5 ปัญหาสิ่งแวดล้อม กทม. ที่ยังค้างคา การบ้านผู้ว่าฯใหม่ ต้องเร่งสร้างความร่วมมือ
กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนมากขึ้น และไม่สามารถแก้ไขได้เพียงภายในพื้นที่เมืองเท่านั้น โดยดร.เบญจมาส โชติทอง จาก สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute : TEI) ระบุว่า ภารกิจสำคัญของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในวาระนี้ คือการสร้างความร่วมมือกับจังหวัดโดยรอบ เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีต้นเหตุและผลกระทบเชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค
ผลสำรวจของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเมื่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งก่อน สะท้อนว่า คนกรุงเทพฯ ยังต้องการเห็นการแก้ไข 5 ปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญ ได้แก่ อากาศสะอาด การจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่สีเขียวที่เพียงพอ การแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำรอระบาย รวมถึงการฟื้นฟูคลองให้สะอาดและมีคุณภาพน้ำที่ดี ขณะที่ในปี 2569 ประเด็นเหล่านี้ยังคงเป็นความกังวลของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 น้ำรอระบาย และสภาพอากาศร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ดร.เบญจมาส ระบุว่า กรุงเทพมหานครมีประชากรตามทะเบียนราว 5.5 ล้านคน แต่เมื่อรวมประชากรแฝงแล้วอาจสูงกว่าถึง 3 เท่า เมืองหลวงจึงไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง หากแต่เป็นเมืองที่พึ่งพาจังหวัดโดยรอบทั้งด้านอาหาร น้ำ พลังงาน การจัดการขยะ และทรัพยากรธรรมชาติ ส่งผลให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายด้านไม่สามารถแก้ไขภายในเขตกรุงเทพมหานครเพียงแห่งเดียว
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือปัญหา PM2.5 ซึ่งมีทั้งแหล่งกำเนิดจากยานพาหนะ โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซลในกรุงเทพฯ และการเผาในที่โล่งจากพื้นที่เกษตรและกิจกรรมต่าง ๆ ในจังหวัดรอบข้าง ส่งผลให้การบริหารจัดการต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายพื้นที่ควบคู่กับการใช้ข้อมูลและระบบแจ้งเตือนร่วมกัน
นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ต้องอาศัยพื้นที่รับน้ำจากจังหวัดใกล้เคียงเพื่อลดความเสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงการดูแลระบบนิเวศอ่าวไทยตอนใน ซึ่งเชื่อมโยงพื้นที่ชายฝั่งตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรี กรุงเทพมหานคร ไปจนถึงจังหวัดชลบุรี ทำให้การแก้ไขปัญหาชายฝั่งทะเลและการบริหารทรัพยากรน้ำต้องดำเนินการในระดับพื้นที่ร่วมกัน
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การจัดการขยะของกรุงเทพมหานครที่มีมากกว่า 1 หมื่นตันต่อวัน ซึ่งสุดท้ายต้องนำไปกำจัดและฝังกลบในจังหวัดนครปฐม ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี สะท้อนว่าภาระด้านสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเมืองหลวง แต่ยังส่งผลต่อพื้นที่ปลายทางด้วย
ดร.เบญจมาส ยังมองว่า กรุงเทพมหานครได้เริ่มสร้างรูปแบบความร่วมมือข้ามจังหวัดที่เป็นรูปธรรมแล้ว เช่น การทำงานร่วมกับจังหวัดนครนายกเพื่อลดการเผาในพื้นที่เกษตรในช่วงที่สภาพอากาศเอื้อต่อการสะสมของฝุ่น ก่อนขยายผลสู่จังหวัดต้นทางอื่น ๆ รอบกรุงเทพฯ ควบคู่กับการผลักดันหน่วยงานระดับนโยบายเข้ามาร่วมกำหนดกลไกการบริหารที่ชัดเจนและต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการน้ำ การสร้างระบบอาหารปลอดภัยจากแหล่งผลิตในจังหวัดโดยรอบ การลดความร้อนในเมือง และการลดผลกระทบจากขยะ ล้วนเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานคร หน่วยงานภาครัฐ จังหวัดใกล้เคียง และทุกภาคส่วนในสังคม
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เสนอให้มีการจัดตั้ง "กลไกความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานครและพื้นที่โดยรอบ" ที่มีกฎหมายรองรับ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามเขตการปกครองให้มีความต่อเนื่อง เป็นเอกภาพ และมีความรับผิดชอบร่วมกัน
ทั้งนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ซึ่งขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมายาวนานกว่า 33 ปี และทำงานร่วมกับภาคีทุกระดับ ตั้งแต่ชุมชนจนถึงระดับนโยบาย ระบุว่า การยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพียงจากการทำงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนในระยะยาว