โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

มอง "แบรนดิ้ง" พรรคการเมือง ในสนามเลือกตั้ง 2569

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 ก.พ. เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 09.14 น.

สัมภาษณ์พิเศษ เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

การเลือกตั้ง 2569 ยังคงเป็นที่จับตา ทั้งการเดินสายปราศรัยหาเสียงในแต่ละจังหวัดของแต่ละพรรคการเมือง จนถึงการใช้กลยุทธ์สื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ ผลิตคอนเทนต์ สื่อสารคนในพื้นที่ ต่อยอดสู่การสร้างแบรนดิ้งของพรรคการเมืองจนถึงผู้สมัครชิงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งกลายเป็นสิ่งที่เห็นได้มากขึ้น เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ

สิ่งที่น่าสนใจ คือ การทำแบรนดิ้งของพรรคการเมือง จากในอดีตจนถึงปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน และการทำแบรนดิ้งสำคัญอย่างไรกับพรรคการเมือง

“ประชาชาติธุรกิจ” คุยกับ อาจารย์วรพงษ์ ปลอดมูสิก รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา และหัวหน้าหลักสูตรการสื่อสารการตลาดดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และยังเป็นอาจารย์ผู้ทำวิจัย เรื่อง “การสื่อสารเชิงอัตลักษณ์เพื่อการตลาดการเมือง: สีแทนพรรคการเมืองไทย” เพื่อมองเรื่องราวของการสื่อสารพรรคการเมืองด้วยแบรนดิ้ง (Branding)

จาก “ป้ายคัตเอ้าต์” สู่ “โปรโมตออนไลน์”

อ.วรพงษ์ อธิบายภาพการโปรโมตหาเสียงของพรรคการเมือง โดยในอดีตจะใช้สื่อดั้งเดิมเป็นหลัก ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โบร์ชัวร์ ป้ายบิลบอร์ด ป้ายคัตเอ้าต์ จนถึงการปราศรัย การใช้รถแห่หาเสียง การลงพื้นที่หาเสียง แต่ยุคปัจจุบัน แพลตฟอร์มดิจิทัล เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์สื่อและภูมิทัศน์ของการสื่อสารการเมืองไปอย่างสิ้นเชิง ช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย กลายเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารและการหาเสียง และทำให้การซื้อโฆษณาบนโซเชียลมีเดียมีจำนวนสูงขึ้นในช่วงการเลือกตั้ง

โดยช่องทางออนไลน์ที่ถูกนำมาใช้ มีทั้งเว็บไซต์ ใช้เพื่อสื่อสารนโยบาย ภาพลักษณ์ของพรรค แคมเปญต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน แพลตฟอร์ม Facebook ในการสื่อสารนโยบาย และแบรนด์บุคคลของพรรค รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ (เช่น TikTok, Instagram, YouTube) ซึ่งใช้เพื่อสื่อสาร เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและสร้างการมีส่วนร่วม

*FYI : ปัจจุบัน Meta (เจ้าของ Facebook) มีการสร้างเว็บไซต์รายงานการซื้อโฆษณาของแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งพรรคการเมืองและภาคธุรกิจ โดยสามารถเข้าไปตรวจสอบข้อมูลด้วยตนเองได้ที่ https://www.facebook.com/ads/library/report/*

“สี-โลโก้” อัตลักษณ์แบรนด์พรรคการเมือง

อ.วรพงษ์ ได้เล่าต่อเนื่องถึงเรื่องการใช้อัตลักษณ์ (Identity) ของพรรคการเมือง ซึ่งเป็นงานวิจัยที่อาจารย์ได้ไปศึกษาจากโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ของพรรคการเมือง ซึ่งพรรคต่าง ๆ นอกจากจะใช้คอนเทนต์ กราฟิกต่าง ๆ ในการสื่อสารแล้ว พบว่ายังมีการใช้ “สี” ในการสื่อสาร โดยเฉพาะพรรคที่มีสีประจำพรรคอย่างชัดเจน จะใช้สีดังกล่าวเป็นแกนหลักของการสื่อสารพรรคการเมืองด้วย

อ.วรพงษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า การใช้สีของพรรคการเมือง มีจุดเริ่มต้นมาจากโลโก้ของพรรคการเมืองนั้น ๆ อยู่แล้ว ซึ่งอดีตที่ผ่านมา การใช้สีอาจจะยังไม่โดดเด่น แต่เมื่อการเมืองเปลี่ยนผ่าน เกิดการชุมนุม มีการใช้สีเพื่อแทนสัญลักษณ์ทางการเมือง ทำให้สีเริ่มถูกใช้และพัฒนาต่อเนื่อง และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โลโก้มีความโดดเด่น ชัดเจน สื่อสารคุณค่าหลัก (Core Value)

ในแง่ของโลโก้ อ.วรพงษ์ มองว่าเป็นเหมือนโลโก้พรรค และสามารถนำมาใช้วิเคราะห์ในเชิงแนวคิดและทฤษฎีได้ โดยมี 4 ตัวอย่างที่น่าสนใจ

  • การใช้ตัวอักษรย่อ (Letterform Mark) : เช่น โลโก้ “พท.” ของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นหลักการออกแบบโลโก้ตามแนวคิดสากล
  • การใช้ภาพเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Mark) : เช่น โลโก้ของพรรคภูมิใจไทย ที่ใช้ภาพ แผนที่ประเทศไทยและรูปหัวใจ
  • การออกแบบเชิงนามธรรม (Abstract Mark) : เช่น โลโก้ของพรรคประชาชน ที่เป็นรูป สามเหลี่ยมหัวกลับ ซึ่งเปิดให้ตีความได้หลากหลายมิติ ขึ้นกับมุมมองของผู้รับสาร
  • การออกแบบลักษณะตราประทับ (Emblem) : เช่น โลโก้ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีลักษณะคล้ายตราประทับ (Stamp) ซึ่งรวมทั้งภาพและตัวอักษรไว้ด้วยกัน ให้ความรู้สึกเป็นทางการ

ขณะที่ความหมายของสี อ.วรพงษ์ หยิบยกตัวอย่าง 4 พรรคหลักที่มีการศึกษาในงานวิจัย ดังนี้

  • พรรคเพื่อไทย ใช้สีแดงเป็นสีหลักในการสื่อสาร สื่อถึงความกล้าหาญ พลัง และความเร้าใจ
  • พรรคภูมิใจไทย ใช้สีน้ำเงิน ซึ่งเป็นโทนเย็น สื่อถึงความสงบ สุขุม ความแข็งแกร่ง และความมั่นคง
  • พรรคประชาชน ใช้สีส้ม ซึ่งเป็นสีโทนร้อน สื่อถึงความทันสมัย ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นมิตร
  • พรรคประชาธิปัตย์ ใช้สีฟ้า (โทนเย็น) สื่อถึงความปลอดภัย สติปัญญา และความน่าเชื่อถือ

อ.วรพงษ์ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมเรื่องการที่สีของพรรคการเมืองถูกจดจำได้ชัดเจน โดยมองว่าไม่ได้เกิดจากการสื่อสารของพรรคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมี “สื่อมวลชน” ที่ทำให้การรับรู้และการจดจำของประชาชนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการพาดหัวข่าว รวมถึงการเป็นผู้กำหนดวาระสาธารณะ และทำให้สังคมมีแนวโน้มจะคล้อยตามด้วย

“มนุษย์เรามักจดจำข้อมูลผ่านภาพ เมื่อสีถูกใช้เป็นตัวแทน คนก็จะสามารถนึกภาพและเชื่อมโยงได้ทันที เช่น พรรคการเมืองสีแดงคือพรรคเพื่อไทย สีส้มคือพรรคประชาชน สีน้ำเงินคือพรรคภูมิใจไทย และสีฟ้าคือพรรคประชาธิปัตย์ สีจึงกลายเป็นสิ่งที่ถูก represent พรรคการเมืองไปโดยปริยาย” อ.วรพงษ์ กล่าว

อ่านงานวิจัย : การสื่อสารเชิงอัตลักษณ์เพื่อการตลาดการเมือง : สีแทนพรรคการเมืองไทย

แบรนด์ = สิ่งที่ผู้บริโภคมองเห็น

อ.วรพงษ์ อธิบายต่อเนื่องถึงเรื่องการสร้างแบรนด์การเมือง โดยระบุว่า “แบรนด์” ไม่ใช่สิ่งที่แบรนด์เป็นฝ่ายตะโกนถึงกลุ่มเป้าหมายว่า “เราคือใคร ?” แต่เป็นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายสะท้อนกลับมาว่ามองแบรนด์นั้นอย่างไร

ในทางแบรนดิ้งของพรรคการเมือง แต่ละพรรคอาจจะไม่เคยแทนว่าเป็นพรรคสีไหน แต่ผู้คนต่างรับฟัง รับรู้ สัมผัส และสะท้อนสิ่งเหล่านี้กลับมา และเมื่อพรรคการเมืองถูกนิยามด้วยสี แล้วมีความหมายชัดเจนพอ คนจะเข้าใจได้ทันที

อ.วรพงษ์ เสริมเรื่องข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้ง โดยอาจารย์ให้ข้อเสนอว่า หากบัตรเลือกตั้งสามารถนำสีที่แทนพรรคการเมืองมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของบัตรเลือกตั้งได้ อาจเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนสามารถกาบัตรลงคะแนนได้ถูกต้องมากขึ้น แม้ต้นทุนในการผลิตบัตรเลือกตั้งจะสูงกว่าการพิมพ์เป็นขาวดำ แต่ขณะเดียวกัน ความผิดพลาดในการเลือกตั้งก็อาจจะลดลง

และเมื่อสังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ผู้ใช้สิทธิ์บางส่วนอาจมองภาพไม่ชัด โลโก้ของพรรคการเมืองบางพรรคก็มีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจทำให้กาผิดกาถูกได้

“หากมีการกำหนดสีที่แทนพรรคการเมืองอย่างชัดเจนในบัตรเลือกตั้ง ก็อาจช่วยให้ประชาชนเลือกพรรคการเมืองได้ตรงกับความตั้งใจมากขึ้น นี่จึงเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่มองว่าอาจช่วยให้ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และมั่นใจมากยิ่งขึ้น” อ.วรพงษ์ กล่าว

นักการเมืองเริ่มสร้าง “Personal Brand”

อ.วรพงษ์ เล่าถึงอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจในปัจจุบัน คือ การที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งทางการเมือง หรือนักการเมืองแต่ละคน พยายามสร้าง “แบรนด์บุคคล (Personal Brand)” นำเสนอเรื่องราว เนื้อหาต่าง ๆ ผ่านตัวบุคคล โดยผู้สมัครแต่ละคนจะมีเฟซบุ๊กแฟนเพจของตัวเอง และใช้นโยบายใหญ่ของพรรคในการนำเสนอและถ่ายทอดสู่พื้นที่ หรือนำเสนอนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่นั้น เพื่อเชื่อมโยงให้ใกล้ชิดกับชีวิตและความต้องการของคนในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ

และการนำเสนอนโยบายพรรค กลายเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบสร้างตัวตน คล้ายอินฟลูเอนเซอร์ มีการลงพื้นที่ ถ่ายภาพ ถ่ายคอนเทนต์ มีทีมหลังบ้านในการผลิตคอนเทนต์ และนำไปสู่กติกาใหม่ของการนำเสนอในแต่ละพื้นที่ ที่จะเลือกสิ่งที่มีประโยชน์กับคนในพื้นที่ และสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียงได้

การตลาดการเมือง

อ.วรพงษ์ ให้ข้อสังเกตเรื่องพรรคการเมืองในปัจจุบัน ในมุมการตลาด โดยสามารถเปรียบเทียบได้ว่า “พรรคการเมือง” คือบริษัทขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลายชนิด ขณะที่ “นักการเมือง” คือตัวแทนจำหน่ายที่หยิบนโยบายของพรรคมาปรุงให้ถูกปากผู้บริโภค และมองว่ายุคนี้คือ “ยุคการตลาดการเมือง” ใครสามารถตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคได้มากกว่า ก็จะมีโอกาสได้รับชัยชนะในพื้นที่นั้นมากกว่า

และเมื่อมองเทียบระหว่างการสร้างแบรนด์พรรคการเมืองกับการสร้างแบรนด์สินค้าทั่วไป อ.วรพงษ์ มองว่า ทั้ง 2 สิ่งมีกลยุทธ์ในการสื่อสารและการสร้างแบรนด์ไม่ต่างกัน โดยพรรคการเมือง ขายบริการ (Service) ให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีความพึงพอใจ คล้ายกับโรงแรมหรือโรงภาพยนตร์ ที่ไม่มีสินค้าจับต้องได้ แต่การดูแล การให้บริการ ตอบสนองผู้ใช้บริการ คือหัวใจสำคัญ

ขณะเดียวกัน นักการเมือง กำลังทำหน้าที่เหมือนอินฟลูเอนเซอร์ หรือทำหน้าที่เหมือนพรีเซนเตอร์ นำเสนอนโยบายพรรค ใช้คีย์เมสเสจ ใช้ภาษาทางการเมือง สร้างปรากฏการณ์บางอย่าง รวมถึงนักการเมืองเอง ยังเปิดช่องให้ประชาชนเข้ามาคอมเมนต์ แสดงความเห็น หรือตั้งคำถามได้ เหมือนองค์กรที่เปิดให้ลูกค้ารีวิวเพื่อรับฟังความเห็น

ทำการตลาด “พรรคการเมือง” ต้องมี-ต้องระวังอะไรบ้าง ?

เมื่อถามถึงสิ่งที่ต้องมีและสิ่งที่ต้องระวังในการสร้างแบรนด์การเมือง อ.วรพงษ์ อธิบายสิ่งที่พรรคการเมืองต้องมีในการสร้างแบรนด์ คือ ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายชัดเจน เป็นหลักการเดียวกับการสร้างแบรนด์ปัจจุบัน ต้องมีอัตลักษณ์ มีความโดดเด่นชัดเจนของตัวเอง มีการสื่อสารที่ทันท่วงทีและกระชับมาก เพราะผู้บริโภคปัจจุบันไม่อยากเสพคอนเทนต์ยาวเกินไป หรือคอนเทนต์ที่ไม่สามารถสรุปสาระสำคัญได้ชัดเจน มีพรีเซนเตอร์หรือผู้นำที่ใช้ในการสื่อสารแบรนด์ เช่นผู้นำพรรคหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ต้องมีศักยภาพในการสื่อสารชัดเจน

จนถึงการสื่อสารที่บูรณาการทุกช่องทาง (Omni-channel) เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ผู้บริโภคในทุกช่องทาง ทั้งทางออนไลน์และสื่อดั้งเดิม การสื่อสารเชิงนโยบาย ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์สูงและทำให้น่าสนใจ และต้องมีกระบวนการศึกษาวิจัย (Research & Development) สำรวจเป้าหมาย พัฒนานโยบายที่ตอบโจทย์ ซึ่งจะทำให้การสื่อสารแบรนด์มีความยั่งยืนมากขึ้น

ขณะที่มุมที่ต้องระวัง อ.วรพงษ์ ให้ข้อสังเกต 3 สิ่งหลัก คือ การทำคอนเทนต์ ทีมผลิตคอนเทนต์ต้องมีการระมัดระวังการนำเสนอ เพื่อให้ข้อความที่สื่อสารตรงกัน มีความเหมาะสมทั้งภาพลักษณ์ คำพูด เพราะสังคมไทยมีความเซนซิทีฟมาก หากคอนเทนต์ผิดเพียงนิดเดียว ก็อาจเกิดดราม่าได้ทันที

รวมถึงเรื่องของ PDPA ซึ่งอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และต้องทำตามกติกาของ กกต. เพื่อไม่ให้ผิดกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง จนถึงเรื่อง Digital Footprint ที่อาจกลายเป็นหลักฐานฟ้องร้องได้ในอนาคต

ปัจจัยหลัก เลือกคน-พรรคไหน ?

อีกหนึ่งประเด็นที่เราชวนตั้งข้อสังเกตกับ อ.วรพงษ์ เพิ่มเติม คือ สิ่งที่อยู่ในแบรนด์พรรคการเมือง ตั้งแต่ตัวผู้นำ นโยบาย เรื่องเล่า และภาพลักษณ์ของพรรคการเมือง สิ่งใดที่จะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเข้าคูหาเลือกคน-พรรคที่อยากให้เข้าสู่สภามากที่สุด

อ.วรพงษ์ ระบุว่า การเลือกตั้ง 2569 ซึ่งเป็นปีแห่งการแข่งขันที่ดุเดือดของผู้นำในแต่ละพรรค ในฐานะที่ติดตามข่าวการเมือง มองว่าองค์ประกอบของ “ผู้นำพรรค” ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีบทบาทสำคัญมากต่อการตัดสินใจของประชาชน

เพราะสิ่งแรกที่คนจะมองเวลาเลือกพรรคการเมือง คือ “ผู้นำพรรค” ว่าเป็นใคร และภาพลักษณ์ของผู้นำ เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ของพรรคโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นบาดแผลทางการเมืองในอดีต เงื่อนไขต่าง ๆ ในปัจจุบัน เพราะผู้นำในแต่ละพรรคต่างมีบาดแผลและเงื่อนไขที่แตกต่างกันมาก

และมองว่าประชาชนอาจตัดสินใจจาก “คนที่มีบาดแผลน้อยที่สุด” อาจไม่ได้มีตัวเลือกดีที่สุด แต่เลือกตัวเลือกที่คิดว่าจะทำให้ผิดหวังน้อยที่สุดมากกว่า

อ.วรพงษ์ ตั้งข้อสังเกตต่อไปถึงการเลือก สส.เขต ในแต่ละพื้นที่ ว่า ปัจจัยต่างออกไป คนในพื้นที่อาจจะเลือกจาก “ตัวบุคคล” มากกว่า ประชาชนอาจไม่ได้สนใจว่าผู้สมัครมาจากพรรคไหน แต่เลือกเพราะในยามเดือดร้อน คนนี้เป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชุมชน ครอบครัว หรือพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่

พร้อมทั้งมองการเลือกตั้งในแต่ละเขตว่า จะเห็นความ “สะวิง” ของคะแนนเสียงในแต่ละเขต คือ อาจเห็นว่าพรรคหนึ่งคะแนนสูงในเขตนั้น แต่ผู้สมัครที่ได้เป็น สส. กลับมาจากอีกพรรคหนึ่ง เพราะประชาชนในยุคปัจจุบันมีความเข้าใจบทบาทของนักการเมืองมากขึ้น เข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมือง

เหมือนกับการเลือกซื้อสินค้าที่รู้ว่าซื้ออะไรแล้วคุ้ม อะไรที่ซื้อมาแล้วไม่ตอบโจทย์ เขาเลือกทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเองได้

ขณะเดียวกัน ในความเป็นแบรนด์การเมือง แม้ตัวบุคคลมีส่วนสำคัญมาก แต่ลูกค้าอาจไม่ได้เลือกสินค้าเพราะแบรนด์อย่างเดียว เขาเลือกจากการใช้งานจริง เหมือนแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่มีหลายผลิตภัณฑ์ อาจใช้สินค้าบางอย่างจากแบรนด์หนึ่ง และใช้แบรนด์หนึ่งในอีกหมวดหนึ่งก็ได้

“ผู้บริโภคยุคนี้มีสิทธิ์เลือกมากขึ้น และฉลาดเลือกมากขึ้น ผู้บริโภคไม่ได้จงรักภักดีต่อแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งจนยอมเสียคุณค่า สิ่งที่เขามองหาคือ “คุณค่าที่มากกว่าราคาที่จ่าย” เช่นเดียวกับการเมือง ประชาชนให้สิทธิ์ไปแล้ว เขาคาดหวังว่าผู้ที่ได้รับเลือกจะสร้างคุณค่าให้ประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่” อ.วรพงษ์ กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มอง “แบรนดิ้ง” พรรคการเมือง ในสนามเลือกตั้ง 2569

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...