SENA ดัน LivNex เช่าออมบ้านกระตุ้นกำลังซื้อ
[caption id="attachment_1027460" align="alignnone" width="1920"]
SENA ชี้โจทย์ตลาดบ้านกำลังเปลี่ยนจาก ‘กู้ไม่ผ่าน’ เป็น’ไม่กล้ากู้’ หลังพบภาวะ Self-Rejection ลูกค้าปฏิเสธตัวเองก่อนโอน ถึง 50% ของยอดปฏิเสธการโอนทั้งหมด ดัน LivNex เช่าออมบ้าน กระตุ้นซื้อ[/caption]
6 ก.ค. 2569 - นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ตลาดบ้านวันนี้ไม่ได้เผชิญเพียงปัญหาคนกู้ไม่ผ่าน แต่กำลังเผชิญปัญหาคน ไม่กล้าเริ่มเพราะในวันที่ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่แน่นอน และหนี้ครัวเรือนยังกดดัน การซื้อบ้านซึ่งเป็นภาระระยะยาว 20-30 ปี ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากตั้งคำถามว่าจะผ่อนไหวจริงหรือไม่ และคนไทยไม่ได้เลิกอยากมีบ้าน บ้านยังเป็นความฝันและเป็นปัจจัยสี่หรือทรัพย์สินที่มีมูลค่าของหลายครอบครัว แต่สิ่งที่ลดลงคือความมั่นใจในการเริ่มต้น ปัญหาจึงไม่ใช่แค่กู้ไม่ผ่าน แต่คือไม่กล้ากู้ โจทย์ของตลาดกำลังเปลี่ยนจาก ซื้อไม่ได้ เป็น ไม่มั่นใจจะซื้อ’
จากข้อมูลที่เสนาพบ Self-Rejection การปฏิเสธตัวเองกำลังกลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการไม่โอนกรรมสิทธิ์ โดยมีสัดส่วนราว 50% ของยอดปฏิเสธการโอนทั้งหมด แซงหน้าปัญหา Bank Reject หรือการถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อที่อยู่ประมาณ 40% และการเปลี่ยนใจจากเหตุผลทั่วไปอีกราว 10% ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มที่ไม่มีความต้องการซื้อ หลายรายเลือกยูนิตแล้ว วางเงินจองแล้ว เห็นห้องจริงแล้ว และเตรียมเข้าสู่กระบวนการกู้ธนาคาร แต่กลับตัดสินใจยกเลิกในช่วง 30 วันสุดท้ายก่อนโอน สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความไม่มั่นใจต่ออนาคตทางการเงิน เช่น ความมั่นคงของงาน ภาระผ่อนระยะยาว หรือความกังวลว่าจะรับผิดชอบหนี้ 20-30 ปีได้จริงหรือไม่
หนึ่งในแนวทางของเสนา คือ LivNex เช่าออมบ้าน ซึ่งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกลุ่มลูกค้าที่กู้ไม่ผ่าน หรือยังไม่พร้อมซื้อบ้านทันที แต่เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป LivNex จึงขยายบทบาทมาสู่กลุ่มที่ “กู้ผ่านแต่ไม่กล้ากู้” หรือยังไม่มั่นใจว่าจะรับภาระระยะยาวได้จริง LivNex ยังเป็นเหมือน “พื้นที่ปลอดภัย” หรือ Safe Zone สำหรับคนที่อยากมีบ้าน แต่ยังไม่พร้อมเต็มร้อย โดยลูกค้าสามารถเข้าอยู่ได้ก่อน ทดลองใช้ชีวิตจริง ทดลองผ่อนจริง และประเมินความพร้อมของตัวเองก่อนเป็นหนี้ระยะยาว โมเดลนี้ยังช่วยให้ลูกค้าล็อกราคาบ้านไว้ตั้งแต่วันนี้ โดยเงินที่ผ่อนในช่วง 3 ปีแรกจะถูกนำไปหักจากเงินต้นของราคาบ้าน ซึ่งหากผ่อนครบ 3 ปี ราคาบ้านจะลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 9% ขณะเดียวกัน การผ่อนชำระตรงเวลายังช่วยสร้าง Credit Pattern หรือประวัติการชำระเงินที่ดี เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอสินเชื่อกับธนาคารในอนาคต
นอกจากนี้ หากลูกค้าพบว่าตัวเองยังไม่พร้อม หรือเปลี่ยนใจระหว่างทาง ก็สามารถยุติสัญญาได้ โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ระยะยาวตั้งแต่วันแรก ทำให้ LivNex เป็นทางเลือกที่ช่วยลดแรงกดดันในการตัดสินใจซื้อบ้าน และช่วยให้ผู้บริโภคมีเวลาวางแผนก่อนก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้านจริง โดย LivNex ไม่ได้เป็นเพียงโมเดลทางธุรกิจ แต่เป็นโซลูชันที่ช่วยลดความเสี่ยงให้ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และสถาบันการเงิน เพราะเมื่อลูกค้าได้ทดลองอยู่ ทดลองผ่อน และประเมินความพร้อมก่อน โอกาสเกิดหนี้เสีย หรือ NPL ในอนาคตก็อาจลดลงได้
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การปิดการขาย แต่คือการช่วยให้ลูกค้าไปถึงการเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างยั่งยืนกว่าเดิม บ้านไม่ควรเป็นเรื่องที่ทำให้คนกลัว แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงในชีวิต LivNex จึงเป็นความพยายามในการเปลี่ยน Self-Rejection ให้เป็น Self-Confidence เปลี่ยนจากไม่กล้าเริ่ม ให้กลายเป็นค่อยๆ เริ่มได้อย่างมั่นใจ” นางสาวเกษรา กล่าว.