ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วม สตม. รวบยากูซ่า บอสใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์คาสุวรรณภูมิ หลอกเหยื่อ 40 คดี ได้เงินกว่า 200 ล้านบาท
ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วม สตม. รวบยากูซ่า บอสใหญ่แก๊งคอลเซ็นเตอร์คาสุวรรณภูมิ หลอกเหยื่อ 40 คดี ได้เงินกว่า 200 ล้านบาท
วันที่ 8 มิ.ย. 69 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. พ.ต.อ.นพรัตน์ คำมาก ผกก.สายตรวจ บก.ปพ.พ.ต.ต.พงศ์ปิติ ตรีนิคม สว.กก.สายตรวจ บก.ปพ. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จับกุมนายทาคาฟุมิ สุกาวาระ (MR. TAKAFUMI SUGAWARA) อายุ 31 ปี ชาวญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 12(7) คือ “มีพฤติการณ์เป็นที่น่าเชื่อว่าเป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อสังคมหรือจะก่อเหตุร้ายให้เกิดอันตรายต่อความสงบสุข หรือความปลอดภัยของประชาชน หรือความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศออกหมายจับ” ได้ ภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ต.หนองปรือ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นสืบสวนทราบว่า นายทาคาฟุมิ สมาชิกระดับสูงขององค์กรยากูซ่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา ใช้วิธีหลอกลวงผ่านทางโทรศัพท์ ถึง 3 ชั้น เริ่มจากการใช้เสียงอัตโนมัติโทรศัพท์ทางไกล แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่จากบริษัทโทรคมนาคม NTT แจ้งเตือนว่าสายโทรศัพท์ของเหยื่อกำลังจะถูกตัดสัญญาณ และให้กดหมายเลข 1 หากต้องการติดต่อเจ้าหน้าที่
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดหมายเลขดังกล่าว ระบบจะโอนสายให้ทีมแนวหน้าหลอกถามข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อจากนั้นจะส่งต่อให้ทีมที่สองและสาม สวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและสำนักงานอัยการเขต ข่มขู่ว่าเหยื่อพัวพันกับแก๊งยากูซ่าก่อนบังคับให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์
จากการสืบสวนขบวนการดังกล่าว พบว่ายังมี
พฤติการณ์ล่อลวงคนจากญี่ปุ่นด้วยโปรไฟล์รับสมัครงานปลอม ก่อนบังคับจับขึ้นเครื่องบินไปลงที่พนมเปญเพื่อกักขังและบังคับให้เป็นพนักงานคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเครือข่ายนี้ก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 40 คดีในปี 2024 ได้เงินไปกว่า 1,000 ล้านเยน หรือกว่า 200 ล้านบาทไทย
ต่อมาตำรวจศูนย์ต่อต้านการ ฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับ ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ตำรวจสอบสวน
กลาง (CIB) ได้รับประสานข้อมูล จากสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ว่า คนร้ายรายดังกล่าวได้ใช้ประเทศไทยเป็นสถานที่ซ่อนตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดำเนินคดีของประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จึงเร่ง สืบสวนแกะรอยพบว่า นายทาคาฟุมิ ได้จองตั๋วสายการบินมุ่งหน้าไปยังประเทศมาเลเซีย จึงส่งกำลังเข้าพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ วางกำลังแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว กระทั่งพบ นายทาคาฟุมิ ผู้ต้องหารายนี้ เดินทางเข้ามาบริเวณเคาน์เตอร์เช็คอิน นาทีสุดท้ายก่อนเคาน์เตอร์เช็คอินปิด เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวจับกุมได้ดังกล่าว พร้อมแจ้งเพิกถอนสิทธิการพำนักในราชอาณาจักรและควบคุมตัวนำส่งห้องกัก กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อเตรียมผลักดันกลับไปรับโทษตามกฎหมายที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป