โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'บิวท์ ทู บิวด์'ฝ่าพายุเศรษฐกิจตรึงราคาไม่ลดสเปคเมินสงครามราคา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง และการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินเข้มงวดกว่าที่เคย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้น ธุรกิจหนึ่งกลับมีจังหวะฟื้นตัวได้เร็วกว่า นั่นคือ “ธุรกิจรับสร้างบ้าน” เพราะต่างจากผู้พัฒนาโครงการที่ต้องแบกภาระสต็อกและต้นทุนที่ดินจำนวนมาก ธุรกิจรับสร้างบ้านสามารถปรับตัวตามความต้องการของลูกค้าได้ทันที

และนี่คือจังหวะที่กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ กำลังเดินหมากใหม่ด้วยยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้เน้นแค่การตลาด แต่เน้น “ระบบคุณภาพ” เพื่อแก้ Pain Point ใหญ่ของคนอยากสร้างบ้านไทยนั่นคือความกลัวว่า “สร้างบ้านแล้วจะโดนทิ้งงาน หรือได้บ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน”

สุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวท์ ทู บิวด์ จำกัด กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญแรงกระแทกหลายด้านพร้อมกัน ปัจจัยต่างประเทศ อาทิ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนโดยตรง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศไม่ได้เบา แรงกดดันลงทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นของสถาบันการเงินผลลัพธ์คือกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยรวม “ชะลอตัว”

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้นหลังการเมืองภายในประเทศเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน งบประมาณภาครัฐเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 1.25% เหลือ 1% แม้จะดูเป็นตัวเลขเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ นี่ถือเป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาที่สำคัญต่อกำลังซื้อและในภาพรวม ธุรกิจรับสร้างบ้านอาจเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบดั้งเดิม

เหตุผลหลักคือโมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องแบกสต็อก หรือ Backlog ขนาดใหญ่เหมือนโครงการบ้านจัดสรรเมื่อมีลูกค้า ก็เริ่มสร้างได้ทันที

Pain Point ใหญ่ที่สุดของการสร้างบ้าน

แม้ธุรกิจรับสร้างบ้านจะมีโอกาสเติบโตแต่ก็มี “จุดอ่อนเชิงความเชื่อ” ที่ฝังลึกอยู่ในตลาดไทยหลายคนพูดกันเสมอว่า “การสร้างบ้านคือการวัดดวง” หากโชคดี ก็ได้ผู้รับเหมาที่มีคุณภาพ แต่ถ้าโชคร้าย ก็อาจเจอปัญหาทิ้งงาน งานก่อสร้างล่าช้า หรือคุณภาพไม่ตรงตามที่ตกลง สำหรับผู้บริโภค นี่ไม่ใช่แค่ความกังวลเล็กๆ

เพราะบ้านหนึ่งหลัง คือการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ข้อมูลของธุรกิจรับสร้างบ้านยังสะท้อนว่า ลูกค้ากว่า 50% สร้างบ้านเพียงครั้งเดียวในชีวิต นั่นหมายความว่าหากผิดพลาด ก็แทบไม่มีโอกาสแก้ตัว และนี่เองคือจุดตั้งต้นของยุทธศาสตร์สำคัญของบิวท์ ทู บิวด์

“บ้านคุณภาพ” ต้องไม่ใช่เรื่องของโชค

แทนที่จะมอง Pain Point เป็นข้อจำกัด กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ กลับนำมาเป็นแกนกลางของกลยุทธ์ แนวคิดสำคัญคือทำให้คำว่า “บ้านคุณภาพ”ไม่ใช่เรื่องของดวง แต่ต้องเป็น “ระบบ”บริษัทจึงพัฒนาโมเดล “Success Model Execution” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำให้มาตรฐานการสร้างบ้านทุกหลัง “เท่ากัน” ไม่ว่าบ้านจะอยู่ในระดับราคาใดก็ตาม หัวใจสำคัญคือการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนของกระบวนการก่อสร้าง

โดย Success Model Execution เริ่มต้นตั้งแต่จุดเล็กที่สุดนั่นคือ “การคัดเลือกทีมช่าง” บริษัทมีระบบประเมินทีมก่อสร้างอย่างเข้มข้นตั้งแต่ฝีมือ เทคนิคการทำงาน เครื่องมือ ไปจนถึงการบริหารจัดการไซต์งาน ทีมช่างแต่ละชุดยังถูกแบ่งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบและมีการฝึกอบรมทักษะอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งทีมพิเศษที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนเจ้าของบ้าน” ทีมนี้ประกอบด้วยฝ่ายการตลาด สถาปนิก และฝ่ายก่อสร้าง ซึ่งจะเข้าไปตรวจสอบงานทุกจุดตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมพร้อมจัดทำรายงานความคืบหน้าให้ลูกค้าเห็น สำคัญที่สุดคือระบบตรวจสอบคุณภาพแบบ 3 ชั้น ประกอบด้วย วิศวกรประจำไซต์งาน หัวหน้าทีมวิศวกร ทีม Inspector จากส่วนกลางและผู้บริหารก่อนที่บ้านทุกหลังจะถูกส่งมอบ

ตลาดแบ่งชัด 3 เซกเมนต์

ด้านการแข่งขัน กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เลือกบริหารพอร์ตผ่าน 3 แบรนด์หลัก เพื่อครอบคลุมตลาดหลายระดับราคา 1.Small House Builder ระดับราคา 2-9 ล้านบาท เป็นเซกเมนต์ใหญ่ที่สุด คิดเป็นประมาณ 50% ของลูกค้ากลุ่มนี้คือ “Real Demand” ที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงแม้จะได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธสินเชื่อบ้างแต่ความต้องการยังมีอย่างต่อเนื่อง

2.Bangkok House Builder ระดับราคา 10-20 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของตลาดลูกค้าเป็นกลุ่มครอบครัวขนาดกลางที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ฟังก์ชัน และความคุ้มค่า และ 3.Built To Build ระดับราคามากกว่า 20 ล้านบาท สัดส่วน 20% แม้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ยังมีความต้องการบ้านดีไซน์พิเศษและคุณภาพสูง

ย้ำไม่เล่นสงครามราคา

ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเลือกใช้กลยุทธ์ “ลดราคา” แต่กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป นั่นคือ การรักษามาตรฐานคุณภาพ แม้ต้องยอมรับต้นทุนบางส่วน เหตุผลสำคัญคือบ้านหนึ่งหลังต้องอยู่ได้อย่างน้อย 40-50 ปี

ดังนั้น การลดต้นทุนจนกระทบคุณภาพอาจทำลายความเชื่อมั่นในระยะยาว กลยุทธ์นี้สะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจน ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทกว่า 70% มาจากการบอกต่อซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่ทรงพลังที่สุดในธุรกิจบริการ

"เราไม่ลดสเปคลงเพื่อแข่งสงครามราคาสู้กับคู่แข่ง เราไม่ปรับราคาขึ้น เพราะกำลังซื้อลูกค้ายังเปราะบาง เนื่องจากเชื่อว่า สินค้าที่มีคุณภาพทำให้แบรนด์บิวท์ ทู บิวด์แข็งแกร่งมาตลอดระยะเวลา 23 ปี"

สำหรับกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ การตลาดเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เพราะการโฆษณาอาจทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์แต่สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ในใจลูกค้าในระยะยาวคือ “คุณภาพของบ้าน” และประสบการณ์การบริการหลังการส่งมอบ เพื่อย้ำความเป็นผู้นำตลาด

กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เตรียมเข้าร่วม “งานรับสร้างบ้าน Focus 2026” วันที่ 18-22 มี.ค. อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำเสนอแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ ดีไซน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โปรโมชัน ทีมที่ปรึกษา คาดสิ้นปีมียอดขาย 900ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...