โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กางไทม์ไลน์แบบละเอียด งดน้ำตาล 2 สัปดาห์ เผยจะเกิดอะไรขึ้นกับ "ร่างกาย"?

sanook.com

เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เปิดไทม์ไลน์ เผยสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ

เปิดไทม์ไลน์ เผยสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ "ร่างกาย" เมื่อหยุดกินน้ำตาลติดต่อกัน 2 สัปดาห์

ลองจินตนาการดูว่าหากคุณต้องตัดใจจากช็อกโกแลต ลูกอม ขนมอบ และน้ำอัดลมรสโปรดเป็นเวลาเต็มๆ 14 วัน ร่างกายของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?

ล่าสุด LADBible รายงานกระแสฮือฮาจากคลิปวิดีโอจำลองระบบร่างกายของ GrowFit Health ที่แสดงภาพกลไกภายในอย่างละเอียด ยามที่ร่างกายไร้น้ำตาลเติมเข้าสู่ระบบ และถูกบังคับให้หันไปเผาผลาญไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทน ซึ่งบอกเลยว่าในช่วงแรกคุณอาจต้องเผชิญกับอาการลงแดงที่ค่อนข้างทรมาน ก่อนจะพบลัพธ์ที่คุ้มค่าในท้ายที่สุด

แยกแยะให้ชัด: "น้ำตาลธรรมชาติ" VS "น้ำตาลอิสระ" ที่ทำร้ายเรา

ก่อนจะไปดูผลลัพธ์ สิ่งสำคัญที่ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) เน้นย้ำคือ เราไม่จำเป็นต้องตัดน้ำตาลทุกชนิดในชีวิต เพราะน้ำตาลออร์แกนิกที่อยู่ในนม ผลไม้สด หรือผัก เป็นสารอาหารที่มีประโยชน์และร่างกายยังต้องการ

แต่สิ่งที่เราควรลดและละเลิกคือ "น้ำตาลอิสระ" หรือน้ำตาลขัดสีที่ถูกเติมเข้าไปในอาหาร เครื่องดื่ม และขนมต่างๆ ซึ่งการกินน้ำตาลประเภทนี้มากเกินไปเป็นสาเหตุหลักของน้ำหนักเกิน ฟันผุ และนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ

หากคุณเริ่มกระบวนการ "หักดิบ" หยุดเติมน้ำตาลอิสระเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลา 2 สัปดาห์ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามไทม์ไลน์ระบบชีวภาพ:

วันที่ 1 - 2: ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มนิ่ง

ในสองวันแรก ตัวจำลองเผยว่า "ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะเริ่มกลับมาเสถียร" คุณจะไม่ค่อยเจอภาวะพลังงานดิ่งฮวบ หรืออาการง่วงนอนเฉียบพลันหลังมื้ออาหารเหมือนแต่ก่อน และเนื่องจากไม่มีน้ำตาลใหม่เข้ามา ร่างกายจึงเริ่มเปลี่ยนโหมดไปดึงไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ออกมาเผาผลาญเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน

วันที่ 3 - 6: ช่วงเวลา "ลงแดง" สุดโหด สารพัดผลข้างเคียง

นี่คือช่วงสัปดาห์แรกที่หินที่สุด ข้อมูลจาก Healthline ระบุว่า การขาดน้ำตาลจะทำให้สมองหลั่งสารโดปามีน หรือสารแห่งความสุขลดลง ส่งผลให้คุณมีอารมณ์ดิ่ง วิตกกังวล นอนหลับยากขึ้น ไม่มีสมาธิ และจะเกิดอาการอยากโหยหาคาร์โบไฮเดรตและของหวานอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ คุณยังอาจถูกโจมตีด้วยอาการทางกาย เช่น ปวดหัว, เวียนหัว, คลื่นไส้ และอ่อนเพลียอย่างหนัก ซึ่งตัวจำลองอธิบายว่า "อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายกำลังขับสารพิษและพยายามปรับตัว ซึ่งมันจะค่อยๆ ผ่านพ้นไปเอง" ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าสำหรับบางคน การค่อยๆ ลดปริมาณน้ำตาลลงทีละน้อยจะดีกว่าการหักดิบตัดเป็นศูนย์ทันที

วันที่ 7 - 9: ปุ่มรับรสโดน "รีเซ็ต" ใหม่

เมื่อผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้ ต่อมรับรสบนลิ้นของคุณจะเกิดการรีเซ็ตระบบใหม่ทั้งหมด "ลิ้นของคุณจะไวต่อรสชาติที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น" และคุณจะรู้สึกว่าผลไม้ตามธรรมชาติมีความหวานฉ่ำเป็นพิเศษ

คิมเบอร์ลี ฮอลแลนด์ นักข่าวสายสุขภาพจาก Eating Well เผยประสบการณ์ตรงหลังจากลองงดน้ำตาลว่า เธอกลับมาดื่มไวน์แล้วรู้สึกว่ามันหวานเจี๊ยบเหมือนขนมสายไหม และเมื่อลองกัดคุกกี้ช็อกโกแลตชิปเข้าไปเพียงครึ่งชิ้น เธอก็ต้องคายทิ้งเพราะรู้สึกว่ามันหวานแสบคอจนกลืนไม่ลง

วันที่ 10 - 14: พลังงานพุ่งสูง ร่างกายเดินเครื่องเต็มสูบ

เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของ 2 สัปดาห์ ระดับพลังงานในร่างกายของคุณจะ "พุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" อาการเหนื่อยล้าคัดจมูกตื้อระหว่างวันจะหายไป ร่างกายมีพลังงานที่สะอาดและคงที่ตลอดทั้งวัน เนื่องจากระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการเปลี่ยนไขมันให้กลายเป็นพลังงานหลัก

iStockphoto

โควต้าน้ำตาลต่อวัน: กินแค่ไหนถึงจะไม่พัง?

คำแนะนำอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลอังกฤษระบุว่า น้ำตาลอิสระไม่ควรเกิน 5% ของพลังงานรวมที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน หรือสรุปง่ายๆ คือ ผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคน้ำตาลอิสระเกิน 30 กรัมต่อวัน (เทียบเท่ากับน้ำตาลก้อนประมาณ 7 ก้อน)

บทสรุปหากคุณคิดจะปฏิวัติตัวเองเพื่อลดน้ำหนักหรือกู้สุขภาพ การงดน้ำตาลอิสระ 2 สัปดาห์คือจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมในการรีเซ็ตร่างกาย แต่สำหรับมือใหม่ที่กลัวทนผลข้างเคียงช่วง 6 วันแรกไม่ไหว แนะนำให้ใช้วิธี "ค่อยๆ ลด" สัดส่วนลงทีละครึ่งในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวได้อย่างยั่งยืนและไม่เครียดจนเกินไป

แหล่งอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...