ทรัมป์เปลี่ยนเกมเขย่าการค้าโลก จับตา 'ความไม่แน่นอน' เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจ wait & see รอความชัดเจนอีกครั้ง
แม้ศาลสูงสหรัฐ (Supreme Court of the United States) จะตัดสินว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการอ้างกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษี “reciprocal tariffs” กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยสั่งให้ Trump Tariffs เป็นโมฆะ ซึ่งประเมินกันว่า หากต้องคืนเงินภาษี อาจมีมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ยอมจำนนต่อคำพิพากษาดังกล่าว แต่ตอบโต้ทันควันด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 10% ทันที โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 ซึ่งจะจัดเก็บภาษีชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน และแทบไม่ทันข้ามวันก็ประกาศปรับเพิ่มภาษีเป็น 15%
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสหรัฐดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่แน่นอน โดยมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐจะผลักดันมาตรา 122 ให้กลายเป็นกฎหมายถาวร ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจจะเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยได้
ทั้งนี้ ประเมินผลกระทบหลักจากความไม่แน่นอนดังกล่าว มีด้วยกัน 3 ด้าน คือ
1. การส่งออกจะชะลอ จากความเสี่ยงภาษี โดยคาดว่าปี 2569 นี้ ภาคการส่งออกจะหดตัว -2.2% จากปีก่อนขยายตัว 12.8%
2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอตัว จากภาวะ “Wait & See” ของนักลงทุน
และ 3. เงินบาทจะแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งจะกดดันกำไรของผู้ส่งออก
ดร.อมรเทพกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้สิ่งที่น่ากังวลคือ มาตรการภาษีของสหรัฐต่อจีน อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ประเทศไทยและอาเซียน ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง
โดยทางออกของความไม่แน่นอนระหว่างนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งทำ 2-3 ด้าน คือ
1. ไม่หยุดการเจรจากับสหรัฐ สิ่งที่สัญญาและตกลงไว้ จะนำเข้าสินค้าอะไรจากสหรัฐ ก็ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพราะไม่เช่นนั้นสหรัฐอาจจะใช้มาตรการอื่นๆ กับไทยได้
2. ควรเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) ในหลากหลายประเทศในช่วงระหว่างที่ทุกประเทศกำลังชุลมุนกับภาษีของสหรัฐ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้หาตลาดใหม่และเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐได้
และ 3. เร่งผลิตสินค้าในสินค้าที่มีความต้องการ เพื่อก่อให้เกิดการลงทุนดีขึ้น เช่น ผลิตสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือ AI ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังมา จะเป็นโอกาสของไทยมากขึ้น
“ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว โดยคำวินิจฉัยศาลฎีกาของสหรัฐเรื่องภาษีการค้า อาจจะส่งผลดีต่อไทยในระยะสั้นๆ แต่ยังมีอีกหลายมาตรการที่ทรัมป์สามารถทำได้ โดยเฉพาะมาตรา 301 ที่สามารถเจรจาภาษีเป็นรายประเทศ เหมือนที่ทำกับจีน และที่สำคัญทรัมป์มีอำนาจสามารถผลักดันเป็นมาตรการถาวรได้”
ดร.อมรเทพกล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยและรัฐบาลจะต้องไม่หยุดการเจรจาการค้ากับสหรัฐ เพราะยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป และในขณะเดียวกันก็จะต้องเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อลดกระทบในอนาคต
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะได้ภาษี 15% ต่ำกว่าเดิม แต่การเจรจาภาษีเพื่อหาดีลที่ดีที่สุด จะต้องทำต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่ว่าทรัมป์จะไม่สามารถทำอะไรได้
ตอนนี้แม้ว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเพราะไทยได้เปรียบอยู่ แต่ควรทำตามข้อตกลงที่เจรจาสัญญาไว้ เช่น การเปิดตลาดเกษตรที่ให้กับสหรัฐ ควรดำเนินการต่อเพื่อลดความเสี่ยงที่ทรัมป์อาจจะขึ้นภาษีไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงไทยต้องเร่งเจรจา FTA กับประเทศอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อหาตลาดใหม่ในการส่งออกและรองรับความผันผวนในอนาคต
“เราสบายใจได้ 4-5 เดือน เพราะตอนนี้เราได้ภาษี 15% เท่ากับประเทศอื่น ซึ่งเป็น Based line แต่ทรัมป์ยังขู่ที่จะทำมาตรการต่อ ดังนั้น ต้องอย่าหยุดเจรจา เราต้องเจรจาต่อ เพื่อหาดีลที่ดีที่สุด”
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ในภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง แม้คำตัดสินของ Supreme Court of the United States จะจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารบางส่วน แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสามารถใช้กฎหมายการค้าอื่นดำเนินมาตรการภาษีได้ ซึ่งภายใต้บริบทนโยบายของทรัมป์ การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ยังคงเป็นไปได้สูง
“หากมองผลกระทบในเรื่องนี้ คือ “ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย” จะยังคงอยู่ ผู้นำเข้าและผู้ซื้อสหรัฐมีแนวโน้มชะลอคำสั่งซื้อระยะยาว และห่วงโซ่อุปทานโลกยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ผลกระทบต่อการค้าโลก แนวโน้มการกระจายตัวของซัพพลายเชนชัดเจนขึ้น ต้นทุนระบบการค้าสูงขึ้นทั่วโลก หากมีการขึ้นภาษี 10-15% ในวงกว้าง อาจกดดันเงินเฟ้อสหรัฐ ความไม่แน่นอนอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการลดดอกเบี้ย เสี่ยงต่อดีมานด์ที่จะชะลอในตลาดสหรัฐ การค้าโลกยังอยู่ในภาวะความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่อเนื่อง”
สำหรับกลุ่มสินค้าไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งตลาดสหรัฐสูงและแข่งขันกับจีน เวียดนาม เม็กซิโก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน อาหารแปรรูป ยางล้อ /ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ/รองเท้า หากเป็นภาษีแบบ broad-based 10-15% ไทยจะถูกเก็บในอัตราใกล้เคียงคู่แข่ง ทำให้ความได้เปรียบด้านภาษีไม่ใช่ปัจจัยหลักอีกต่อไป การแข่งขันจะย้ายไปที่ ต้นทุนรวม (Total Cost), โลจิสติกส์ และความน่าเชื่อถือของซัพพลาย
สำหรับแนวโน้มระยะสั้น (เช่น 150 วันแรก) หากอัตราภาษีใหม่ 15% ต่ำกว่าฐานเดิม บางรายการที่เคยถูกเก็บสูงกว่า อาจเกิด Front Loading ผู้นำเข้าเร่งนำเข้า ระวางเรืออาจตึงตัวช่วงสั้น ค่าระวางมีโอกาสปรับขึ้นจากดีมานด์ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนหลังครบช่วงผ่อนผันยังสูง มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะใช้มาตรการรูปแบบอื่นต่อ
นายธนากรกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกไทยที่ต้องจับตา ได้แก่ 1. ค่าเงินบาท หากแข็งค่าเร็วจะกระทบส่วนต่างกำไรทันที 2. ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ 3. ค่าระวางเรือและความเพียงพอของเรือ 4. ราคาพลังงาน 5. มาตรการตอบโต้ทางการค้าของประเทศคู่ค้า 6. กฎระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม/ESG/คาร์บอน
“แม้คำตัดสินศาลจะเป็นสัญญาณด้านหลักนิติธรรม แต่ในเชิงปฏิบัติ ทิศทางการค้าโลกยังไม่กลับสู่ภาวะเสถียร ผู้ประกอบการไทยต้องบริหารความไม่แน่นอนเป็นโจทย์หลัก ไม่ใช่เพียงบริหารต้นทุน แต่ต้องบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง การส่งออกไทยในปีถัดไปอาจมีความผันผวนสูง ช่วงสั้นอาจเห็นแรงเร่งนำเข้า แต่ภาพรวมยังเป็นภาวะที่ต้องระมัดระวังมากกว่ามองบวก”
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐ หรือหัวหน้าทีมไทยแลนด์ กล่าวว่า ทีมไทยแลนด์อยู่ระหว่างการเจรจาเร่งด่วนรอบใหม่เพื่อรับมือกับภาษี 15% ที่สหรัฐประกาศออกมา โดยการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังดำเนินต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่นระยะยาว
“ทางกระทรวงพาณิชย์จะจัดทีมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และคาดว่าช่วงความไม่แน่นอนนี้จะเห็นผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าในไตรมาส 1-2 หรือภายในกรอบ 150 วัน ส่วนในระยะยาวจะเร่งเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้ครอบคลุมมากที่สุด”
คงต้องติดตามว่า ในช่วงที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของการจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถจัดการผลกระทบที่จะเข้ามาได้มากน้อยแค่ไหนต่อไป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทรัมป์เปลี่ยนเกมเขย่าการค้าโลก จับตา ‘ความไม่แน่นอน’ เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจ wait & see รอความชัดเจนอีกครั้ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly