เส้นทาง SpaceX จากเกือบล้มละลาย สู่กำเนิดเศรษฐกิจอวกาศ
ความแตกต่างระหว่าง ‘คนบ้า’ กับ ‘อัจฉริยะ’ มีเพียงเส้นบาง ๆ กั้นอยู่ ซึ่งมักพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์จากการตัดสินใจเพียงเสี้ยววินาที และสำหรับ Elon Musk วินาทีนั้นเกิดขึ้นบนเครื่องบินขากลับจากมอสโกในปี 2001
จุดกำเนิด และวิสัยทัศน์หลุดโลก (2001–2002)
ขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) | Source: The National Interest
ในปี 2001 Elon Musk เดินทางไปมอสโกเพื่อขอซื้อขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) มือสองมาดัดแปลงเพื่อส่งหนูหรือต้นไม้ไปดาวอังคารในโครงการ ‘Mars Oasis’ แต่สิ่งที่เขาเจอคือการถูกดูหมิ่นจากหัวหน้าวิศวกรชาวรัสเซีย
Jim Cantrell ผู้ร่วมก่อตั้งเล่าว่า วิศวกรชาวรัสเซียมองว่า Musk เป็นตัวตลก โดยแสดงท่าทีเหยียดหยามการแต่งตัวแบบสบาย ๆ และท่าทางที่ไม่ประสีประสาของเขา จนถึงขั้นถ่มน้ำลายใส่รองเท้าของ Musk เพื่อเป็นการไล่ส่ง
Musk เดินออกจากที่ประชุมด้วยความโกรธจัด แต่บนเครื่องบินขากลับแทนที่จะยอมแพ้ เขาเปิดแล็ปท็อปแล้วคำนวณต้นทุนวัตถุดิบในการสร้างจรวดเอง และพบว่าราคาจรวดที่ขายกันในตลาดนั้นสูงกว่าต้นทุนจริงหลายเท่าตัว วินาทีนั้นเองที่เขาตัดสินใจว่า “ในเมื่อซื้อไม่ได้ ก็สร้างเองซะเลย”
มิถุนายน 2002 Space Exploration Technologies หรือ SpaceX จึงถือกำเนิดขึ้น Musk ควักเงินส่วนตัว 100 ล้านดอลลาร์ มาตั้งบริษัทพร้อมประกาศวิสัยทัศน์ที่คนทั้งวงการหัวเราะเยาะ คือการลดต้นทุนการเข้าสู่อวกาศลง 10 เท่า และเป้าหมายสุดท้ายคือการทำให้มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ได้หลายดาวเคราะห์ (Multi-planetary Species)
ช่วงเวลาแห่งความล้มเหลว (2006–2008)
Falcon 1 | Source: NASASpaceFlight.com
SpaceX เริ่มต้นพัฒนาจรวดFalcon 1 (ตั้งชื่อตามยาน Millennium Falcon จากภาพยนตร์ Star Wars) ซึ่งเป็นจรวด 2 ท่อนขนาดเล็ก (Small-lift Launch Vehicle) สูงเพียง 21 เมตร (ประมาณตึก 7 ชั้น) แต่สิ่งที่ตามมาคือความล้มเหลวจนทำให้บริษัทเกือบหมดตัว
เที่ยวบินที่ 1 (24 มีนาคม 2006) ระเบิดใน 33 วินาที
จรวด Falcon 1 ทะยานออกจากฐานปล่อยได้เพียง 33 วินาที ก่อนจะเริ่มเอียงวูบและเสียการทรงตัว จากนั้นพุ่งดิ่งลงไปกระแทกกับแนวปะการังใกล้ฐานปล่อยจนระเบิด
ต้นเหตุมาจากจุดเล็ก ๆ อย่างน็อตเพียงตัวเดียวที่ถูก ‘ไอเกลือทะเล’ กัดกร่อนจนเป็นสนิม ทำให้เกิดเชื้อเพลิงรั่วและประกายไฟ จนไฟลุกท่วมเครื่องยนต์หลังจากทะยานขึ้นฟ้าได้เพียงอึดใจเดียว
เที่ยวบินที่ 2 (21 มีนาคม 2007) ไปได้ไกล แต่ยังไม่ถึงฝัน
ครั้งนี้จรวดพุ่งทะยานไปได้สวยงาม ท่อนแรกทำงานสมบูรณ์และแยกตัวออกไปได้ แต่ขณะที่จรวดท่อนที่ 2 กำลังเร่งเครื่องสู่ความเร็วสูง จรวดกลับเริ่มส่าย (Oscillation) อย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเครื่องยนต์ดับลงที่ระดับความสูง 289 กม. (เกือบถึงวงโคจรแล้ว)
สาเหตุเกิดจากปัญหาที่เรียกว่า‘Slosh’ หรือการกระฉอกของเชื้อเพลิงเหลวในถัง เนื่องจากจรวดไม่มี ‘แผ่นกั้น’ (Baffles) ในถังเชื้อเพลิงที่มากพอ เมื่อจรวดส่ายเพียงเล็กน้อย เชื้อเพลิงเหลวจำนวนมหาศาลจึงเหวี่ยงไปมาเหมือนน้ำวน ส่งผลให้จุดศูนย์ถ่วงของจรวดเปลี่ยนไปมาจนคอมพิวเตอร์ควบคุมไม่อยู่
เที่ยวบินที่ 3 (3 สิงหาคม 2008) ความล้มเหลวที่เจ็บปวดที่สุด
นี่คือครั้งที่ Musk มั่นใจที่สุด เพราะแก้ปัญหาเรื่องสนิมและเชื้อเพลิงกระฉอกเรียบร้อยแล้ว จรวดพุ่งตัวขึ้นอย่างราบรื่นจนถึงวินาทีที่จะต้อง‘แยกท่อน’ (Stage Separation) ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงด้วยดี แต่ทันทีที่จรวดท่อนแรกหลุดออกไป มันกลับชนเข้ากับส่วนท้ายของท่อนที่ 2 ซึ่งกำลังจะทำงาน จนจรวดเสียทิศทางและเกิดระเบิดขึ้น
สาเหตุเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า ‘แรงส่งค้าง’ (Residual Thrust) โดย SpaceX ได้อัปเกรดเครื่องยนต์ Merlin รุ่นใหม่ (1C) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม แต่ไม่ได้คำนวณว่าเมื่อสั่งดับเครื่องยนต์แล้ว มันจะยังมีแรงดันค้างในระบบที่ทำให้ท่อนแรกยังพุ่งต่อไปได้อีกครู่หนึ่ง
หลังจากความล้มเหลวติดต่อกันถึง 3 ครั้ง SpaceX ตกอยู่ในสภาวะหลังชนฝา เงินทุนส่วนตัวของ Elon Musk หมดเกลี้ยง และขวัญกำลังใจของพนักงานพังทลาย หากครั้งที่ 4 นี้ไม่สำเร็จ SpaceX จะกลายเป็นเพียงความทะเยอทะยานที่ล้มละลายไปพร้อมกับความฝันของ Musk
เที่ยวบินที่ 4 (28 กันยายน 2008) วันชี้ชะตา
ในเช้าวันที่ 28 กันยายน 2008 เกาะ Kwajalein บรรยากาศต่างจาก 3 ครั้งแรก ทีมงานไม่ได้เฉลิมฉลองหรือมั่นใจจนเกินเหตุ แต่กลับเต็มไปด้วยความระมัดระวัง พวกเขาแบกความหวังของเพื่อนร่วมงานกว่า 500 ชีวิตไว้บนบ่า
จรวดทะยานขึ้นจากฐานปล่อย พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ทุกสายตาจับจ้องไปที่นาทีที่ 2:40 ซึ่งเป็นช่วง Stage Separation จุดที่เคยทำให้ภารกิจก่อนหน้าล้มเหลว
แต่ครั้งนี้ท่อนจรวดแยกตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทันทีที่เครื่องยนต์ท่อนที่ 2 ดับลงตามกำหนดการ เมื่อระดับความสูงและความเร็วเข้าเกณฑ์วงโคจรโลก SpaceX ก็ก้าวขึ้นเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกที่ส่งจรวดเชื้อเพลิงเหลวเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จ ทลายกำแพงที่เป็นขีดจำกัดเดิมและก้าวสู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมอวกาศนับแต่นั้น
‘จรวดใช้ซ้ำ’ กำเนิดเศรษฐกิจอวกาศ
Falcon 9 ขณะลงจอดบนฐานปล่อย | Source: Teslarati
ในอดีต อวกาศคือแดนสนธยาที่มีเพียงรัฐบาลมหาอำนาจเท่านั้นที่เข้าถึงได้ เพราะต้นทุนการส่งจรวดหนึ่งครั้งสูงจนไม่มีใครเอื้อมถึง แต่สิ่งที่ SpaceX ทำคือการสร้าง ‘โครงสร้างราคาใหม่’ (The New Cost Structure) ที่ทำให้อวกาศกลายเป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์
เมื่อพิสูจน์ได้ว่าทำได้จริง NASA จึงยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยสัญญาจ้างมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์ ทำให้ Musk สามารถสร้างอาณาจักรที่มีกลยุทธ์ต่างจากคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง
แทนที่จะจ้างบริษัทภายนอกผลิตชิ้นส่วนราคาแพง SpaceX เลือกทำ Vertical Integration โดยผลิตชิ้นส่วนเองกว่า 90% ตั้งแต่หัวน็อตไปจนถึงเครื่องยนต์ เพื่อลดต้นทุนและตัดค่าส่วนต่างของซัพพลายเออร์ที่ซับซ้อนทิ้งไป
แต่นวัตกรรมที่สะเทือนโลกที่สุดคือ ‘Reusability’ Musk เชื่อเสมอว่าจรวดต้อง ‘ใช้ซ้ำได้’ เหมือนเครื่องบิน และในเดือนธันวาคมปี 2015 เขาก็ทำสิ่งที่โลกคิดว่าเป็นไปไม่ได้สำเร็จ คือการนำท่อนแรกของจรวด Falcon 9 พุ่งกลับลงมาจากอวกาศแล้วลงจอดในแนวตั้งบนฐานได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
วินาทีนั้นเปลี่ยนประวัติศาสตร์อวกาศไปตลอดกาล เพราะจรวดไม่ใช่ขยะที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งอีกต่อไป แต่คือเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนการเดินทางไปอวกาศได้อย่างมหาศาล สิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘Space Economy’ หรือเศรษฐกิจอวกาศ
เมื่อต้นทุนถูกลง บริษัทเอกชนอื่น ๆ จึงสามารถส่งดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมตรวจอากาศ หรือแม้แต่การวางแผนขุดเจาะทรัพยากรบนดาวเคราะห์น้อยในเชิงธุรกิจ
เปิดประตูสู่ดวงดาว
Starship ทำการทดสอบเครื่องยนต์ | Source: Space.com, SpaceX
SpaceX ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดจากการเป็นเพียง ‘ผู้ให้บริการรับจ้างส่งจรวด’ เข้าสู่การเป็นผู้คุมเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนโฉมหน้าโลกและอวกาศ
Starlink ขุมทรัพย์จากฟากฟ้า
SpaceX ไม่ได้รอรับจ้างส่งดาวเทียมให้คนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่เลือกสร้างเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตของตัวเองขึ้นมานับหมื่นดวง เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ทุรกันดารทั่วโลกให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ รายได้มหาศาลจากบริการนี้คือสายป่านสำคัญที่จะนำมาหล่อเลี้ยงโปรเจกต์ ‘ตั้งรกรากบนดาวอังคาร’ ให้เป็นจริง
Starship สะพานสู่ดาวเคราะห์ดวงใหม่
นี่คือโปรเจกต์ที่เหนือกว่าจรวดทุกลำในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ Starship ถูกออกแบบมาให้เป็นระบบขนส่งมวลชนอวกาศขนาดมหึมาที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด 100%
เป้าหมายสูงสุดคือการพาคนจำนวน 1 ล้านคนไปสร้างอาณานิคมถาวรบนดาวอังคาร โดยมีหมุดหมายแรกที่โลกกำลังจับตามอง คือการพานักบินอวกาศกลับไปลงจอดบนดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2025-2026 นี้
IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์
ปัจจุบัน SpaceX กำลังเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 โดยมีการคาดการณ์มูลค่าบริษัทที่ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ สูงสุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้ SpaceX กลายเป็น 1 ใน 20 บริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกทันทีที่จดทะเบียน
ทะยานสู่โอกาสในจักรวาลธุรกิจอวกาศ
สำหรับใครที่มองเห็นศักยภาพของ Space Economy และต้องการเข้าถึงโอกาสในธีมนี้ กองทุน A-JEDI คือคำตอบ กองทุนนี้ใช้วิธีการลงทุนแบบ Passive Global Thematic คัดเลือกบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับอวกาศและมีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ครอบคลุมธุรกิจอวกาศตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ
อ้างอิง: Spaceth, Business Insider, Acquired Podcast, Encyclopedia Britannica, ฐานเศรษฐกิจ
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน | ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากการป้องกันความเสี่ยงขึ้นอยู่กับดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน | กองทุนรวมนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของ พอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย | สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน ฟินโนมีนา จำกัด ในช่วงเวลาวันทำการตั้งแต่ 09:00-17:00 น. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 026 5100 และทาง LINE @FINNOMENAPORT | สำหรับผู้ลงทุนในความดูแลของ Kept by krungsri ติดต่อทีม Kept help center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 296 6299