โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เส้นทางของ "ปลัดขิก-องคชาต" จากใช้หลอกผี ยกเป็นของขลัง ถึงโดนทางการกวาดล้าง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 28 พ.ค. 2565 เวลา 06.42 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2565 เวลา 06.04 น.
จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดทองนพคุณ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ / ภาพโดย นภ ลัลล้า

ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการหลอกผีของไทยนี้ได้เริ่มมาแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าเป็นการเชื่อมโยงเข้าด้วยกับการนับถือผีบรรพบุรุษ ที่ได้สืบทอดกันมาในวัฒนธรรมไทยตั้งแต่ก่อนที่พุทธศาสนาจะได้แพร่เข้ามาในดินแดนแถบนี้ ครั้นได้พระพุทธศาสนาเข้าไปก็เอาศาสนาใหม่ปนกับเก่า (นริศรานุวัดติวงศ์, สมเด็จฯ กรมพระยา. สาส์นสมเด็จ. 14 พฤษภาคม 2483.) การสืบทอดคติการนับถือผีบรรพบุรุษจะยังเข้มข้นเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น ในภาคกลางปัจจุบันได้มีวัฒนธรรมต่างชาติเข้ามาปะปน อาจจะไม่เห็นชัดเท่ากับแถบล้านนาหรืออีสาน

ครั้งในสมัยอยุธยาเชื่อว่าการนับถือผีบรรพบุรุษได้ถือสืบเนื่องกันมาโดยตลอด มีหลักฐานจากบันทึกเอกสารฮอลันดา ค.ศ. 1637 (พ.ศ. 2180) ว่าในหอพระเทพบิดรกรุงศรีอยุธยานั้นเป็นที่ไว้ “พระรูปปั้นของบรรดาพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนๆ แต่โบราณ” และสืบทอดมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดให้เปลี่ยนธรรมเนียมถือน้ำครั้งกรุงเก่า ที่เคยเริ่มด้วยถวายบังคมพระเทพบิดร แล้วจึงไปสักการะพระรัตนตรัย ได้ทรงเห็นว่าเพื่อคารวะที่ถูกควรที่จะสักการะพระก่อน ที่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามตลอดจนพระสารีริกธาตุเจดีย์ พระธรรม พระสงฆ์ รับพระราชทานดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเสียก่อน แล้วจึงออกมาอุทิศกุศลแผ่ผลให้แก่ภูมิเทพารักษ์และอากาศเทวดา (ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1 พระราชกำหนด ข้อที่ 40)

เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกคงทรงเข้าพระทัยผิด จึงไปให้ความสำคัญกับพระรัตนตรัยให้อยู่เหนือผีบรรพบุรุษ แต่หากในความเป็นจริง การไหว้ผีบรรพบุรุษก่อนนั้นเป็นการให้ความสำคัญของการถือลำดับก่อนหลัง เพราะในเมื่อการนับถือผีบรรพบุรุษนั้นมีมาก่อนการนับถือพุทธศาสนา อภิสิทธิ์ก็ควรตกเป็นของผีบรรพบุรุษ ซึ่งคนแต่ครั้งกรุงเก่าได้กระทำถูกต้องกันมาแล้ว และคนไทยก็ถือว่าผีบรรพบุรุษนี้สำคัญ เพราะสามารถนำผลดีผลร้ายมาให้มากกว่าพระพุทธรูป คนที่ไม่เข้าใจเรื่องผีปู่ย่าส่วนใหญ่จะไม่มีรากฐานของความเป็นคนไทย

ความเลอะเทอะที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนับถือผีปู่ย่าในภาคกลางของไทยนั้น ก็เพราะได้ถูกเจือด้วยวัฒนธรรมของคนต่างถิ่น และที่เห็นได้ชัดก็คือการยกขันหมาก เพราะเดิมนั้นชายไทยจะต้องย้ายเข้าไปอยู่กับฝ่ายหญิง ในการนี้จึงต้องมีขันตั้งหมากพลูเพื่อไปไหว้ผีของฝ่ายเมีย ตัดขาดจากผีบรรพบุรุษของตนและหันไปถือผีของฝ่ายเมียแทน อีกทั้งยังต้องมีสินสอดที่ฝรั่งเรียก dowry คือทรัพย์สินส่วนแบ่งมรดกจากครอบครัวฝ่ายชาย ไปไว้กับฝ่ายหญิง แต่ของฝรั่ง แขก หรือจีน จะกลับกัน เพราะฝ่ายหญิงต้องย้ายเข้าไปอยู่กับฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงจึงต้องมีสินสอดติดตัวไป

ในระยะแรกชายไทยจะต้องมีหน้าที่ดูแลทำงานกิจการบ้านแทนพ่อเมีย จึงดำรงตำแหน่งเป็น “เจ้าบ่าว” หรือหัวหน้าคนงาน แต่เมื่อมีประเพณีต่างถิ่น เช่น จีน แขก และล่าสุดของฝรั่งเข้ามาเจือ ก็มีแนวโน้มที่จะทำให้ฝ่ายหญิงต้อง “ออกเรือน” ไปอยู่กับฝ่ายชาย แต่การยกขันหมากและสินสอดก็ยังถือต่อกันมา โดยไม่รู้ถึงสาเหตุหรือที่มา

มีความเชื่อว่าผีบรรพบุรุษจะคอยปกป้องลูกหลาน จึงต้องมีการเซ่นไหว้กันเป็นประจำ

“…พนมได้ยอผีพ่อผีแม่ ผีแม่นมเทดผู้เป็นเมีย อันเป็นอันดับแม่ตน ได้ยอผีพี่อ้ายพี่ยี ยอผีพี่เอื้อย ยอผีลูกผีหลานผู้เถ้าผู้แก่แห่งตนอันมาฝาก ผีตะไภ้ยอโสด…” (จารึกวัดช้างล้อม หลัก 106 ด้าน 2 บรรทัด 33-37)

นอกจากผีบรรพบุรุษก็จะมีผีอื่นที่จะต้องคอยเอาใจ ทั้งที่ผีเหล่านี้มิได้มาเกี่ยวข้องเป็นญาติโยม เช่น ผีมาเฟียเจ้าพ่อท้องถิ่น ผีเจ้าที่ ผีเจ้าทาง ผีบ้าน ผีเรือน ผีเจ้าป่า ผีเจ้าเขา ผีเสื้อเมืองทรงเมือง และอื่นๆ อีกมากมาย หากผีเหล่านี้มีศักดินาสูงหน่อยก็ถูกยกขึ้นเป็นเทพ แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ไม่แคล้วที่จะต้องคอยเอาอกเอาใจกันอยู่เป็นนิจเช่นเดียวกับผีบรรพบุรุษ เพราะผีเหล่านี้จะให้ได้ทั้งคุณและโทษ แต่ดูเหมือนว่าพวกสัมภเวสีเหล่านี้ออกจะอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างสำนักงานที่ทำการถาวรให้เรียกว่า”ศาลสืบต่อไปเมื่อหน้า ให้ข้าทูลอองผู้น้อยผู้รักษาเมืองผู้รั้งกรมการเมือง เอก โท ตรี จัตวา ทังปวงบันดามีสารเทพพารักษพระภูมเจ้าที่พระเสื้อเมืองทรงเมือง ให้บำรุงซ่อมแปลงที่ปรลักหักพังนั้นให้บริบูรรณ แลแต่งเครื่องกระยาบวดผลไม้ถั่วงาเปนต้น แลธูปเทียนของบูชาฟ้อนรำบำบวงสรวงพะลีกำมถวายสิ่งซึ่งอันสมควร แก่เทพารักษ์…” (พระราชกำหนด ข้อที่ 35 ในประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1)

แต่ยังมีผีอีกจำพวกที่ส่งอิทธิพลแก่ความเป็นอยู่ทุกข์สุขของชาวบ้าน ผีเหล่านี้ดูออกจะเป็นผีชั้นเลวผีเกเรผีอันธพาล รังแต่จะคอยรังควานชีวิตไม่ให้สงบราบรื่น และพิธีกรรมหลอกผีที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ก็เพื่อผีในกลุ่มนี้โดยเฉพาะ จะเห็นว่าพิธีดังกล่าวได้ถูกคิดค้นขึ้นมาก็เพื่อจะทำให้ผีเหล่านี้หลงผิด ตัวอย่างเช่น หากจะมีงานมงคลหรืองานพิธีก็จะนิยมประดับทางเข้างานให้เป็นซุ้มด้วยต้นกล้วย อ้อย ทางมะพร้าว และไม้ดอกบรรดามี เรียกว่าประตูป่า

ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผีเข้าใจไขว้เขวไปว่าที่นั้นเป็นป่ามิใช่เรือน ผีเหล่านั้นก็จะผ่านไปไม่แวะเวียนเข้ามาสร้างปัญหาเดือดร้อนเสียหายให้แก่งาน หรือก่อนพระราชพิธีก็จะนิยมเล่นเพลงเทพทอง หรือปรบไก่ ซึ่งเป็นเพลงระดับชาวบ้านมีมาแต่ครั้งสุโทัย หนักไปทางหยาบโลน (คำให้การจาก น.พ.พูนพิศ อมาตยกุล 2 มกราคม 2547) ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ผีเข้าใจไปว่างานดังกล่าวเป็นงานระดับชาวบ้านมิใช่งานพระราชพิธี ผีก็จะดูแคลนและเมินไปเสีย

“…ลักษณะที่คนเล่นเพลงปรบไก่ก็ดี เทพทองก็ดี ซึ่งไม่มีอะไรนอกจากเกี้ยวกันโดยกระบวนหยาบช้าถึงขุดโคตรเค้าเหล่ากอ ด่ากันเล่นต่อหน้าธารกำนัน…โดยประสงค์จะให้ปีศาจรังเกียจบุคคลหรือวัตถุที่เป็นเหตุแห่มหรสพ ด้วยเหตุนี้ ในงานสมโภชพระยาช้างเผือกมาถึงพระนคร จึงต้องมีเทพทองเป็นของขาดไม่ได้ มาจนตราบเท่าทุกวันนี้” (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. “ตำนานเสภา”.)

ที่แปลกก็คือวิธีหลอกผีในชีวิตประจำวันจะมีเกี่ยวกับการเกิดอยู่มาก ทั้งนี้ก็เห็นจะเป็นเพราะอัตราการอยู่รอดในการแรกเกิดตลอดไปถึงทารกและเด็กในสมัยโบราณนั้นค่อนข้างจะต่ำ ด้วยเหตุนี้พวกผีๆ ทั้งหลายก็จึงต้องรับกรรมจำยอมตกเป็นจำเลยของสังคมไปโดยปริยาย

เมื่อท้องแก่ใกล้คลอดก็จำเป็นจะต้องหลอกผีโดยให้ผีเข้าใจไปว่า หญิงนั้นได้ตายไปแล้วในการคลอดลูก และเมื่อถึงการคลอดจริงก็หวังว่าผีจะไม่มาข้องแวะ อย่างน้อยก็คงทำให้สบายใจขึ้น วิธีหลอกผีในที่นี้จะต้องทำตัวแทนเป็นตุ๊กตาดินปั้นอยู่ในรูปหญิงนั่งอุ้มเด็ก จากนั้นจึงทำพิธีหักคอตุ๊กตาและนำไปฝังไว้ทางสามแพร่งอันเป็นที่สัญจรของเหล่าผีๆ เพื่อให้พวกผีรับรู้กันทั่วว่า หญิงนั้นได้ตายแล้วในการคลอดลูก หรือหากเจ็บไข้ได้ป่วยก็จะใช้กรรมวิธีเดียวกันนี้ เพื่อหลอกผีว่าผู้ป่วยได้สิ้นชีวิตไปแล้ว จึงมีหลักฐานว่าได้ขุดพบตุ๊กตาดังกล่าวเป็นจำนวนมากในสุโขทัย ที่นิยมเรียกกันว่าตุ๊กตาเสียกบาล

หลังจากคลอดก็ต้องตั้งชื่อเด็กมิให้เป็นมงคล ชมกันว่าน่าเกลียดน่าชัง ไม่มีใครต้องการรับเป็นลูก ดูเหมือน 3 วันแรกคลอดจะนับว่าเป็นช่วงวิกฤต “สามวันลูกผี สี่วันลูกคน” หากพ้นช่วงนี้ไปแล้วก็ใช่ว่าผีจะไม่มารังควาน ยังจำเป็นจะต้องหลอกหลอนพวกผีๆ กันอีกต่อไป มิให้มารบกวนเด็ก เพราะผีสางนั้นดูเหมือนจะคอยแกล้งมิให้ใครได้อะไรที่รักที่ปรารถนา ฉะนั้นต้องทำเสแสร้งหลอกผีว่าไม่ต้องการ ใครอยากได้ก็เอาไป เพราะเป็นเด็กที่ไม่มีใครปรารถนา จะเห็นว่าคนส่วนใหญ่จะนิยมเรียกเด็กว่า “หนู” เรื่องนี้คงมิใช่จากสาเหตุที่หนูมีพันธุกรรม (DNA) ใกล้เคียงกับมนุษย์ หากเพราะหนูเป็นสัตว์ที่ไม่พึงปรารถนา (persona non grata) เห็นที่ไหนก็ต้องไล่ฆ่ากันที่นั่นเสียมากกว่า

“ทางเมืองเชียงใหม่ ถ้าลูกเจ้าหลานนายเกิดมามักใช้ชื่อ 2 ชื่อ ชื่อหนึ่งเป็นสามัญสำหรับตัว อีกชื่อหนึ่งสำหรับให้ผีเกลียด เช่น ชื่อว่า “อึ่ง” บ้าง “กบ” บ้าง “เขียด” บ้าง” (ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. “ตำนานเสภา”.)

ในช่วงที่ยังเป็นเด็กอยู่นี้ หากเป็นเด็กชายก็จะนิยมให้แขวนปลัดขิก

คำว่าปลัด หมายถึง “ตำแหน่งรองจากตำแหน่งที่เหนือกว่า” แต่คำว่าขิก ยังหาที่มาไม่ได้ แต่ก็คงมีความหมายถึงอวัยวะเพศชายอย่างไม่มีข้อสงสัย และคงเป็นคำท้องถิ่นภาคกลางมาแต่เดิม เพราะรูปลักษณะของปลัดขิกก็คืออวัยวะเพศชายจำลองย่อส่วนที่ปราศจากหนังหุ้มปลาย

แปลเป็นอังกฤษได้ว่า “The permanent under-secretary of the penis.”

คำว่าขิก คงจะเลิกใช้มานานแล้ว เพราะคงจะเห็นว่าเป็นคำหยาบ โดยได้หันมาใช้คุยฺหํ ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีแทน และแผลงมาเป็นควยในภาษาไทย แต่อยู่ไปในที่สุดคำนี้ก็กลายเป็นคำหยาบไปอีก แต่ก็ยังคงไม่เลิกใช้กัน ปัจจุบันกลับกลายเป็นคำกำนัลที่มอบให้แก่กันในยามเกิดการพิพาทบาดหมาง

ปลัดขิก บางครั้งก็เรียกว่าขุนเพ็ด

ปลัดขิกหรือขุนเพ็ดจะทำจากไม้มงคล กัลปังหา เขาสัตว์ หรืองา นิยมแขวนไว้ที่ระดับเอว เพราะฉะนั้นเด็กที่แขวนปลัดขิกจึงควรมีอายุประมาณ 3-4 ขวบขึ้นไป เพราะจะเริ่มมีเอวแล้ว โดยในระยะนี้ภูมิคุ้มกันของเด็กจะลดถอยลง ด้วยว่าหย่านมแล้ว จึงมีแนวโน้มที่จะเจ็บไข้ได้ง่าย และในกรณีนี้พวกผีๆ ที่น่าสงสารก็ต้องตกเป็นจำเลยสังคมอีกตามเคย

จะสังเกตได้ว่าปลัดขิกที่นำมาแขวนให้กับเด็กชายนั้น จะอยู่ในลักษณะขององคชาต จำลองย่อส่วนโดยปราศจากหนังหุ้มปลาย ระดับของการแขวนก็อยู่ที่เอวมิใช่คอ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ห้อยลงมาใกล้กับระดับองคชาต (อ้ายจู๋) ของเด็กให้มากที่สุด เพื่อจะหลอกผีให้เข้าใจผิดไปว่าเด็กชายนั้นใช่เด็ก หากเป็นผู้ชายเต็มตัวแล้ว โดยมีองคชาตที่ปลายเปิดไม่มีหนังหุ้ม ส่วนปลัดขิกเหล่านี้ หากจะให้มีความขลังยิ่งขึ้นก็ควรจะต้องผ่านการปลุกเสกเสียด้วยอีกต่างหาก

ปลัดขิกเริ่มด้วยเป็นเครื่องมือหลอกผี แต่แล้วต่อมาปลัดขิกก็ได้ยกระดับตัวเองให้กลายสภาพจากเครื่องมือหลอกผีมาเป็นของขลังในตัวของมันเอง โดยไม่จำกัดอยู่กับวัยอีกต่อไป ผู้ใหญ่ซึ่งไม่มีความจำเป็นแต่ประการใดที่จะหลอกผีให้เข้าใจผิด ก็ยังนิยมที่จะแขวนไว้เป็นเครื่องรางป้องกันสิ่งชั่วร้าย โดยไม่รู้ถึงสาเหตุหน้าที่ของมัน

ในที่สุดปลัดขิกหรือขุนเพ็ดก็ได้ประกาศอิสรภาพยกฐานะตัวเองขึ้นไปอีกระดับ กลายเป็นสิ่งสมควรแก่การเคารพบูชากราบไหว้ สถิตอยู่ตามศาลหรือเป็นเครื่องนำโชคลาภตั้งไว้บูชา หรือเป็นเครื่องมือเพื่อนำความเจริญก้าวหน้าเนื่องในการทำมาค้าขาย โดยทั่วไปจะนำปลัดขิกไปจิ้มลงบนสินค้าพร้อมกับมีคาถากำกับว่า “โอม ระรวยมหาระรวย สามสิบสอง-วยแห่ห้อมล้อม-ีค้าง่ายขายดีแหก-ีกลับบ้าน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” (ควรร่ายด้วยลมหายใจเฮือกเดียว แต่ทำไมจึงต้องสามสิบสอง เรื่องนี้ยังสืบไม่ได้)

หรือ “…โอม ไอ้ขลิกไอ้ขลัก เงี่ยงหักเงี่ยงหงิก ปกเอยปกหาง หางเอยหางอะไร บุรุษชอบ-ี สตรีชอบ-วย ทำให้กูร่ำรวย โพะหัว โพะหัว โพะหัว” (คาถาของหลวงพ่อซ่วน เมืองแปดริ้ว ฉะเชิงเทรา) แต่หากจะตรองดูก็จะเห็นว่า การที่ใช้คำที่ไม่ค่อยสุภาพเป็นคาถากำกับ ก็เพื่อจะให้พวกผีๆ เข้าใจไปว่า สินค้าที่วางขายนั้นเป็นของที่ไม่มีราคาค่างวดวิเศษวิโสอะไร ไม่คุ้มกันที่พวกผีจะมาใส่ใจเสียเวลามารบกวน

การเปลี่ยนหน้าที่ยกฐานะ 3 ระดับ จากเครื่องมือหลอกผี มาเป็นเครื่องรางของขลัง และในที่สุดกลายมาเป็นสิ่งควรแก่การเคารพบูชา หรือเครื่องนำโชคลาภ ยังให้เกิดลัทธิบูชาปลัดขิกขึ้น โดยมีศาลผุดขึ้นทั่วไป ศาลใดมีอานุภาพเฉพาะกิจสามารถบันดาลให้มีลูกชายได้สมตามที่ได้บนบานไว้ มีผู้คนที่จะนำเอาปลัดขิกไปบูชาเพิ่มขึ้น ลามไปถึงความก้าวหน้าทางธุรกิจทำมาหากิน

แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบัน (พ.ศ. 2549 – กองบรรณาธิการ) จำนวนศาลเหล่านี้ได้ถูกกำจัดไปเสียมากโดยทางการ จึงคงยังมีเหลือไม่มากนัก ที่ยังมีเหลืออยู่ในบริเวณพื้นที่ส่วนบุคคลที่ทางการไม่สามารถเข้าไปแส่ได้ เช่น ศาลเจ้าแม่ทับทิม ของปาร์คนายเลิศ เพลินจิต กรุงเทพฯ เป็นต้น หรือไม่ก็เป็นศาลที่อยู่ไกลหูไกลตา

เหตุผลที่ทางการใช้อ้างในการกวาดล้างศาลเหล่านี้ก็เพราะ “อายชาวต่างชาติ” ซึ่งเรื่องนี้ความสำคัญมิได้อยู่ที่การคุกคามกวาดล้างจัดระเบียบศาลทั้งหลาย หากเป็นเกณฑ์ที่สามารถส่อให้เห็นถึงการขาดขั้นตอนในความสืบเนื่องของสังคมเสียมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะบุคลากรในระดับผู้บริหารราชการปัจจุบันส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้ที่ไม่มีรากเหง้า จึงขาดพื้นฐานในเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ยังผลให้เกิดการขาดขั้นตอนที่สืบเนื่องของประเพณีที่มีมา คนเหล่านี้จึงได้เกิดความละอายขายหน้าในวัฒนธรรมไทย

ในพระราชกำหนดใหม่ที่ 35 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กล่าวถึงการบูชาปลัดขิกหรือขุนเพ็ดไว้ว่า

“แต่ซึ่งสารเทพารักษาอันเอาไม้ทำเปนเพศบุรุษลึงใหญ่น้อยต่างๆ หญิงชายชวนกันนับถือนั้น ทรงพระกรรุณาให้นักปราชญราชบัณฑิตยค้นดูในพระไตรปิฎกก็มิได้มีหย่าง…จึ่งทรงพระวิจารณเหนว่าแรกเหตุนี้จะมีมาเพราะคนพาลกกขะละหยาบช้า สืบมาหญิงชายผู้หาปัญามิได้ก็เอาเยี่ยงหย่างนับถือสืบมา…อันหนึ่งเปนที่แขกเมืองนานาปรเทษไปมาค้าขายได้เหนจะดูหมิ่นถิ่นแคลนกรุงเทพพระมหานครอันกอปด้วยเกิยติยศ…ห้ามอย่าให้มีเพศบุรุษลึงอันลามกอัประมงคลไว้ในสารเทพารักษ์เปนอันขาดทีเดียว…” (กฎหมายตราสามดวง)

แต่อย่าลืมว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ก็ได้ทรงเคยเป็นเพียงปกติสามัญ ถิ่นฐานเดิมอยู่แถววัดสุวรรณดารารามปัจจุบันที่อยุธยา ซึ่งเป็นถิ่นคนจีนครั้งสมัยอยุธยา (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่าเป็นเชื้อสายมอญ) ได้มาถวายตัวเป็นขุนนาง ศักดินาเพียง 1600 ยศพระราชวรินทร ตำแหน่งเจ้ากรมตำรวจนอกขวา เมื่อรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งก็เป็นลูกจีน ฉะนั้นเมื่อพระองค์ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ต่อมา บ้านเมืองจึงขาดความสืบเนื่องอยู่บ้างก็เป็นธรรมดา

อย่างไรก็ตามพระราชกำหนดนี้ก็เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า การบูชาปลัดขิก ขุนเพ็ด หรืออีกนัยหนึ่งองคชาต ได้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแล้ว และคงเป็นประเพณีของไทยที่สืบเนื่องกันมาเป็นเวลายาวนานแต่หนหลังจนปัจจุบัน

หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดจากบทความโดย พิทยา บุนนาค เผยแพร่ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2549

เผยแพร่และปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ มิถุนายน พ.ศ. 2560

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...