเราได้ แต่ความรู้สึกจะกลับด้านกัน สมัยทำดนตรี การที่มีคนรู้จักตัวเราเยอะๆ เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่าดี แต่พอมาบวช รู้สึกว่าการที่มีคนรู้จักหรือจำเราได้ กลายเป็นไม่ดี เพราะรู้สึกไม่สงบ ไม่เป็นส่วนตัว ทำให้ช่วงแรก เวลาที่มีคนมาขอสัมภาษณ์ จะรู้สึกกังวล จนกระทั่งได้ปรึกษาครูบาอาจารย์ ท่านก็แนะนำว่าเอาหลักประโยชน์เป็นที่ตั้ง พยายามพูดในสิ่งที่มีหลักฐาน อ้างอิงได้และให้ระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นประกอบกับได้อ่านอุทานคาถา อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ (การกำจัด มานะ ว่าเป็นตัวเราออกได้ นั่นแหละเป็นความสุขที่สุด) จึงทำให้เปลี่ยนมุมมอง เวลาพูดหรือให้สัมภาษณ์ที่ไหน ก็พยายามยกหลักธรรมที่ได้เรียนได้ท่องจำขึ้นมา และลดความเป็นตัวเราลงให้มากที่สุด ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ต้องฝึกฝน

ธรรมะจะผลิบานในยุคปัจจุบันได้อย่างไร

คำถามนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้หลายพระสูตร จะขอยกตัวอย่างขึ้นมาหนึ่งพระสูตร ชื่อ สุคตวินัย เนื้อหาโดยสรุปว่า พระวินัยของพระสุคต เมื่อยังคงอยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อประโยชน์สุขของคนหมู่มาก พระวินัยของพระองค์แสดงไว้นั้นงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด โดยพระองค์ได้ประกาศทั้งอรรถและพยัญชนะครบถ้วน บริบูรณ์แล้ว พระองค์แสดงเหตุที่พระวินัยของพระองค์ จะเสื่อมหรือสูญหาย ก็ด้วยเหตุ 4 ประการ คือ 1 พระบวชเข้ามาแล้วเรียนบทพยัญชนะไม่ดี เรียนผิดลำดับ แม้การแปลก็แปลไม่ดี แปลผิดลำดับ 2 พระที่เข้ามาบวชเรียนเป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทน ไม่เรียนด้วยความเคารพ 3 พระที่เรียนจนจบ เป็นพหูสูต ทรงธรรม ทรงวินัย ไม่สอนผู้อื่นต่อด้วยความเคารพ 4 พระเถระผู้ใหญ่มีความประพฤติย่อหย่อน ทอดธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อให้ถึงธรรมที่ตนยังไม่บรรลุ จนชนรุ่นหลังเอาเป็นแบบอย่าง และพระสัทธรรมจะดำรงมั่นด้วยธรรม 4 ประการนี้ คือ 1 พระบวชเข้ามาเรียนพระธรรมวินัยตามลำดับให้ดีทั้งบทพยัญชนะและอรรถ 2 พระต้องประพฤติตัวให้ดี ศึกษาเล่าเรียนด้วยความอดทน เป็นคนว่าง่าย สอนง่าย เคารพพระธรรมคำสอน 3 ผู้ที่เรียนสำเร็จแล้วก็ช่วยถ่ายทอดบอกสอนต่อ 4 แม้จะเป็นพระเถระผู้ใหญ่แล้ว ต้องนำสิ่งที่เรียนทั้งหมดไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตตนเอง ไม่ทิ้งความเพียรจนกว่าจะสำเร็จตามที่ท่านสอน

ดังนั้น หากจะใช้หลักในสุคตวินัยสูตรนี้มาตอบคำถามนี้ จะสามารถเห็นภาพทั้งในด้านบวกและลบ เช่น ข่าววงการพระสงฆ์ที่ผ่านมา เราลองตรวจสอบดูไปทีละข้อว่าเกิดจากการที่พระเรียนและถือบทพยัญชนะคำสอนถูกต้องหรือไม่ แปลความหมายของบทพยัญชนะถูกต้องหรือไม่ พระที่ศึกษาเล่าเรียนนั้น เรียนกันด้วยความเคารพหรือไม่ ผู้ที่สอนธรรมะเป็นพหูสูตตามคุณสมบัติที่พระองค์ระบุไว้หรือไม่ และสุดท้าย พระเถระผู้หลักผู้ใหญ่ทอดธุระ ทิ้งความเพียรหรือไม่ เป็นต้น ทุกเรื่องสามารถนำหลักธรรมที่ท่านสอนมาทำความเข้าใจ มามองปัญหาได้ หากอยากปรับปรุงแก้ไขก็ทำไปตามหลักที่ท่านวาง ผิดก็ปรับ หากส่วนไหนดีอยู่แล้วก็เสริม หากส่วนไหนบกพร่องก็เติม ทำได้ครบตามที่ท่านวางเมื่อไหร่ก็ได้ผลที่ผลิบานเมื่อนั้น

จะเรียนถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค หรือไม่…

อยู่ที่บุญของเรา ถ้ามีบุญคงได้ ถ้าไม่มีบุญ คงไปไม่ถึง แต่อย่างไรก็ตาม ก็พยายามสะสมบุญด้วยการอ่าน การท่อง การเขียน การถามจากครูบาอาจารย์สั่งสมบุญไปเรื่อยๆ ได้แค่ไหนแค่นั้น พยายามอยู่กับปัจจุบัน ทำให้ดีที่สุด วางเจตนาที่ประโยชน์ เอาตามกำลังเราที่ไหว เพราะอายุที่มากขึ้น ร่างกายก็แย่ลงเป็นธรรมดา ทั้งสายตา ความจำ และการศึกษาในทางพระพุทธศาสนาต้องควบคู่กับการนำไปปฏิบัติด้วย สรุปคือ จะพยายามทำให้ดีที่สุด แต่จะไปได้ถึงไหนตามเหตุปัจจัย

จะบวชต่อไปอีกนานแค่ไหน

เวลามีคนถามคำถามนี้ จะตอบว่า ถ้าเห็นก็ยังอยู่ ถ้าไม่เห็นก็ไม่อยู่แล้ว ความจริงที่อยู่มาได้ 10 ปีไม่ได้คิดว่าจะอยู่มาถึง 10 ปีเลย จริงๆ ตั้งใจบวชแค่ 3 เดือน แต่มีเหตุปัจจัยพาเรามาถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่าเหตุปัจจัยข้างหน้าจะพาเราไปไหนต่อ สรุปว่า ตอนนี้พยายามอยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งที่มีประโยชน์ เช่น เรียนหนังสือ ตอนนี้เอาแค่นี้ก่อน

10 ปีในร่มกาสาวพัสตร์ จากเส้นทางสายดนตรี สู่เส้นทางการบวชเรียน

ก่อนบวช เราก็คิดก็ทำในแบบที่เราเชื่อเราถนัดเรื่อยมา พอมาบวช พอได้เรียน ได้รู้อะไรใหม่ๆ มากมาย เวลานี้ สนใจเรื่องทิฐิความเห็น เพราะคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของแต่ละคนให้ดำเนินไปต่างๆ กัน คำสอนในพระพุทธศาสนาสอนให้เชื่อในการให้ เชื่อในผลและวิบากกรรมดีกรรมชั่ว พระคุณคุณแม่คุณพ่อ ไปจนถึงครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้นมีอยู่จริงๆ โดยที่เรื่องเหล่านี้ หากถามคนในปัจจุบันจะพบว่ามีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้คือ คนที่เชื่อในเรื่องของทาน ย่อมเป็นคนแบ่งปันคนที่เชื่อในวิบากกรรม ย่อมเว้นการทำบาปและชอบทำบุญ คนที่เชื่อในพระคุณคุณแม่คุณพ่อ ก็ย่อมดูแลแม่และพ่อ คนที่เชื่อว่ายังมีพระสงฆ์ดีๆ อยู่ก็จะหาโอกาสไปเข้าวัด มีโอกาสได้ฟังธรรม ได้ฝึกตนเองให้เป็นคนที่มีศีล มีธรรม มีปัญญา และคนที่มีอุปนิสัยแบ่งปัน ไม่ทำบาป ชอบทำบุญ รักครอบครัว ฝึกฝนตัวเองให้เป็นคนดี แน่นอนว่าจะอยู่ในบ้านไหน สังคมไหน ที่นั่นก็ย่อมมีความสุข เรื่องสัมมาทิฐิจึงไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เป็นรากฐานที่จะทำให้มนุษย์ในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ เป็นสิ่งที่ผู้คนในทุกยุคสมัยปรารถนา ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงเป็นคำสอนที่เชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์มาก เชื่อมั่นว่ามนุษย์พัฒนาได้ ฝึกให้ดีให้ประเสริฐได้

ตลอด 10 ปีของการบวชของหลวงพี่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่การเรียนรู้และฝึกไปตามที่ท่านแนะนำ เรื่องไหนทำได้ ก็จะเห็นผลดีในเรื่องนั้น การที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทีละน้อยในทางที่ดีทำให้เราเปิดใจและพยายามศึกษาหลักธรรมมากขึ้น พยายามฝึกตัวเองมากขึ้น มีความเชื่อมั่นว่านี่เป็นหนทางที่ทำให้เราได้พบประโยชน์และความสุขอย่างแท้จริง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ชื่นชม ‘พระโตน’ สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์เส้นทางธรรม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...