ประมวลเรื่องราวเบื้องหลังความยิ่งใหญ่งานน่าน The Legacy of Love งานส่งท้ายปีที่ถ่ายทอดสิเนหามนตาแห่งลานนาได้อย่างแท้จริง
นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป “น่าน” จะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายของจังหวัดท่องเที่ยวที่สามารถสะท้อนความยิ่งใหญ่ผ่านเสน่ห์ท้องถิ่น และการเฉลิมฉลองงานปีใหม่ที่น่าจดจำและน่าเดินทางไปเยี่ยมเยือนอย่างแน่นอน
เมื่อช่วงรอยต่อปลายปี 2568 ย่างเข้าศกใหม่ 2569 ที่ผ่านมา จังหวัดน่านได้จัดงานยิ่งใหญ่ระดับจังหวัดของพวกเขาในชื่อ “น่าน – The Legacy of Love : งานสืบสานประเพณี วัฒนธรรม และเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”
นับเป็นครั้งแรกที่จังหวัดน่านได้จัดงานในสเกลที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทั้งยังมีความหมายมากกว่าแค่เป็นการจัดงานเฉลิมฉลองส่งท้ายปีทั่วๆ ไป เพราะถือเป็นงานที่ขับเคลื่อนด้วยหัวจิตหัวใจ สรรพกำลัง ศักยภาพ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นของ “ชาวน่าน” ล้วนๆ แบบไม่ได้พึ่งพา กองทัพศิลปิน หรือ ดารา ในการร่วมโปรโมทแม้แต่น้อย
ในฐานะที่ทีมกองบรรณาธิการ THE STANDARD ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนงานน่าน – The Legacy of Love ในฐานะอาคันตุกะด้วยเช่นกัน เราจึงได้รวบรวมบรรยากาศ ความประทับใจ และความยิ่งใหญ่ของงานท้องถิ่นที่จัดขึ้นในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้ร่วมซึมซับและสัมผัสกับโมเมนท์ที่น่าจดจำจากอีเวนท์ยิ่งใหญ่ที่จัดโดยเจ้าบ้านจากเมืองเหนือผู้รักสงบ แต่ไม่เคยเหนียมอายที่จะสะท้อนความยิ่งใหญ่ ประวัติศาสตร์ และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพวกเขาออกมาให้ผู้คนได้รับรู้
น่าน – The Legacy of Love จากตำนาน “กระซิบรักบันลือโลก” สู่งานประจำจังหวัดสุดยิ่งใหญ่อลังการ
เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ครั้งหนึ่งคุณต้องมีโอกาสได้พบเห็นหรือผ่านตาภาพจิตรกรรมฝาผนังอันโด่งดังของเมืองน่าน “กระซิบรักบันลือโลก” ผลงานจิตรกรรมปู่ม่านย่าม่าน โดยศิลปินที่มีชื่อว่า หนานบัวผัน ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน
งานจิตรกรรมดังกล่าวเผยให้เห็นภาพเขียนของชายหนุ่มกำลังเกาะไหล่ของสาวผู้เป็นที่รัก และกำลังอยู่ในอากัปกริยากำลังกระซิบบอกรักเธออยู่ ซึ่งภายหลังภาพจิตรกรรมภาพนี้ได้โด่งดังไปทั่วโลก ไม่ได้จำกัดอยู่ที่แค่ประเทศไทยแต่อย่างใด
และในขณะเดียวกัน ภาพเขียนภาพนี้ก็ถูกจดจำกลายเป็น “ภาพจำ” ของจังหวัดน่านไปโดยปริยาย
และจากงานจิตรกรรมกระซิบรักบันลือโลกนี้เองก็ได้ถูกต่อยอดไปสู่การเป็น “จุดตั้งต้น” แนวคิดและแรงบันดาลใจของการจัดงาน น่าน – The Legacy of Love ขึ้นผ่านแนวคิดเรื่อง “ความรักและความอบอุ่น” ซึ่งก็ตรงตามชื่อคอนเซปท์งานที่มีความหมายถึงการเป็นมรดกแห่งความรัก
ตัวงานยังได้นำเอาแนวคิดความรักและความอบอุ่นมาใช้เป็นธีมหลักที่บอกเล่าเรื่องราวของจังหวัดน่าน ให้คนที่เดินทางมาที่งานได้รู้จักเมืองน่าน ผ่านช่วงเวลาต่างๆ ทั้ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
เนื้อหาความตั้งใจและเรื่องราวทั้งหมดถูกถ่ายทอดร้อยเรียงออกมาจัดแสดง ณ ยังใจกลางเมืองน่าน ถนนสุริยพงษ์ ถนนเส้นหลักที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเมืองน่านที่ถูกเนรมิตขึ้นให้เป็นพื้นที่จัดงาน ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสวยงามทางวัฒนธรรมโบราณในแบบที่จับต้องได้ง่ายและอบอุ่น
“เงาฮักแห่งวันวาน / มวลฮักแห่งกาลนี้ / แสงฮักแห่งเมืองใหม่” 3 โซนจัดแสดงเรื่องราวและเสน่ห์เมืองน่านพร้อมกิจกรรมอัดแน่น
สำหรับโซนจัดแสดงในงาน ได้มีการแบ่งออกเป็น 3 โซนใหญ่ๆ ตามช่วงเวลา คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
เริ่มต้นที่ โซนอดีต – ‘เงาฮักแห่งวันวาน’ : ตั้งอยู่บริเวณวัดมิ่งเมือง ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักออกมาเป็นกิจกรรม ‘เขียนฮักด้วยใจ’ ที่ผสานการเขียนภาษาล้านนาเข้ากับเทคโนโลยี interactive wall projection และกิจกรรมเซียมซี เสี่ยงฮัก เสี่ยงโชค รวมไปจนถึง ตู้ถ่ายรูป ‘ฮักแต่ปางก่อน’ ที่ใช้ Ai เปลี่ยนภาพถ่ายผู้มาร่วมกิจกรรมให้กลายเป็นชาวล้านนา
ทำให้คนที่มาร่วมสนุกได้ซึมซับศิลปะวัฒนธรรมโบราณในรูปแบบร่วมสมัย ในโซนนี้ยังมีการจำลองตลาดล้านนาโบราณ ที่มีทั้งอาหารพื้นเมือง และงานหัตถกรรมดั้งเดิม นำมาขายโดยคนท้องถิ่น รวมถึงการจัดเวที ‘รากเหง้าเงาเดิม’ นำเสนอ ละครเงา อันเป็นศิลปะการแสดงเก่าแก่ โดยกลุ่มนาฏยศิลป์น่าน ที่หารับชมได้ยาก เรียกได้ว่าเป็นโซนที่น่าตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ที่ได้รับประสบการณ์
โซนปัจจุบัน ‘มวลฮักแห่งกาลนี้’: เปิดพื้นที่บริเวณหน้าศูนย์การเรียนรู้นันทสิปาคารให้เป็นกลายเป็นลานวัฒนธรรม ชวนให้คนรุ่นเก่า และคนรุ่นใหม่ มาบรรจบพบกันผ่านงานคราฟท์ที่อยู่ในรูปแบบ Workshop งานหัตถศิลป์พื้นเมือง
ทั้งการทำตาแหลว ถักกำไลฝ้ายด้ายแดง และการทำโคมมะเต้า รวมถึงพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภาพ พระราชกรณียกิจเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยภาพผู้ชนะการประกวด ภาพวาดและภาพถ่ายในหัวข้อ ‘ฮักน่าน’ ทำให้โซนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความอบอุ่น ที่คนน่านทุกรุ่นได้แบ่งปันช่วงเวลาร่วมกัน
โซนอนาคต ‘แสงฮักแห่งเมืองใหม่’: ใช้พื้นที่สวนศรีเมือง เปิดเป็นพื้นที่ของคนน่านรุ่นใหม่ให้ได้มานำเสนอศิลปะการแสดงอันทันสมัยบนเวที ‘ผีเสื้อแห่งความหวัง’ทั้งการเต้น Cover Dance โดยเยาวชนชาวน่าน และการแสดงดนตรีรูปแบบดีเจ พร้อมตกแต่งสวนศรีเมืองด้วยงาน Lighting Installation
และกิจกรรม The Wishing Bridge เนรมิตสะพานดอกชมพูภูคา ดอกไม้หนึ่งเดียวในโลกที่เบ่งบานบนผืนแผ่นดินน่าน ที่เบ่งบานโอบล้อม คำขอพร จากผู้คนที่ได้มาเยี่ยมเยือน นำมาฝากไว้ที่สะพานแห่งนี้ ด้วยความหวังและกำลังใจในการเติบโตต่อไปสู่อนาคต
ประติมากรรมน่านนาคา ชุดที่ 1 พญาศรีสัตตนาคราช
ประติมากรรมโคมพญานาคยักษ์ “น่านนาคา” 8 ชุด ผลงานที่สะท้อนเรื่องราว ประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ความศรัทธา และศักยภาพงานฝีมือชาวน่านไว้ด้วยกัน
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานในครั้งนี้คือ ประติมากรรมโคมพญานาคยักษ์ ทั้ง 8 ชุด ที่ถูกวางทอดยาวเชื่อมกิจกรรม 3 โซนเข้าไว้ด้วยกัน ตลอดทั้งถนนสุริยพงษ์ที่มีความยาวถึง 888 เมตร
งานประติมากรรมสุดตระการตาชุดนี้เป็นการจัดแสดงชิ้นงานหัตถศิลป์พื้นถิ่นที่แฝงไว้ด้วยรางเหง้าทางความคิดที่มีความละเมียดละไม เช่นเดียวกันกับฝีมือการสรรค์สร้างผลงานอันประณีตบรรจง
ซึ่งการเลือกใช้โคม ถือเป็นตัวแทนที่สื่อถึงงานช่างโบราณและเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ มาบรรจบกับรูปทรงพญานาค 8 ชุด ที่เป็นทั้งอัตลักษณ์ของชาวน่าน เป็นความเชื่อและความศรัทธา ที่แฝงไว้ด้วยความหมายอันดีงาม สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ และความมีสุขสิริมงคล ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างเหมาะสมลงตัว แก่ช่วงเวลาส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
โดยโคมพญานาคทั้งหมดที่ได้ชมกันในงานเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยแรงใจของชาวน่านในพื้นที่กว่าร้อยชีวิต จากกลุ่มช่างพุทธศิลป์โคมโบราณจากวัดและชุมชนรอบเมือง, กลุ่มนายช่างฝีมืออำเภอปัว, ชุมชนหัตถศิลป์อำเภอภูเพียง, กลุ่มช่างทอผ้าและงานเส้นใยจากตำบลเรือง ไปจนถึง ชาวม้งและกลุ่มดอกไม้ประดิษฐ์บ้านป่ากลาง ที่มาร่วมกันรังสรรค์ผลงานหัตถศิลป์
ประติมากรรมน่านนาคา ชุดที่ 2 พญามุจลินท์นาคราช
ทั้งยังมีการใช้วัสดุท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นงานไม้ไผ่ งานประติมากรรมกระดาษ งานถักตอก งานผ้า หรืองานฉลุลาย ผสานกันจนออกมาเป็น โคมไฟพญานาคยักษ์สุดตระการตา ที่สร้างด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า
ประติมากรรมน่านนาคา ชุดที่ 3 พญาภุชงค์นาคราช
ประติมากรรมน่านนาคาที่จัดแสดงภายในงานจึงไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงศิลปะ หากแต่เปรียบเป็นภาพสะท้อนการเดินทางผ่านแสง เงา และศรัทธาของเมืองน่าน เรื่องราวพญานาคทั้งแปดองค์เชื่อมโยงอดีต ความเชื่อ
ประติมากรรมน่านนาคา ชุดที่ 4 พญาวาสุกรี
ประติมากรรมน่านนาคา ชุดที่ 5 พญาอนันตนาคราช
ประติมากรรมน่านนาคา 6 พญาวิรูปักษ์
และที่สำคัญที่สุดคือสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดพลังสร้างสรรค์ของผู้คนในปัจจุบันเข้าด้วยกันอย่างงดงาม นิทรรศการครั้งนี้จึงเป็นทั้งบทบันทึกทางวัฒนธรรม และภาพสะท้อนของชุมชนที่ยังคงมีชีวิต พร้อมส่งต่อมรดกแห่งความหมายสู่อนาคตได้อย่างแท้จริง
ประติมากรรมน่านนาคา 7 พญาศรีสุทโธนาคราช
ประติมากรรมน่านนาคา 8 พญาสุวรรณนาคราช
และนอกเหนือจากประติมากรรมน่านนาคา ในงานยังมีการแสดงชุดพิเศษต่างๆที่รวมรวบมาไว้ที่ใจกลางข่วงเมือง บริเวณเวทีการแสดงหลัก ที่มีทั้งการแสดงออเครสตร้าล้านนาร่วมสมัย เป็นการแสดงแบบผสมผสานของดนตรีสากลกับเครื่องดนตรีพื้นถิ่นของน่าน สะล้อ ซอ พิณ การแสดงนาฏยศิลป์พื้นถิ่น
ทั้งการแสดงโขนเด็ก และการแสดงชุดพญาผานอง ที่หาชมได้ยาก รวมถึงงานการจัดโชว์พลุและโดรนเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในชื่อชุด Lovelight in My Heart สิเหน่หาส่องหล้า ประกายรักนิรันดร์ คู่แผ่นดิน ซึ่งเป็นการจัดแสดงพลุและโดรนที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ กับความรักที่พระองค์มีต่อชาวไทย และในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยการถ่ายทอดภาพแห่งความรัก ความคิดถึง และความศรัทธา ออกมาเป็นความประทับใจที่ทุกคนที่ได้ร่วมประสบการณ์
ตลอดช่วงเวลาทั้ง 3 วันของการจัดงาน น่าน – The Legacy of Love บรรยากาศในเมืองน่านเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภูมิใจของผู้คน ไม่เพียงแต่ชาวเมืองน่านที่ภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ขับเคลื่อนให้งานเกิดขึ้นได้จริง แต่แขกจากเมืองอื่นๆ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังน่านก็ยังได้ซึมซับ และสัมผัสกับความประทับใจจากตัวงานทั้งหมดในเวลาเดียวกัน
น่าน – The Legacy of Love จึงเป็นมากกว่างานเฉลิมฉลองช่วงปลายปี เพราะในที่นี้ ชาวเมือง ผู้คน และทุกชีวิตที่อยู่เบื้องหลังการจัดงาน ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนงานงานนี้ ให้กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ ถ่ายทอดความภาคภูมิใจ ขับเคลื่อนพลวัตเมือง ร่วมถ่ายทอดเรื่องราว ‘ความรัก’ อันเป็นธีมหลักในการจัดงาน
ยิ่งไปกว่านั้น การจัดงานระดับจังหวัดเช่นนี้ของน่าน ยังถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ใหม่ที่สะท้อนให้เห็นถึงการดันบาร์ “มาตรฐานใหม่” ที่ต่างออกไปในการมุ่งมั่นจัดงานสเกลจังหวัดที่ผู้คนในเมืองต่างก็ภาคภูมิใจและร่วมกันผลักดันจนตัวงานประสบความสำเร็จจนเป็นประวัติการณ์ จนทำให้ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในงานกลายเป็นเรื่องราวที่น่าจดจำ อบอุ่น และยากจะลืมเลือน