โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทรัมป์เปลี่ยนเกมเขย่าการค้าโลก จับตา 'ความไม่แน่นอน' เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจ wait & see รอความชัดเจนอีกครั้ง

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 15.07 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. เวลา 15.07 น.

แม้ศาลสูงสหรัฐ (Supreme Court of the United States) จะตัดสินว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการอ้างกฎหมายภาวะฉุกเฉิน (International Emergency Economic Powers Act – IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษี “reciprocal tariffs” กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยสั่งให้ Trump Tariffs เป็นโมฆะ ซึ่งประเมินกันว่า หากต้องคืนเงินภาษี อาจมีมูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้ยอมจำนนต่อคำพิพากษาดังกล่าว แต่ตอบโต้ทันควันด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก 10% ทันที โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 ซึ่งจะจัดเก็บภาษีชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน และแทบไม่ทันข้ามวันก็ประกาศปรับเพิ่มภาษีเป็น 15%

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า คำตัดสินของศาลสหรัฐดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่แน่นอน โดยมีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายบริหารสหรัฐจะผลักดันมาตรา 122 ให้กลายเป็นกฎหมายถาวร ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจจะเปลี่ยนโฉมระบบการค้าโลกและสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจไทยได้

ทั้งนี้ ประเมินผลกระทบหลักจากความไม่แน่นอนดังกล่าว มีด้วยกัน 3 ด้าน คือ

1. การส่งออกจะชะลอ จากความเสี่ยงภาษี โดยคาดว่าปี 2569 นี้ ภาคการส่งออกจะหดตัว -2.2% จากปีก่อนขยายตัว 12.8%

2. การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะชะลอตัว จากภาวะ “Wait & See” ของนักลงทุน

และ 3. เงินบาทจะแข็งค่า หากดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งจะกดดันกำไรของผู้ส่งออก

ดร.อมรเทพกล่าวด้วยว่า นอกจากนี้สิ่งที่น่ากังวลคือ มาตรการภาษีของสหรัฐต่อจีน อาจทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าสู่ประเทศไทยและอาเซียน ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรง

โดยทางออกของความไม่แน่นอนระหว่างนี้ รัฐบาลจะต้องเร่งทำ 2-3 ด้าน คือ

1. ไม่หยุดการเจรจากับสหรัฐ สิ่งที่สัญญาและตกลงไว้ จะนำเข้าสินค้าอะไรจากสหรัฐ ก็ควรดำเนินการต่อเนื่อง เพราะไม่เช่นนั้นสหรัฐอาจจะใช้มาตรการอื่นๆ กับไทยได้

2. ควรเร่งเจรจาการค้าเสรี (FTA) ในหลากหลายประเทศในช่วงระหว่างที่ทุกประเทศกำลังชุลมุนกับภาษีของสหรัฐ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้หาตลาดใหม่และเปิดตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐได้

และ 3. เร่งผลิตสินค้าในสินค้าที่มีความต้องการ เพื่อก่อให้เกิดการลงทุนดีขึ้น เช่น ผลิตสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือ AI ซึ่งสอดคล้องกับวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังมา จะเป็นโอกาสของไทยมากขึ้น

“ไทยควรเร่งกระจายตลาดส่งออก เสริมมาตรการป้องกันการทุ่มตลาด และดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อลดผลกระทบและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาว โดยคำวินิจฉัยศาลฎีกาของสหรัฐเรื่องภาษีการค้า อาจจะส่งผลดีต่อไทยในระยะสั้นๆ แต่ยังมีอีกหลายมาตรการที่ทรัมป์สามารถทำได้ โดยเฉพาะมาตรา 301 ที่สามารถเจรจาภาษีเป็นรายประเทศ เหมือนที่ทำกับจีน และที่สำคัญทรัมป์มีอำนาจสามารถผลักดันเป็นมาตรการถาวรได้”

ดร.อมรเทพกล่าวด้วยว่า สิ่งสำคัญคือ ไทยและรัฐบาลจะต้องไม่หยุดการเจรจาการค้ากับสหรัฐ เพราะยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป และในขณะเดียวกันก็จะต้องเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศอื่นควบคู่ไปด้วย เพื่อลดกระทบในอนาคต

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะได้ภาษี 15% ต่ำกว่าเดิม แต่การเจรจาภาษีเพื่อหาดีลที่ดีที่สุด จะต้องทำต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่ว่าทรัมป์จะไม่สามารถทำอะไรได้

ตอนนี้แม้ว่าไม่มีอะไรน่ากลัวเพราะไทยได้เปรียบอยู่ แต่ควรทำตามข้อตกลงที่เจรจาสัญญาไว้ เช่น การเปิดตลาดเกษตรที่ให้กับสหรัฐ ควรดำเนินการต่อเพื่อลดความเสี่ยงที่ทรัมป์อาจจะขึ้นภาษีไทยเพิ่มขึ้น รวมถึงไทยต้องเร่งเจรจา FTA กับประเทศอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย เพื่อหาตลาดใหม่ในการส่งออกและรองรับความผันผวนในอนาคต

“เราสบายใจได้ 4-5 เดือน เพราะตอนนี้เราได้ภาษี 15% เท่ากับประเทศอื่น ซึ่งเป็น Based line แต่ทรัมป์ยังขู่ที่จะทำมาตรการต่อ ดังนั้น ต้องอย่าหยุดเจรจา เราต้องเจรจาต่อ เพื่อหาดีลที่ดีที่สุด”

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า ในภาพรวมยังมีความไม่แน่นอนเชิงนโยบายสูง แม้คำตัดสินของ Supreme Court of the United States จะจำกัดอำนาจฝ่ายบริหารบางส่วน แต่ในทางปฏิบัติ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสามารถใช้กฎหมายการค้าอื่นดำเนินมาตรการภาษีได้ ซึ่งภายใต้บริบทนโยบายของทรัมป์ การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ยังคงเป็นไปได้สูง

“หากมองผลกระทบในเรื่องนี้ คือ “ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย” จะยังคงอยู่ ผู้นำเข้าและผู้ซื้อสหรัฐมีแนวโน้มชะลอคำสั่งซื้อระยะยาว และห่วงโซ่อุปทานโลกยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ ขณะที่ผลกระทบต่อการค้าโลก แนวโน้มการกระจายตัวของซัพพลายเชนชัดเจนขึ้น ต้นทุนระบบการค้าสูงขึ้นทั่วโลก หากมีการขึ้นภาษี 10-15% ในวงกว้าง อาจกดดันเงินเฟ้อสหรัฐ ความไม่แน่นอนอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชะลอการลดดอกเบี้ย เสี่ยงต่อดีมานด์ที่จะชะลอในตลาดสหรัฐ การค้าโลกยังอยู่ในภาวะความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนต่อเนื่อง”

สำหรับกลุ่มสินค้าไทยที่มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งตลาดสหรัฐสูงและแข่งขันกับจีน เวียดนาม เม็กซิโก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน อาหารแปรรูป ยางล้อ /ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ/รองเท้า หากเป็นภาษีแบบ broad-based 10-15% ไทยจะถูกเก็บในอัตราใกล้เคียงคู่แข่ง ทำให้ความได้เปรียบด้านภาษีไม่ใช่ปัจจัยหลักอีกต่อไป การแข่งขันจะย้ายไปที่ ต้นทุนรวม (Total Cost), โลจิสติกส์ และความน่าเชื่อถือของซัพพลาย

สำหรับแนวโน้มระยะสั้น (เช่น 150 วันแรก) หากอัตราภาษีใหม่ 15% ต่ำกว่าฐานเดิม บางรายการที่เคยถูกเก็บสูงกว่า อาจเกิด Front Loading ผู้นำเข้าเร่งนำเข้า ระวางเรืออาจตึงตัวช่วงสั้น ค่าระวางมีโอกาสปรับขึ้นจากดีมานด์ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนหลังครบช่วงผ่อนผันยังสูง มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลสหรัฐจะใช้มาตรการรูปแบบอื่นต่อ

นายธนากรกล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกไทยที่ต้องจับตา ได้แก่ 1. ค่าเงินบาท หากแข็งค่าเร็วจะกระทบส่วนต่างกำไรทันที 2. ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ 3. ค่าระวางเรือและความเพียงพอของเรือ 4. ราคาพลังงาน 5. มาตรการตอบโต้ทางการค้าของประเทศคู่ค้า 6. กฎระเบียบใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม/ESG/คาร์บอน

“แม้คำตัดสินศาลจะเป็นสัญญาณด้านหลักนิติธรรม แต่ในเชิงปฏิบัติ ทิศทางการค้าโลกยังไม่กลับสู่ภาวะเสถียร ผู้ประกอบการไทยต้องบริหารความไม่แน่นอนเป็นโจทย์หลัก ไม่ใช่เพียงบริหารต้นทุน แต่ต้องบริหารความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง การส่งออกไทยในปีถัดไปอาจมีความผันผวนสูง ช่วงสั้นอาจเห็นแรงเร่งนำเข้า แต่ภาพรวมยังเป็นภาวะที่ต้องระมัดระวังมากกว่ามองบวก”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐ หรือหัวหน้าทีมไทยแลนด์ กล่าวว่า ทีมไทยแลนด์อยู่ระหว่างการเจรจาเร่งด่วนรอบใหม่เพื่อรับมือกับภาษี 15% ที่สหรัฐประกาศออกมา โดยการเจรจากับผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ยังดำเนินต่อเนื่องเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุด และเตรียมพร้อมสำหรับมาตรการภาษีอื่นระยะยาว

“ทางกระทรวงพาณิชย์จะจัดทีมติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด และคาดว่าช่วงความไม่แน่นอนนี้จะเห็นผู้ประกอบการเร่งส่งออกสินค้าในไตรมาส 1-2 หรือภายในกรอบ 150 วัน ส่วนในระยะยาวจะเร่งเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) เป็นการเปิดตลาดใหม่ให้ครอบคลุมมากที่สุด”

คงต้องติดตามว่า ในช่วงที่ประเทศไทยยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของการจัดตั้งรัฐบาล จะสามารถจัดการผลกระทบที่จะเข้ามาได้มากน้อยแค่ไหนต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทรัมป์เปลี่ยนเกมเขย่าการค้าโลก จับตา ‘ความไม่แน่นอน’ เพิ่มมากขึ้น ธุรกิจ wait & see รอความชัดเจนอีกครั้ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...