โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สรุปคอนเทนต์ที่คนยอมจ่าย และช่องทางขายที่เวิร์ก

Capital

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 07.40 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 07.40 น. • Insight

คอนเทนต์แบบไหนที่ไป ใช้งบเท่าไหร่ถึงจะดี แล้วจะทำยังไงให้คอนเทนต์ไม่ใช่แค่สร้างการรับรู้แต่สร้างยอดขาย?

เชื่อว่าทั้งเจ้าของธุรกิจ และนักการตลาดเองก็คงเคยตั้งคำถามเหล่านี้ และหลายครั้งทีเดียวที่แม้จะทำตามสูตรสำเร็จเดิมๆ แต่ผลลัพธ์กลับเปลี่ยนไป ‘ความไว’ อาจไม่สำคัญเท่า ‘ความจริงใจ’ และการทำคอนเทนต์เพื่อสร้างชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบของธุรกิจที่ต้องการความยั่งยืน

เพื่อช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น เราสรุปข้อมูลสำคัญจากรายงาน Digital Marketing Trends Report 2026 โดย Content Shifu ที่รวบรวมอินไซต์จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงมาให้แบบเน้นๆ บทความนี้จะเป็นเหมือนคู่มือที่ช่วยให้เห็นทิศทางการตลาดในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

1. ยุคแห่งความเชี่ยวชาญและคอนเทนต์เชิงลึก

สิ่งที่น่าสนใจคือข้อมูลจากรายงานชี้ว่ารูปแบบคอนเทนต์ที่เติบโตขึ้นอย่างมากคือกลุ่มรายงานวิจัย (report), รายการพ็อดแคสต์, แบบทดสอบ (quiz) และการสัมมนาออนไลน์ (webinar) สะท้อนว่าผู้คนยอมสละเวลาให้กับคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาและให้ความรู้แบบมืออาชีพมากขึ้น

ความท้าทายที่นักการตลาดต้องเจอคือภาวะคอนเทนต์ล้นตลาดและงานที่สร้างโดย AI ที่อาจจะขาดคุณภาพไปบ้าง แบรนด์จึงต้องหันมาทำช่องทางของตัวเอง (owned media) เช่น บล็อกบนเว็บไซต์ หรือจดหมายข่าวทางอีเมลมากขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่ส่วนตัวในการคุยกับลูกค้า การมีช่องทางที่ตัวเองดูแลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ยังช่วยลดความเสี่ยงเวลาที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเปลี่ยนกฎการมองเห็นด้วย

ถึงคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอจะยังได้รับความนิยมสูงสุดแต่ก็ต้องเปลี่ยนวิธีนำเสนอมาเน้นความเรียลมากขึ้น เช่น การถ่ายเบื้องหลังการทำงาน หรือการให้คนในองค์กรออกมาเล่าเรื่องเอง สรุปง่ายๆ คือ คอนเทนต์ในปี 2026 ต้องไม่ใช่แค่การโพสต์ไปวันๆ ที่เน้นปริมาณแต่ต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณค่า มีความน่าเชื่อถือ และทำให้คนอ่านรู้สึกว่าได้รับประโยชน์กลับไปจริงๆ ถึงจะชนะใจคนในยุคนี้ได้

2. คอนเทนต์ที่เฉพาะทางมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันได้

ระบบจะส่งคอนเทนต์ไปหาคนตาม ‘ความสนใจ’ มากขึ้นเรื่อยๆ หมายความว่าคอนเทนต์ของเราจะไปโผล่หน้าฟีดของคนที่สนใจเรื่องนั้นจริงๆ แม้เขาจะไม่ได้กดติดตามเราก็ตาม นี่เป็นโอกาสทองของแบรนด์เล็กๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจน

อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือการเติบโตของการบริหารกลุ่ม (community management) หรือการสร้างพื้นที่ปิด เช่น Facebook Groups หรือ Line OpenChat เพื่อดูแลลูกค้าเก่าและสร้างกลุ่มแฟนพันธุ์แท้ ความเป็นชุมชนช่วยให้เราได้ข้อมูลจากลูกค้าโดยตรงและรวดเร็ว แถมยังสร้างโอกาสให้เกิดการบอกต่อที่มีน้ำหนักมากกว่าโฆษณาที่แบรนด์จ่ายเงินซื้อเองหลายเท่า

การทำโซเชียลมีเดียยุคใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการ ‘รับฟัง’ และ ‘สร้างปฏิสัมพันธ์’ มากกว่าการสื่อสารทางเดียว แบรนด์ต้องรู้จักเปลี่ยนผู้ติดตามให้กลายเป็นเพื่อนหรือสมาชิกของแบรนด์ได้ เพื่อยืนระยะได้นาน

3. ยุคทองของความสนุกที่มาพร้อมยอดขาย

TikTok Shop กลายเป็นช่องทางขายอันดับ 1 ที่นักการตลาดกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีเลือกใช้ (62.2%) แซงหน้าแพลตฟอร์มดั้งเดิมอย่าง Shopee (60%) และ Lazada (41.1%) ข้อมูลนี้ยืนยันว่าแพลตฟอร์มที่เอาความสนุกมานำการขายคือผู้ชนะ

ผู้ประกอบการต้องมองให้ออกว่าพฤติกรรมการซื้อไม่ได้เริ่มที่การเสิร์ชหาของในแอพฯ ส้มหรือแอพฯ น้ำเงินเสมอไป แต่หลายครั้งการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นทันทีตอนดูวิดีโอสั้นๆ หรือดูไลฟ์ แบรนด์ที่ทำคอนเทนต์ที่ปิดการขายได้จบในที่เดียวจะมีความได้เปรียบสูงมาก เพราะช่วยลดขั้นตอนที่อาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจระหว่างทางได้

การแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้การตัดราคากันเองอาจไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน แบรนด์ต้องปรับกลยุทธ์จากการเน้นโปรโมชั่นไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีและการหาลูกค้าใหม่ที่มีคุณภาพ โดยใช้ประโยชน์จากระบบหลังบ้านและการวิเคราะห์ข้อมูลที่แพลตฟอร์มมีให้ เพื่อให้ทุกบาทที่ลงโฆษณาไปเปลี่ยนเป็นยอดขายกลับมาให้ได้มากที่สุด

สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่าง ‘ความสนุก’ กับ ‘ความน่าเชื่อถือ’ แม้การไลฟ์สดจะเน้นความบันเทิงแต่ข้อมูลสินค้าและบริการหลังการขายก็ยังต้องแน่น เพื่อให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำและไม่เป็นแค่ขาจรที่มาแล้วไป

4. ลงทุนอย่างมีเป้าหมายและหวังผลได้จริง

นักการตลาดเกินครึ่ง (51.5%) มีแผนจะเพิ่มงบประมาณในปี 2026 ขณะที่ส่วนใหญ่ที่เหลือเลือกที่จะคงงบไว้เท่าเดิม สะท้อนว่าภาคธุรกิจยังเชื่อมั่นในการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือหลัก แต่จะเป็นการลงทุนที่มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้น คือต้องเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนว่าคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

เป้าหมายหลักของการใช้งบจะขยับจากการสร้างแค่ awareness ไปสู่การหาลูกค้าใหม่และการสร้างยอดขายแบบเต็มตัว แบรนด์จะลดการหว่านโฆษณาไปทั่วแบบเดิมๆ แล้วหันมาลงทุนในช่องทางที่วัดผลได้ชัดเจน รวมถึงการลงทุนในเครื่องมือช่วยทำการตลาด หรือ MarTech เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพและแม่นยำขึ้น

ความน่าสนใจคือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ที่เปลี่ยนไป แบรนด์จะเลิกจ้างคนมาโพสต์รูปสวยๆ แล้วจบไป แต่จะมองหาการเป็นพาร์ตเนอร์ระยะยาวที่ทำงานร่วมกันบ่อยๆ และหันมาใช้เกณฑ์การวัดผลตามยอดขายจริงๆ เช่น ระบบ affiliate เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่จ่ายไปนั้นสร้างรายได้กลับคืนสู่ธุรกิจได้นั่นเอง

สุดท้าย องค์กรต้องปรับทีมให้ทำงานได้ไวและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา การหาลูกค้าใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะกลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญของพนักงานทุกคน คนทำงานสายการตลาดจึงต้องเป็นทั้งคนที่เก่งข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ และเป็นศิลปินที่เก่งการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับแบรนด์

ส่วนใครที่อยากลงลึกกว่านี้ ดาวน์โหลดรายงาน Digital Marketing Trends Report 2026 ฉบับเต็มได้แล้ววันนี้ที่ลิงก์ในคอมเมนต์

📍 ดาวน์โหลด Report ฉบับภาษาไทย contentshifu.com/resource/digital-marketing-trends-report-2026/

📍ดาวน์โหลด Report ฉบับภาษาอังกฤษ contentshifu.com/en/resource/digital-marketing-trends-report-2026/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...