นายกฯ ตรวจพื้นที่เหตุเครนถล่มพระราม 2 เร่งตั้ง คกก.สอบสวนสาเหตุ
นายกฯ ตรวจพื้นที่เหตุเครนก่อสร้างทางยกระดับ ถ.พระราม 2 ถล่ม เร่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุเบื้องต้น พร้อมดูแลช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
วันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 13.50 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาตรวจพื้นที่เกิดเหตุเครนก่อสร้างถล่มร่วงลงมาจากการก่อสร้างทางหลวงพิเศษยกระดับ (มอเตอร์เวย์ M 82) ตอน 7 บริเวณถนนพระราม 2 ขาออก ช่วง กม. 30+300-400 ช่องทางหลัก ก่อนถึงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีนหมู่ 1 ตำบลท่าจีน อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต 2 ราย เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ผู้บังคับการตำรวจในพื้นที่ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปภ. คปภ. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง หน่วยงานสังกัดในกรมทางหลวง และหน่วยงานพิสูจน์หลักฐานจังหวัดสมุทรสาคร ร่วมตรวจพื้นที่ด้วย
โดย นายกรัฐมนตรี ได้รับฟังรายงานจากผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมการชี้แจงความคืบหน้าของคดี ซึ่งวันนี้ได้มาดูสภาพหน้างานและการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตลอดจนผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ในเรื่องทางเทคนิค กรมทางหลวงกำลังตั้งคณะกรรมการสอบสวนสาเหตุเบื้องต้น
ขณะนี้ยังเข้าไปในจุดเกิดเหตุไม่ได้ เพราะมีเศษซากเต็มไปหมด สิ่งที่ต้องทำคือถอดชิ้นส่วนต่างๆ ไปทำการตรวจสอบ ซึ่งแน่นอนมาจากตัวลอนเชอร์ เพราะการล้มตรงนั้น และทรุดตัวตรงนั้น ไม่ใช่ตัวโครงสร้างที่เป็นโครงสร้างคอนกรีต สิ่งที่สร้างอยู่แล้วตรงนี้มีความแข็งแรง และเหตุการณ์ที่สีคิ้วก็เกิดจากลอนเชอร์เช่นกัน ไม่ใช่ตัวโครงสร้างตัวเสา รวมถึงกรณีที่ปากท่อพระราม 2 ก็เช่นกัน เกิดขึ้นจากตัว Supporting ไม่ใช่ตัวโครงสร้างหลัก
“รัฐบาลคำนึงถึงอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมดำเนินการตามที่ให้นโยบายคือบอกเลิกสัญญา จากการกระทำที่เป็นอันตรายต่อสาธารณประโยชน์ สาธารณชนทั่วไป จึงใช้คำสั่งทางปกครองในการดำเนินการ ส่วนเรื่องแบล็คลิสต์เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องไป เมื่อบอกเลิกสัญญา หรือยกเลิกสัญญา หรือการกระทำใดๆ ที่อยู่นอกเหนือสัญญา เจ้าของงานก็จะดำเนินการบอกเลิก เมื่อบอกเลิกสัญญาก็จะเข้ากรณีทิ้งงาน ก็จะต่อเนื่องไปเป็นการขึ้นบัญชีดำเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว”
นายกฯ กล่าวต่อว่า รัฐบาลมีความจริงจังทุกครั้ง แต่คนที่รับจ้างในขณะที่มาประมูลงานก็มีคุณสมบัติครบถ้วน แต่พอระหว่างทำงานก็ต้องดูว่างานแบบนี้ sub-contract เหมาช่วงไป ก็ต้องมาดูว่าเหมาช่วงให้ใคร จึงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งต้องเจอความผิดพลาดในกระบวนการก่อสร้างแน่นอน และต้องไปดำเนินคดี หรือใช้สิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหายตรงนั้น
แต่ในขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้บอกว่ากรมทางหลวงผิดสัญญาข้อไหน แต่เป็นภัยต่อสาธารณชน มีความเป็นอันตราย เกิดขึ้นแล้ว ซ้ำแล้วซ้ำอีก 4 ครั้งภายในระยะเวลา 10 เดือนเป็นต้น นี่คืออำนาจในทางปกครอง รัฐบาลมีสิทธิ์ที่จะให้แนวทางและนโยบายอย่ามาผูกกับสัญญา บริษัทคู่กรณีก็ยังสามารถใช้สิทธิ์ในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมได้ แต่รัฐบาลไม่ให้ทำแล้ว ในโครงการที่เกิดเหตุขึ้นนี้
แต่จะบอกว่า 14 โครงการที่ทำโดยบริษัทนี้และมีลักษณะงานแนวนี้ต้องหยุด ต้องตรวจสอบ แต่ตรงนี้สาเหตุชัดเจนแล้ว ทุกอย่างมาจากโครงสร้าง ตึก สตง. รถไฟความเร็วสูงที่สีคิ้วก็เป็นเรื่องความเสียหายลักษณะเดียวกันหมด นี่คือเหตุที่รัฐบาลบอกว่าพอแล้วสำหรับโครงการที่ทำแล้วต่ำกว่ามาตรฐาน
ส่วนหากบริษัทคู่กรณีจะไปร้องศาลปกครองสามารถทำได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "ก็ตามสบาย" สามารถใช้สิทธิ์ไปดำเนินการได้ โดยมองว่ายิ่งดี ยิ่งใช้คำสั่งทางปกครองยิ่งดี สอบกันไปเรื่อย ๆ ยิ่งเห็นความผิดพลาด ซึ่งก็จะมีหน่วยงานอิสระ หน่วยงานทางเทคนิค เข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อหาข้อเท็จจริงให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
"จุด critical ที่สำคัญสุดของการก่อสร้างในลักษณะนี้ ทุกเนื้องานจะมีจุดนี้ ซึ่งต้องให้ความระมัดระวังพิเศษ การดำเนินการดังกล่าวจนเกิดเหตุขึ้นนั้น เป็นทั้งประมาทและเลินเล่อ ด้วยขั้นตอนของงานทุกอย่างต้องทำให้เรียบร้อยก่อนเปิดผิวจราจรให้ประชาชนมาสัญจรในตอนเช้า แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาซ้ำเติม มีหน้าที่ที่จะทำเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ถึงต้องใช้คำสั่งทางปกครอง เพราะถ้าใช้การเรียกร้องทางแพ่งก็ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกกี่ปี" นายกรัฐมนตรี ย้ำ
ที่มา : thaigov.go.th