วิกฤตอาหารฟรี “อินโดนีเซีย” ประชานิยมจานยักษ์ สู่วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง
“โครงการอาหารกลางวันฟรี” ที่ดูจะเป็นฮีโร่ ให้กับประธานาธิบดีหน้าใหม่ของอินโดนีเซีย อย่างปราโบโว ซูเบียนโตแต่กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะโครงการที่มูลค่ามหาศาลนี้ ไม่เพียงแต่เป็น “พิษ” ต่อสุขภาพของเด็กนักเรียนจำนวนหลายพันคน ที่มีอาการท้องเสียจากอาหาร.. แต่ยัง “เป็นพิษ” ต่อสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคอีกด้วย
อีกทั้งยังมีการลุกฮือประท้วงของนักเรียนนักศึกษาในอินโดนีเซียอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียน เจอกับภาวะอ่อนแอ ไม่เติบโตได้ตามที่คาด ค่าเงินอ่อนสุดเป็นประวัติการณ์
เกิดอะไรขึ้น?
🔴 ทำความรู้จัก โครงการอาหารกลางวันฟรี
ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า โครงการอาหารกลางวันฟรี เป็นโครงการเรือธง แนว “สวัสดิการกึ่งประชานิยม” ของประธานาธิบดีปราโบโว เพื่อหวังแก้ปัญหา “ภาวะแคระแกร็นในเด็ก” โดยมีวัตถุประสงค์คือ การเสริมสร้างโภชนาการ และแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ มีเป้าหมายคือการแจกอาหารฟรีอย่างครอบคลุม ให้เก็บเด็กนักเรียน 22 ล้านคน - มูลค่าอาหารที่ราว 20 บาทต่อมื้อ
ตั้งต้น ตอนเปิดตัวโครงการ รัฐบาลบอกว่า จะใช้งบ ปีละประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 แสนล้านบาท — แต่ในระยะยาว ที่จะให้อาหารกลางวันครอบคลุม 83 ล้านคน นักวิเคราะห์ประเมินว่า น่าจะต้องใช้งบสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว
ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปด้วยความสุจริต นี่คือนโยบายประชานิยมที่จะเรียกคะแนนเสียงให้อดีตนายพลนักการเมืองคนสำคัญอย่าง “ซูเบียนโต” ไม่น้อย
แต่ความเป็นจริง กลับไม่ได้ราบรื่นเสมอไป และโครงการ “เรือธง” กลับกลายเป็นโครงการ “เรือจม”
เพราะมูลค่านับแสนล้านบาท ที่ดำเนินการผ่านเครือข่ายผู้รับเหมาภาคเอกชนกว่า 26,000 ราย กลับเผชิญปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องคุณภาพอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน, งบประมาณที่สูญเปล่า และการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง - ซึ่งอาหารที่เป็นพิษทำให้เด็กกว่า 33,000 คน ได้รับผลกระทบ และมันยังเป็นพิษต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างมาก
🔴 พิษต่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่แห่อาเซียน
เพราะการ “ขาดการบริหารจัดการ” อย่างจริงจัง คุณภาพของอาหารที่แย่ลง ตลอดจนการ “คอร์รัปชั่น” มโหฬาร .. และท้ายที่สุด ซูเบียนโต “ปลด” หัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤต “เผือกร้อน” ในรัฐบาลของเขา
ผู้ที่ถูกปลดคือ ดาดัน ฮินดายานา นักกีฏวิทยา ซึ่งเป็นผู้บริหารสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมด้วยอดีตรองผู้อำนวยการอีก 2 คน ได้แก่ ซอนนี ซอนจายา และโลเดอวิก ปูซุง ออกจากตำแหน่ง ก่อนที่ทั้ง 3 จะถูกตั้งข้อหาทุจริต และถูกนำตัวเข้าเรือนจำในวันต่อมาทันที - ซึ่งก่อนหน้านี้ หน่วยงานตรวจสอบการทุจริตอินโดนีเซีย วอตช์ (Indonisia Corruption Watch) ได้ยื่นเรื่องต่อดาดัน ว่า พบความผิดปกติด้านการใช้งบประมาณของโครงการ
ปราโบโวบอกว่า โครงการแสนล้านนี้ ที่มีขึ้นเพื่อหวังพิชิตภาวะขาดอาหารของเด็กนักเรียน ไม่ควรจะถูกใช้เพื่อวัถตุประสงค์ส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมายในสังคมออนไลน์อินโดนีเซีย
บางคนโพสต์ข้อความว่า “แพะโดนจับไปแล้ว”
🔴 ปราโบโว กับมรสุมรอบด้าน
โครงการอาหารกลางวันของปราโบโว ยังละม้ายคล้ายคลึงกับโครงการ Posyandu ในสมัยรัฐบาลซูฮาร์โต อดีตพ่อตาของเขา ในปี 1975 ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับสารอาหาร, วัคซีน และความสะอาดของเด็ก ๆ ท่ามกลางสภาพการขาดแคลนอาหารเพื่อสุขภาพในเวลานั้น
ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน ก็อาจทำให้ปราโบโวต้องตัดงบประมาณโคครงการหลายหมื่นล้านบาทนี้ลง ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐมนตรีพาณิชย์ Purbaya Yudhi Sadewa ได้ประกาศตัดงบโครงการลงแล้ว 20% ในปีนี้
และนั่นก็อาจทำให้ปราโบโวตกที่นั่งลำบากอยู่บ้าง แม้จะไม่ถึงกับ “ยกเลิกทั้งโครงการ” ไปก็ตาม เพราะเขาเดินมาไกลแล้ว หากยกเลิกเวลานี้ ก็เท่ากับเป็นการ “ฆ่าตัวตายทางการเมือง” ลงได้ทันที
Gigih Prihantono นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา ในสุราบายา บอกว่า โครงการอาหารกลางวันฟรี ทำให้เงินไหลออกจากคลังรัฐบาลมากกว่าการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในสมัยโจโก วิโดโด เสียอีก
“โครงสร้างพื้นฐาน ยังนำรายได้กลับมาให้รัฐบาลได้ แต่โครงการอาหารกลางวัน คือ จ่ายแล้วจ่ายเลย” และโครงการนี้ล้มเหลวในการสร้างอุปสงค์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (real economic demand) เพราะรัฐบาลจะไปย้ายเงินจากกองทุนก้อนอื่น มาโปะโครงการนี้ เพื่อให้มันเดินหน้าได้ต่อไป
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าหน่วยสารอาหารของโครงการนี้ Nanik S. Deyang กล่าวปกป้องโครงการ ย้ำว่า การคัดเลือกบริษัทคู่สัญญาเป็นไปอย่างโปร่งใส และโครงการนี้ยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศด้วยการ “อัดฉีดเงินเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง”
เช่นเดียวกับประธานาธิบดีปราโบโว ที่บอกว่า “เงินมันหมุนเวียนอยู่ในหมู่บ้านมหาศาล.. และผมคิดว่า โครางการนี้จะประสบความสำเร็จดีเลยทีเดียว”
🔴 นักศึกษาประท้วงเศรษฐกิจ
เมื่อสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน เกิดการประท้วงจากเหล่านักเรียนนักศึกษากว่า 1,500 คน ในกรุงจาการ์ตา ต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างของรัฐบาลปราโบโว ที่มองว่า “สิ้นเปลือง และ เสียเปล่า”
กลุ่มผู้ประท้วง เรียกตัวเองว่า “Heading to Bankrupt Indonesia” ในชุดแจกเก็ตเหลือง ประชันหน้ากับตำรวจกว่า 6,000 นาย กลางเมืองหลวง
ที่แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะคงราคาน้ำมันไม่เปลี่ยนแปลง ในห้วงภาวะที่โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามสหรัฐฯ และอิสราเอล ต่ออิหร่าน
ผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบให้ตรงเป้ามากขึ้น เพราะโครงการอาหารกลางวันฟรี ที่ใช้งบมหาศาล กลับพบการทุจริตขนานหนัก - ประกอบกับสถานะการคลังที่ย่ำแย่จนรัฐบาลต้องยกเลิกเงินอุดหนุนที่เคยให้ อีกทั้งผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้ยุติบทบาทของ “กองทัพ” ในรัฐบาล มองว่านี่คือภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่ยังอ่อนแอของอินโดนีเซีย
🔴 ค่าเงินดิ่ง-ต่างชาติเทขาย-สัญญาณอันตรายอินโดนีเซีย?
แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ของประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างมาก ทำให้ค่าเงินอ่อนจัด โดยเงินรูเปียห์แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18,000 รูเปียห์ ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่าเงินย่ำแย่ที่สุดในเอเชียนาทีนี้ - ลดลงจาก 16,000 รูเปียะห์ เมื่อเดือนมีนาคม - และในสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคาข้าวของถึง 32% สร้างความโกรธขึ้งให้กับประชาชน
ประกอบกับการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ (capital flight) เกิดเป็นภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างรุนแรง เพราะกังวลเรื่องทิศทางวินัยทางการคลังและเสถียรภาพของธนาคารกลางภายใต้รัฐบาลปราโบโว
อีกทั้งไม่กี่วันที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (Pertamina) ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน รวดเร็ว 32% ทำให้ภาคโลจิสติกส์ และค่าครองชีพประชาชนกระทบหนักในทันที
วิกฤตที่นำเสนอมา อาจฟังดูรุนแรง ตัวเลข new low ของค่าเงิน แต่มันไม่ได้หมายถึงประเทศกำลังล้มละลาย เพราะในความเป็นจริง เศรษฐกิจอินโดนีเซียเหมือนกำลังเผชิญกับ “ภาวะไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อน” จากแรงกดดันภายนอก ประกอบกับความไม่มั่นใจของประชาชนต่อนโยบายประชานิยมของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แต่ตราบใดที่โครงสร้างการบริโภคในประเทศและการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปนิกเกิล และ อีวี ยังเดินหน้าต่อได้.. อินโดนีเซียก็แค่ “สะดุด” และยังไม่ได้ถึงขั้น “ล้มลง” แต่อย่างใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปธน.อินโดนีเซีย สั่งปลด หัวหน้าโครงการอาหารฟรี หลังพบเด็กป่วยอาหารเป็นพิษ
- อินโดนีเซียลงนามให้สหรัฐฯ เข้าถึงน่านฟ้า ถูกวิจารณ์เสี่ยงดึงสู่ความขัดแย้ง
- อินโดนีเซียทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า หวั่นแก๊งสแกมเมอร์เข้าประเทศ
- อินโดฯ มีแผนสร้าง"คลังเก็บน้ำมัน"แห่งใหม่
- ผู้นำสิงคโปร์เผย อาเซียนหารือแนวคิดใหม่ "คลังสำรองเชื้อเพลิงระดับภูมิภาค"