โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

วิกฤตอาหารฟรี “อินโดนีเซีย” ประชานิยมจานยักษ์ สู่วิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“โครงการอาหารกลางวันฟรี” ที่ดูจะเป็นฮีโร่ ให้กับประธานาธิบดีหน้าใหม่ของอินโดนีเซีย อย่างปราโบโว ซูเบียนโต แต่กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะโครงการที่มูลค่ามหาศาลนี้ ไม่เพียงแต่เป็น “พิษ” ต่อสุขภาพของเด็กนักเรียนจำนวนหลายพันคน ที่มีอาการท้องเสียจากอาหาร.. แต่ยัง “เป็นพิษ” ต่อสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคอีกด้วย

“โครงการอาหารกลางวันฟรี” ที่ดูจะเป็นฮีโร่ ให้กับประธานาธิบดีหน้าใหม่ของอินโดนีเซีย อย่างปราโบโว ซูเบียนโตแต่กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะโครงการที่มูลค่ามหาศาลนี้ ไม่เพียงแต่เป็น “พิษ” ต่อสุขภาพของเด็กนักเรียนจำนวนหลายพันคน ที่มีอาการท้องเสียจากอาหาร.. แต่ยัง “เป็นพิษ” ต่อสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศในระดับมหภาคอีกด้วย

อีกทั้งยังมีการลุกฮือประท้วงของนักเรียนนักศึกษาในอินโดนีเซียอย่างหนักเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังประเทศเศรษฐกิจใหญ่สุดในอาเซียน เจอกับภาวะอ่อนแอ ไม่เติบโตได้ตามที่คาด ค่าเงินอ่อนสุดเป็นประวัติการณ์

เกิดอะไรขึ้น?

🔴 ทำความรู้จัก โครงการอาหารกลางวันฟรี

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า โครงการอาหารกลางวันฟรี เป็นโครงการเรือธง แนว “สวัสดิการกึ่งประชานิยม” ของประธานาธิบดีปราโบโว เพื่อหวังแก้ปัญหา “ภาวะแคระแกร็นในเด็ก” โดยมีวัตถุประสงค์คือ การเสริมสร้างโภชนาการ และแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ มีเป้าหมายคือการแจกอาหารฟรีอย่างครอบคลุม ให้เก็บเด็กนักเรียน 22 ล้านคน - มูลค่าอาหารที่ราว 20 บาทต่อมื้อ

ตั้งต้น ตอนเปิดตัวโครงการ รัฐบาลบอกว่า จะใช้งบ ปีละประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.5 แสนล้านบาท — แต่ในระยะยาว ที่จะให้อาหารกลางวันครอบคลุม 83 ล้านคน นักวิเคราะห์ประเมินว่า น่าจะต้องใช้งบสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปด้วยความสุจริต นี่คือนโยบายประชานิยมที่จะเรียกคะแนนเสียงให้อดีตนายพลนักการเมืองคนสำคัญอย่าง “ซูเบียนโต” ไม่น้อย

แต่ความเป็นจริง กลับไม่ได้ราบรื่นเสมอไป และโครงการ “เรือธง” กลับกลายเป็นโครงการ “เรือจม”

เพราะมูลค่านับแสนล้านบาท ที่ดำเนินการผ่านเครือข่ายผู้รับเหมาภาคเอกชนกว่า 26,000 ราย กลับเผชิญปัญหาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเรื่องคุณภาพอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน, งบประมาณที่สูญเปล่า และการเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง - ซึ่งอาหารที่เป็นพิษทำให้เด็กกว่า 33,000 คน ได้รับผลกระทบ และมันยังเป็นพิษต่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซียอย่างมาก

🔴 พิษต่อเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่แห่อาเซียน

เพราะการ “ขาดการบริหารจัดการ” อย่างจริงจัง คุณภาพของอาหารที่แย่ลง ตลอดจนการ “คอร์รัปชั่น” มโหฬาร .. และท้ายที่สุด ซูเบียนโต “ปลด” หัวหน้าโครงการอาหารฟรี เซ่นวิกฤต “เผือกร้อน” ในรัฐบาลของเขา

ผู้ที่ถูกปลดคือ ดาดัน ฮินดายานา นักกีฏวิทยา ซึ่งเป็นผู้บริหารสำนักงานโภชนาการแห่งชาติ พร้อมด้วยอดีตรองผู้อำนวยการอีก 2 คน ได้แก่ ซอนนี ซอนจายา และโลเดอวิก ปูซุง ออกจากตำแหน่ง ก่อนที่ทั้ง 3 จะถูกตั้งข้อหาทุจริต และถูกนำตัวเข้าเรือนจำในวันต่อมาทันที - ซึ่งก่อนหน้านี้ หน่วยงานตรวจสอบการทุจริตอินโดนีเซีย วอตช์ (Indonisia Corruption Watch) ได้ยื่นเรื่องต่อดาดัน ว่า พบความผิดปกติด้านการใช้งบประมาณของโครงการ

ปราโบโวบอกว่า โครงการแสนล้านนี้ ที่มีขึ้นเพื่อหวังพิชิตภาวะขาดอาหารของเด็กนักเรียน ไม่ควรจะถูกใช้เพื่อวัถตุประสงค์ส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เพิ่มเติม ทำให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมายในสังคมออนไลน์อินโดนีเซีย

บางคนโพสต์ข้อความว่า “แพะโดนจับไปแล้ว”

🔴 ปราโบโว กับมรสุมรอบด้าน

โครงการอาหารกลางวันของปราโบโว ยังละม้ายคล้ายคลึงกับโครงการ Posyandu ในสมัยรัฐบาลซูฮาร์โต อดีตพ่อตาของเขา ในปี 1975 ที่มีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับสารอาหาร, วัคซีน และความสะอาดของเด็ก ๆ ท่ามกลางสภาพการขาดแคลนอาหารเพื่อสุขภาพในเวลานั้น

ด้วยข้อจำกัดทางการเงิน ก็อาจทำให้ปราโบโวต้องตัดงบประมาณโคครงการหลายหมื่นล้านบาทนี้ลง ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐมนตรีพาณิชย์ Purbaya Yudhi Sadewa ได้ประกาศตัดงบโครงการลงแล้ว 20% ในปีนี้

และนั่นก็อาจทำให้ปราโบโวตกที่นั่งลำบากอยู่บ้าง แม้จะไม่ถึงกับ “ยกเลิกทั้งโครงการ” ไปก็ตาม เพราะเขาเดินมาไกลแล้ว หากยกเลิกเวลานี้ ก็เท่ากับเป็นการ “ฆ่าตัวตายทางการเมือง” ลงได้ทันที

Gigih Prihantono นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา ในสุราบายา บอกว่า โครงการอาหารกลางวันฟรี ทำให้เงินไหลออกจากคลังรัฐบาลมากกว่าการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในสมัยโจโก วิโดโด เสียอีก

“โครงสร้างพื้นฐาน ยังนำรายได้กลับมาให้รัฐบาลได้ แต่โครงการอาหารกลางวัน คือ จ่ายแล้วจ่ายเลย” และโครงการนี้ล้มเหลวในการสร้างอุปสงค์ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (real economic demand) เพราะรัฐบาลจะไปย้ายเงินจากกองทุนก้อนอื่น มาโปะโครงการนี้ เพื่อให้มันเดินหน้าได้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าหน่วยสารอาหารของโครงการนี้ Nanik S. Deyang กล่าวปกป้องโครงการ ย้ำว่า การคัดเลือกบริษัทคู่สัญญาเป็นไปอย่างโปร่งใส และโครงการนี้ยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศด้วยการ “อัดฉีดเงินเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง”

เช่นเดียวกับประธานาธิบดีปราโบโว ที่บอกว่า “เงินมันหมุนเวียนอยู่ในหมู่บ้านมหาศาล.. และผมคิดว่า โครางการนี้จะประสบความสำเร็จดีเลยทีเดียว”

🔴 นักศึกษาประท้วงเศรษฐกิจ

เมื่อสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนมิถุนายน เกิดการประท้วงจากเหล่านักเรียนนักศึกษากว่า 1,500 คน ในกรุงจาการ์ตา ต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจหลายอย่างของรัฐบาลปราโบโว ที่มองว่า “สิ้นเปลือง และ เสียเปล่า”

กลุ่มผู้ประท้วง เรียกตัวเองว่า “Heading to Bankrupt Indonesia” ในชุดแจกเก็ตเหลือง ประชันหน้ากับตำรวจกว่า 6,000 นาย กลางเมืองหลวง

ที่แม้ว่ารัฐบาลอินโดนีเซียจะคงราคาน้ำมันไม่เปลี่ยนแปลง ในห้วงภาวะที่โลกเผชิญกับวิกฤตพลังงาน อันเป็นผลจากสงครามสหรัฐฯ และอิสราเอล ต่ออิหร่าน

ผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบให้ตรงเป้ามากขึ้น เพราะโครงการอาหารกลางวันฟรี ที่ใช้งบมหาศาล กลับพบการทุจริตขนานหนัก - ประกอบกับสถานะการคลังที่ย่ำแย่จนรัฐบาลต้องยกเลิกเงินอุดหนุนที่เคยให้ อีกทั้งผู้ประท้วงยังเรียกร้องให้ยุติบทบาทของ “กองทัพ” ในรัฐบาล มองว่านี่คือภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยที่ยังอ่อนแอของอินโดนีเซีย

🔴 ค่าเงินดิ่ง-ต่างชาติเทขาย-สัญญาณอันตรายอินโดนีเซีย?

แต่แรงกดดันทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ของประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอย่างมาก ทำให้ค่าเงินอ่อนจัด โดยเงินรูเปียห์แตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18,000 รูเปียห์ ต่อดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ค่าเงินย่ำแย่ที่สุดในเอเชียนาทีนี้ - ลดลงจาก 16,000 รูเปียะห์ เมื่อเดือนมีนาคม - และในสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้ประกาศขึ้นราคาข้าวของถึง 32% สร้างความโกรธขึ้งให้กับประชาชน

ประกอบกับการเทขายของนักลงทุนต่างชาติ (capital flight) เกิดเป็นภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว นักลงทุนต่างชาติเทขายสินทรัพย์และพันธบัตรรัฐบาลอินโดนีเซียอย่างรุนแรง เพราะกังวลเรื่องทิศทางวินัยทางการคลังและเสถียรภาพของธนาคารกลางภายใต้รัฐบาลปราโบโว

อีกทั้งไม่กี่วันที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันแห่งชาติ (Pertamina) ได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มที่ไม่ได้รับเงินอุดหนุน รวดเร็ว 32% ทำให้ภาคโลจิสติกส์ และค่าครองชีพประชาชนกระทบหนักในทันที

วิกฤตที่นำเสนอมา อาจฟังดูรุนแรง ตัวเลข new low ของค่าเงิน แต่มันไม่ได้หมายถึงประเทศกำลังล้มละลาย เพราะในความเป็นจริง เศรษฐกิจอินโดนีเซียเหมือนกำลังเผชิญกับ “ภาวะไข้หวัดใหญ่แทรกซ้อน” จากแรงกดดันภายนอก ประกอบกับความไม่มั่นใจของประชาชนต่อนโยบายประชานิยมของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต แต่ตราบใดที่โครงสร้างการบริโภคในประเทศและการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปนิกเกิล และ อีวี ยังเดินหน้าต่อได้.. อินโดนีเซียก็แค่ “สะดุด” และยังไม่ได้ถึงขั้น “ล้มลง” แต่อย่างใด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...