โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากเปลือกผลไม้สู่นวัตกรรมวัสดุและงานตกแต่งภายในของสตาร์ทอัพไทย UPCYDE

Capital

อัพเดต 12 มี.ค. เวลา 10.18 น. • เผยแพร่ 12 มี.ค. เวลา 10.16 น. • Insight

plant-based material หรือนวัตกรรมวัสดุจากพืชที่แปรรูปจากเปลือกผลไม้ กำลังกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีด้านความยั่งยืนที่น่าจับตามอง และตอนนี้หนึ่งในแบรนด์ของคนไทยที่พัฒนานวัตกรรมนี้จนต่อยอดเป็นธุรกิจได้สำเร็จคือ UPCYDE

มาย การุณงามพรรณ ผู้ก่อตั้ง UPCYDE เล่าว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่เริ่มทำแบรนด์รองเท้า BRAVE SHOES ซึ่งเป็นรองเท้าดีไซน์แฟชั่น โดยช่วงที่กำลังมองหาวัสดุใหม่สำหรับการผลิต มายเริ่มสังเกตเห็นว่าทั่วโลกเริ่มให้ความสนใจกับวัสดุยั่งยืนมากขึ้น จึงชวนเพื่อนร่วมทีมมาพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำเปลือกผลไม้มาแปรรูปเป็นแผ่นวัสดุได้

ทีมจึงทดลองและพัฒนาเครื่องจักรด้วยตัวเองเพื่อขยายกระบวนการผลิตจากแล็บไปสู่ความตั้งใจในการผลิตแบบแมสในระยะยาว โดยปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตวัสดุแปรรูปจากผลไม้ได้ราว 10,000 เมตรต่อเดือน และยังให้บริการครบวงจรด้านวัสดุทางเลือก ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบ (design) ไปจนถึงการผลิต

ช่วงแรก UPCYDE ทดลองนำเปลือกกล้วย สับปะรด มะนาวและมะพร้าวมาแปรรูป ก่อนจะหันมาเน้นพัฒนาวัสดุจากกล้วยและสับปะรด โดยต่อยอดเป็นสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่สินค้าแฟชั่น ของใช้ ไปจนถึงของที่ระลึก รวมถึงเคยร่วมมือกับดีไซเนอร์และแบรนด์ต่างๆ เช่น ออกแบบโซฟาร่วมกับ Thinkk Studio และออกคอลเลกชั่นแผ่นเสียงรักษ์โลกร่วมกับแบรนด์ Gadhouse ไปจนถึงทำงานตกแต่งภายในด้วยวัสดุยั่งยืนในหลายโปรเจกต์

หนึ่งในสเปซที่นำวัสดุของ UPCYDE มาใช้งานจริงคือ The House 94 ร้านอาหารที่มองเห็นศักยภาพของวัสดุรีไซเคิลจากผลไม้ และนำวัสดุเหล่านี้มาเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในร้าน โดย UPCYDE ได้ช่วยออกแบบของใช้ภายในร้าน ตั้งแต่ปกเมนู กล่องทิชชู ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง ซึ่งนอกจากจะสอดคล้องกับคอนเซปต์ของร้านแล้ว ยังตอบโจทย์ร้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ และต้องการสร้างจุดถ่ายรูปหรือบรรยากาศที่ดีให้ลูกค้าในแต่ละครั้งที่มาเยือน

หากพร้อมแล้ว ตามไปฟังเรื่องราวของ UPCYDE และเส้นทางของวัสดุจากเปลือกผลไม้กันว่า กว่าจะพัฒนามาเป็นธุรกิจสตาร์ทอัพด้านความยั่งยืนได้ เบื้องหลังต้องผ่านกระบวนการและความท้าทายอะไรบ้าง

Origin of Innovation

“ตอนแรกเราเริ่มเห็น waste จากตลาดก่อน แต่ตลาดไม่มีการคัดแยกขนาดนั้น มันจะเป็นขยะเปียกและแห้งปนกัน ก็เลยลองติดต่อไปที่หลายกระทรวงเพื่อหาข้อมูลว่าวิสาหกิจชุมชนมีการจัดการ waste ยังไงบ้าง เลยทำให้ได้ติดต่อกับหัวหน้าวิสาหกิจชุมชนที่ดูแลกลุ่มเกษตรกร เราเล่าให้เขาฟังว่ามีไอเดียธุรกิจ และบางวิสาหกิจจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ช่วยถ่ายทอดให้กับเกษตรกรได้ว่า waste จากผลไม้เอาไปทำอะไรต่อได้บ้าง ซึ่งก็ช่วยให้เกษตรกรเปิดใจที่จะลองทำร่วมกับเรา”

กระบวนการแปรรูปของ UPCYDE เริ่มจากเกษตรกรทำเส้นใยจากผลไม้ส่งมาให้ แล้วเข้าสู่กระบวนการผลิตในโรงงาน ขั้นตอนสำคัญคือการใส่สารสกัดธรรมชาติเพื่อให้เส้นใยฟอร์มตัวเป็นแผ่น ก่อนตกแต่งพื้นผิวด้วยความร้อนจนได้วัสดุสำเร็จรูป วัสดุที่ได้จากส่วนต่างๆ ของผลไม้จะให้สีที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ และสามารถเติมสีผสมที่ได้มาตรฐานเกรด eco-friendly เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสีสัน

"จากที่ทดลองทำวัสดุมาหลายอย่าง วัสดุจากผลผลิตทางการเกษตรในบ้านเรามีศักยภาพมาก เพราะประเทศเรามีความหลากหลายของผลผลิต แต่ละอย่างมีจุดแข็งต่างกันทั้งในแง่เส้นใย ความคงทน และความแข็งแรง ตอนแรกเราอยากลองหลายอย่าง แต่พอทำจริงๆ เราเลือกโฟกัสที่กล้วยกับสับปะรดก่อน เพราะเราสะสมข้อมูลจากสองตัวนี้มามากพอที่จะพัฒนาให้ได้มาตรฐานจริงๆ ส่วนวัสดุอื่นก็มีศักยภาพอีกมาก แต่วันนี้การทำให้ได้มาตรฐานสำคัญกว่าการกระจายไปลองหลายอย่าง"

เบื้องหลังการคิดค้นนวัตกรรมคือการทำ data-powered material ที่เก็บข้อมูลการผลิตอย่างละเอียดในทุกล็อต เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของวัสดุแต่ละชุดและนำมาใช้กำหนดทิศทางการพัฒนาต่อ แต่เนื่องจากหลายคนมักเปรียบเทียบวัสดุนี้กับวอลเปเปอร์ ลามิเนต หรือวัสดุทั่วไป มายจึงตั้งชื่อนวัตกรรมวัสดุจากผลไม้ของแบรนด์ว่า VerdeSKIN เพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะในตลาดโลก โดยแบ่งผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลายไลน์ เช่น VerdeFORM ที่นำวัสดุมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์ และ VerdeX ที่ทำงานร่วมกับลูกค้าในลักษณะสั่งทำพิเศษ

มายเล่าว่าความท้าทายหลักของ UPCYDE อยู่ที่การควบคุมคุณภาพวัสดุธรรมชาติที่มีความแปรปรวนสูง ทั้งในแง่ความชื้นและสีเส้นใย ซึ่งแก้ด้วยการสื่อสารกับลูกค้าตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันการสร้างความร่วมมือกับเกษตรกรในช่วงแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย กว่าจะเกิดความเชื่อมั่นได้ต้องอาศัยผู้นำชุมชนช่วยสื่อสาร และใช้ยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นตัวพิสูจน์จนชุมชนเข้าใจและอยากลุยไปด้วยกัน

From Waste to Value

“ชื่อ UPCYDE มาจาก 3 คำ คือ science, design และ upcycle ช่วงนี้เป็นเฟสที่เรากลับมาโฟกัสพาร์ตดีไซน์มากขึ้น ตอนเริ่มต้น เราใช้ design thinking ในการวางระบบและเชื่อมทุกส่วนเข้าหากันว่ามันแข็งแรงพอที่จะเป็นธุรกิจได้จริงมั้ย จากนั้นก็เข้าสู่เฟส science ในการพัฒนาเทคโนโลยีและประกอบออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า ตอนนี้เราก็ยังใช้หลักคิดเดิม เพราะดีไซน์ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ของเราเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง”

หนึ่งในสินค้าที่โดดเด่นของแบรนด์คือกระเป๋าที่ออกแบบให้ใช้งานได้หลากหลาย สามารถใช้ใส่ของใช้ทั่วไป จัดดอกไม้ หรือใช้เป็นตะกร้าผลไม้ก็ได้ จุดเด่นคือผลิตจากวัสดุชนิดเดียวทั้งหมด โดยไม่ต้องเย็บหรือผสมวัสดุอื่น เพื่อให้สามารถรีไซเคิลได้ง่ายที่สุดเมื่อหมดอายุการใช้งาน อีกชิ้นคือแผ่น modular ที่ออกแบบให้มี joint สำหรับนำมาต่อกันได้ สามารถปรับรูปทรงเป็นที่รองแก้ว ที่รองจาน ที่ใส่ไวน์ ไปจนถึงกระเป๋า จุดเด่นของสินค้าคือสามารถต่อประกอบได้หลายรูปแบบตามการใช้งาน

นอกจากนี้ UPCYDE ยังทดลองพัฒนาโซฟา ฉากกั้น และรองเท้าที่ใช้วัสดุจากเปลือกผลไม้ เพื่อทำเป็นตัวอย่างให้ลูกค้าเห็นภาพว่า หากนำวัสดุเหล่านี้ไปพัฒนาเป็นสินค้าแล้ว หน้าตาจะออกมาในลักษณะไหน เพราะคนส่วนใหญ่น่าจะยังไม่เคยเห็นของแต่งบ้านและสินค้าแฟชั่นที่ทำจาก plant-based material มาก่อนๅ

สำหรับงานตกแต่งภายใน นอกเหนือจากสินค้าและของตกแต่งที่จัดแสดงในร้านอาหาร The House 94 แล้ว UPCYDE ยังได้ร่วมงานกับหลายแบรนด์ เช่น บาร์บีคิวพลาซ่าที่ต้องการเปิดสาขาใหม่ด้วยแนวคิด zero waste โดยนำเปลือกมะนาวมาแปรรูปเป็นวัสดุตกแต่งผนัง (wall panel) ขณะที่ร้านอาหารเครือใหญ่อย่าง S&P ก็ได้นำวัสดุของ UPCYDE ไปใช้กับผนังภายในร้านแทนการใช้ลามิเนตหรือวอลเปเปอร์ทั่วไปเช่นกัน

ทั้งนี้วัสดุของ UPCYDE ได้รับการรับรองจาก Thailand Greenhouse Gas Management Organization หรือ TGO ว่าสามารถช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินต์ได้มากกว่าวัสดุทั่วไปถึง 3-4 เท่า ปัจจุบันมายมองว่าร้านอาหารจำนวนมากเริ่มสนใจวัสดุท้องถิ่นที่มีอายุการใช้งานยาวนานพอสำหรับงานตกแต่งภายใน และไม่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อยครั้งจนกว่าจะถึงรอบการรีโนเวตครั้งถัดไป

นอกจากนี้สำหรับธุรกิจที่มีของเหลือจากกระบวนการแปรรูปผลไม้จำนวนมาก UPCYDE ก็สามารถช่วยแปรรูปได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น Dole Thailand โรงงานแปรรูปผลไม้ขนาดใหญ่ที่มีเปลือกกล้วยเหลือทิ้งจำนวนมาก ซึ่งเดิมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างรถขนไปกำจัด จึงร่วมกับ UPCYDE นำเปลือกกล้วยเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นกระดาษ แล้วนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์กล่องกระดาษให้ลูกค้านำกลับไปใช้ต่อ โดยแบรนด์ Dole Thailand จ่ายค่าแปรรูปแทนค่ากำจัดของเสีย กลายเป็นอีกตัวอย่างของการเปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

People in the Loop

เมื่อถามถึงปัจจัยแห่งความสำเร็จในการทำธุรกิจและพัฒนานวัตกรรมใหม่ซึ่งน่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มายบอกว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้มากที่สุดคือเรื่องความเข้าใจลูกค้า

“ตอนแรกเราพัฒนาวัสดุโดยมองแค่ว่ามันเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่พอเราไปขอการรับรอง B Corporation ซึ่งตรวจสอบลึกมากในทุกมิติ ตั้งแต่การใช้ทรัพยากร ไปจนถึงการทำงานกับเกษตรกรแต่ละราย มันทำให้เราต้องทำความเข้าใจทุกคนที่อยู่ในธุรกิจจริงๆ

“มันทำให้เราตั้งคำถามว่า ลูกค้าต้องการเรื่องความยั่งยืนแค่ไหน แล้วเวลาเอาผลิตภัณฑ์เราไป เขาต้องการสื่อสารอะไรต่อ บางทีเราอาจมี bias คิดไปเองว่าเขาน่าจะต้องการแบบไหน สิ่งที่มายชอบที่สุดในการทำธุรกิจคือตอนที่ลูกค้าบอกความต้องการจริงๆ ให้เรา เพราะมันทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น และไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น”

มายเล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ทีมงานได้ลงพื้นที่พูดคุยกับกลุ่มลูกค้าที่สนใจใช้ eco material โดยตรง เพื่อทำความเข้าใจว่าตลาดต้องการอะไรจริงๆ แต่การสำรวจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ฝั่งลูกค้าเท่านั้น ยังรวมไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดซัพพลายเชน ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์ เกษตรกร ลูกค้า สำหรับมาย การลงไปคุยกับผู้เกี่ยวข้องโดยตรงช่วยให้เห็นความเป็นจริงของการดำเนินธุรกิจ ว่าแนวคิดที่กำลังทำอยู่สามารถเดินต่อได้ ไม่ใช่เพียงไอเดียที่คิดขึ้นมาโดยยังไม่ผ่านการตรวจสอบหรือยืนยันจากคนในระบบ

เมื่อมองไปที่ทิศทางการเติบโตของตลาดในปัจจุบัน มายอธิบายว่าทุกวันนี้ธุรกิจของ UPCYDE เน้นไปที่ตลาด B2B เป็นหลัก แต่เป็นการขายลูกค้า B2B โดยคำนึงถึงการเจาะตลาด B2C ไปพร้อมกันว่าสินค้ารักษ์โลกแบบไหนจะตอบโจทย์คนทั่วไปได้จริง รวมถึงคิดเผื่อไปถึงการทำงานร่วมกันกับลูกค้าเพื่อสร้างสรรค์คอลเลกชั่น collaboration ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกันด้วย โดยธุรกิจต่างๆ ได้โฟกัสในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญ ขณะที่ UPCYDE โฟกัสในสิ่งที่เป็นจุดแข็งของตัวเองคือการนำดีไซน์มาเพิ่มมูลค่าให้ของเหลือทางการเกษตร

Seeding a Circular Ecosystem

กว่าจะมาถึงวันนี้ มายเคยนำไอเดียธุรกิจเข้าร่วมแข่งขันในโครงการสตาร์ทอัพด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ circular program ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพด้านความยั่งยืนจากหลายประเทศมาแลกเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็นจากเยอรมนี เดนมาร์ก หรือสหรัฐอเมริกา ก่อนจะสามารถคว้ารางวัลกลับมาได้ ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ทีมเริ่มมองเห็นโอกาสการเติบโตในระดับสากล รวมถึงโอกาสในการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็ทำให้เห็นความท้าทายของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้เช่นกัน

มายมองว่าเทคโนโลยีด้านวัสดุและความยั่งยืนของต่างประเทศพัฒนาไปไกลกว่าไทยมาก แต่สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีไอเดียใหม่เท่านั้น แต่เป็นการทำให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานในทุกขั้นตอน ตั้งแต่กระบวนการผลิต ไปจนถึงอายุการใช้งานของสินค้า ซึ่งต้องยาวนาน ทนทาน และมีคุณภาพพอที่จะเป็นสินค้าทดแทนหรือทางเลือกที่แข่งขันได้จริงในตลาด ไม่ใช่เพียงผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ท่ามกลางโมเดลของธุรกิจสตาร์ทอัพที่มักถูกคาดหวังให้เติบโตอย่างรวดเร็ว มายยอมรับว่าช่วงแรกก็เคยกดดันให้ธุรกิจโตเร็วเช่นกัน "ตอนแรกค่อนข้างเร่งตัวเอง อยากให้ทีมโตเร็วแบบที่สตาร์ทอัพควรจะเป็น แต่พอได้ทำจริงๆ ก็เข้าใจว่าสิ่งสำคัญคือการทำให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีสำหรับ physical product ที่เข้าไปแทนสินค้าที่มีอยู่ มันยิ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาให้พร้อมสำหรับการผลิตในเชิงพาณิชย์ ที่ผ่านมาเราผ่านช่วงระดมทุนและได้รับ grant มาแล้ว ขั้นต่อไปคือพัฒนาให้ได้มาตรฐาน เป้าหมายสุดท้ายคืออยากให้เทคโนโลยีที่เราพัฒนาขึ้นถูกนำไปใช้ได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่แค่ขายครั้งเดียวแล้วจบ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือค่อยๆ ไปแต่มั่นคง

ปัจจุบัน UPCYDE ได้คะแนน Overall B Impact Score ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับโลกอยู่ที่ 136.7 คะแนน ในขณะที่ค่าเฉลี่ยคะแนนที่ธุรกิจด้านความยั่งยืนได้อยู่ที่ 50.9 คะแนน แต่มายมองว่าอิมแพกต์ที่ธุรกิจสร้างมีมากกว่าแค่เรื่องตัวเลข

"ในระยะยาวมองว่า UPCYDE อยากเป็นบริษัทที่ทำวัสดุจากฝีมือคนไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นต้นทางในการจัดหาวัตถุดิบ ขั้นตอนการผลิตโดยทีมงานคนไทย หรือแม้กระทั่งทีมวิศวกรที่ทำเครื่องจักรของเราซึ่งเก่งมาก ถ้าไม่ได้ทำ เราคงไม่รู้เลยว่าน้องๆ ในมหาวิทยาลัยหลายที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคขนาดนี้ ซึ่งมันเปิดโอกาสให้สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับ UPCYDE ได้อีกมาก

“มายมองว่าเราอยากเป็นส่วนเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนประเทศ ดึงบุคลากรที่มีความสามารถในประเทศมารวมตัวกัน สร้างสิ่งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อยากให้วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ของ UPCYDE ไปอยู่ในหลายที่ทั่วโลก และเป็นที่ยอมรับว่ามาจากประเทศไทย เป็นสินค้าระดับโลกที่เอาไปใช้ได้จริง มันคือการสร้างสิ่งใหม่ที่ก้าวออกจากกรอบเดิมว่าสินค้าไทยควรต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

"สิ่งที่มีความหมายสำหรับเราจึงไม่ใช่แค่อิมแพกต์เชิงตัวเลขเท่านั้น แต่คือการที่เราเห็นว่าผลิตภัณฑ์นี้มีคุณค่า ระหว่างทางเราเห็นเกษตรกรมีรายได้ช่องทางใหม่จากการมาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา เห็นเด็กรุ่นใหม่ที่บางทีแทบสิ้นหวังกับประเทศนี้แล้วว่าเรียนจบไปจะมีแต่งานเดิมๆ ให้ทำ แต่พอได้เจอ UPCYDE เขารู้สึกว่ายังมีนวัตกรรมแบบนี้อีกนะที่ทำให้อยากเรียนรู้และยังอยู่ในประเทศนี้ได้ ไม่ว่าจะในแง่เทคโนโลยี การออกแบบ หรือต่อยอดในด้านต่างๆ แม้กระทั่งเด็กฝึกงานจากต่างประเทศก็ยังสนใจอยากมาเรียนรู้สิ่งนี้ที่ประเทศไทย มายมองว่ามันคือการทำให้บุคลากรที่จะขับเคลื่อนประเทศในอนาคตเห็นโอกาสว่ามันไม่ได้มีแต่สิ่งเดิมที่เคยทำกันมา”

ขอบคุณสถานที่ The House 94 รูปกระเป๋าจาก UPCYDE และรูปแผ่น Modular

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...