โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ผ่าคำพิพากษา “ทนายตั้ม”เจ้าตัวหลั่งน้ำตาลั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม มั่นใจคดี71ล้านไม่ได้กระทำผิด

เดลินิวส์

อัพเดต 11 มิถุนายน 2569 เวลา 21.11 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ปิดฉากศาลชั้นต้น! เปิดรายละเอียดคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ ศาลสั่งจำคุกทนายตั้ม 5 ปี 12 เดือน ปมเงิน 71 ล้านและส่วนต่างรถเบนซ์ ส่วนเมีย-พี่สาวรอด ยกฟ้องหมด! เผยนาทีทนายตั้มเดินร้องไห้น้ำตาคลอ แถลงทิ้งทวนต่อศาลคาใจหลักฐานแชตไลน์หลุดหาย ล่าสุดลุ้นประกันตัวสู้ชั้นอุทธรณ์เย็นนี้

เวลา 09.15 น. วันที่ 11 มิถุนายน ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกง หมายเลขดำ อทย. 109/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย เศรษฐินีชาวไทย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ที่ 1 นางปณิตา เบี้ยบังเกิด ภรรยา ที่ 2 นายนุวัฒน์ ยงยุทธ หรือนุ คนสนิททนายตั้ม ที่ 3 น.ส.สาริณี นุชนารถ หรือสา แฟนสาวนายนุ ที่ 4 น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ พี่สาวภรรยาทนายตั้ม ที่ 5 น.ส.แก้วสวรรค์ สุขผล พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่ 6 และ น.ส.มนันพัทธ์ รามธีรพัฒน์ พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่ 7 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงินฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
กรณีพวกจำเลยได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินจากนางจตุพร ผู้เสียหาย ให้โอนเงินจำนวนมากหลายครั้งหลายหน เช่น เงินลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ จำนวน71 ล้านบาท เงินซื้อรถเบนซ์ จำนวน 13 ล้านบาท และเงินจ่ายค่าจ้างศิลปินชาวจีนผ่านบิตคอยน์ จำนวน 39 ล้านบาท ค่าจ้าเขียนแบบโรงแรมให้แก่พวกจำเลยหลายครั้ง ซึ่งนางจตุพรอ้างว่าถูกนายษิทรา ฉ้อโกงหลอกลวง ขณะที่นายษิทรา อ้างว่าเป็นเงินที่ให้โดยเสน่หา ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ
วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวทนายตั้ม และภรรยา จากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา ส่วนจำเลยอื่นได้รับการประกันตัว
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ใช้ข้อความอันเป็นเท็จชักชวนผู้เสียหายหลอกลงทุนทำแพลตฟอร์มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยผู้เสียหายยินยอมโอนเงินจำนวน 2 ล้านยูโร หรือประมาณ 71 ล้านบาทเศษ โดยผู้เสียหายมิได้โอนเงินให้โดยเสน่ห์หาตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่เป็นการที่จำเลยที่ 1 แสวงหาประโยชน์ของจำเลยที่ 1 เอง แม้ผู้เสียหายจะเคยออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้กับครอบครัวจำเลยที่ 1 ที่ไปท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศสหลายครั้งหลายหนเป็นเงินจำนวนกว่า 50 ล้านบาทก็ตาม แต่เป็นเพราะผู้เสียหายมีความรักใคร่ครอบครัวของจำเลยที่ 1 ส่วนโครงการแพลตฟอร์มลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล ถือเป็นการลงทุนของผู้เสียหายเอง และได้ติดต่อทวงถามความคืบหน้าจากจำเลยที่ 1 หลายครั้งหลายหนแต่ก็ไม่ได้รับคำตอบชัดเจน

ส่วนกรณีที่ผู้เสียหายต้องการจัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ราคา 12.9 ล้านบาทนั้น แต่จำเลยที่ 1 กลับปกปิดไม่แจ้งราคาจริง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ค่าส่วนต่างเป็นเงิน 1.5 ล้านบาท

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งยังไม่เข้าข่ายเป็นความผิดโดยปกติธุระโดยสันดาน และยังไม่เป็นทางการ พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉ้อโกง 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 ปี ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 4 ปี 12 เดือน ส่วนข้อมูล พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำคุก 2 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 12 เดือน และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน72.5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 แก่ผู้เสียหายด้วย ยกฟ้องจำเลยที่ 2, 5, 6 และ 7
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายตั้มได้แถลงต่อศาลว่า ขอให้นำคดีของตนนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้
นอกจากนี้ระหว่าง ทนายตั้ม เดินออกมาจากห้องพิจารณาได้หยุดพูดคุยกับญาติและผู้สื่อข่าว มีสีหน้าเคร่งเครียด มีน้ำตาคลอ โดยกล่าวว่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะตนเองมั่นใจในคดีเงินก้อน 71 ล้านบาท ว่าไม่ได้กระทำผิด ซึ่งมีหลักฐานทางแชตที่พูดคุยกับฝั่งโจทก์อย่างละเอียด แต่ไม่มีการนำขึ้นมาพิจารณาในคดี
สำหรับนายนุวัฒน์ คนสนิททนายตั้มที่ 3 และ น.ส.สาริณี แฟนสาวนายนุ ที่ 4 นั้น ก่อนหน้านี้ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 12 เดือน ปรับคนละ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญามีกำหนด 2 ปี
นายเดชา กิตติวิทยานันท์ ทนายความชื่อดัง กล่าวว่าที่ทนายตั้มสู้ว่าเงินกว่า 70 ล้านบาท เป็นการให้โดยเสน่หา เป็นแชตไลน์ที่คุยระหว่างทนายตั้มกับเลขามาดามอ้อย ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับมาดามอ้อย ข้อต่อสู้แชตไลน์ว่ามีการยกให้โดยเสน่หาฟังไม่ขึ้น เรื่องนี้ก็ไม่ปรากฏว่าเอาเงินไปแล้ว มีการไปลงทุน ก็เลยโดนลงโทษข้อหาฉ้อโกงไป ความผิดต่อมา เรื่องเงินที่อ้างว่าว่าจ้าง "เฉินคุน" นักแสดงชื่อดังชาวจีนมาจัดงานในไทย 39 ล้านบาท ไม่มีพยานหลักฐานว่าทนายตั้มเข้าไปเกี่ยวข้องข้อหานี้เลยหลุด
ส่วนเรื่องรถเบนซ์ ศาลบอกว่าทนายตั้ม เป็นบุคคลที่ไว้วางใจไม่ควรที่จะไปโกหกมาดามอ้อย เกี่ยวกับเรื่องราคารถเบนซ์ และประเด็นเกี่ยวกับเรื่องใบเสนอราคาที่มีส่วนต่างเป็นล้าน 5 บาท อันนี้ศาลลงโทษเป็นอีกกรรม
เรื่องต่อไปคือใบเสร็จปลอม ศาลพิจารณาว่าใบเสร็จไม่ปลอม คนที่ทําใบเสร็จมาคือบริษัทรถยนต์ เป็นใบเสร็จจริง แต่ราคาไม่จริง จึงเป็นเอกสารเท็จไม่ใช่เอกสารปลอม แต่ว่าทนายตั้มพลาดตรงดันไปเอาเอกสารเท็จส่งไปทางไลน์ให้กับทางมาดามอ้อยเพื่อหลอกส่วนต่าง ก็เลยโดนลงโทษความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์ มาตรา 14 วงเล็บหนึ่ง ส่วนข้อหาเกี่ยวกับเรื่องจ้างออกแบบทำโรงแรม ศาลวินิจฉัยว่าทนายตั้มเป็นผู้ประกอบธุรกิจเป็นเจ้าของสํานักงาน ฉะนั้นคนที่รับจ้างทําการออกแบบโรงแรม คือทนายตั้ม ส่วนบริษัทที่รับออกแบบเหมือนทําตามคําสั่งทนายตั้ม ยังไม่ใช่เรื่องฉ้อโกง เป็นเรื่องสมประโยชน์ ก็หลุดข้อหานี้
ตนอยากจะฝากไปยังตำรวจสอบสวนกลางในการแจ้งข้อหา บางครั้งอาจจะเกินจริงหรือไม่ เพราะปกติธุระ หรือกระทําผิดเป็นสันดาน วันนี้ศาลระบุว่าพฤติกรรมของทนายตั้มไม่ใช่ลักษณะกระทําผิดเป็นสันดาน ฝากกองปราบน เวลาจะแจ้งข้อหา ผู้เสียหายมีเพียงคนเดียว ทําผิด 2 ครั้งขึ้นไป ไม่สามารถจะไปแจ้งความหรือแจ้งข้อหาในข้อหาที่เรียกว่าเป็นปกติธุระ
ศาลบอกเลยทนายตั้มไม่มีพฤติกรรมในการฉ้อโกงบุคคลอื่น เป็นแค่เฉพาะคู่ความรายเดียวแม้ทำ 2-3 ครั้ง ก็ไม่ใช่ปกติธุระ ก็ฝากเรื่องในการแจ้งข้อหา อย่าให้มันรุนแรงเกินไป ซึ่งพอไม่ใช่ ปกติธุระมันก็ไม่ใช่ความผิดมูลฐาน พอไม่ใช่ความผิดมูลฐานก็ไม่ใช่ฟอกเงิน วันนี้ศาลพิพากษาจําคุกทนายตั้ม 2 กระทง คือเรื่องทำแอปลอตเตอรี่และเรื่องรถเบนซ์ และเรื่องปลอมเอกสารอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพ์
มองว่าความผิดตามที่ลงโทษเป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อสักครู่ตนคุยกับพ่อของทนายตั้มว่าหากยกบ้านให้ทางมาดามอ้อยไปมันก็อาจจะจบได้ เท่าที่คุยกับทนายตั้มคุยกับน้องสาวทนายตั้ม เตรียมจะยื่นประกันตัว คิดว่าศาลน่าจะให้เพราะโทษจำคุกไม่ได้สูง และติดคุกมา 1 ปี 8 เดือนแล้ว ซึ่งถือว่าเยอะแล้ว ทนายตั้มก็อยากจะสู้ต่อ รอยื่นประกันตัว วันนี้ก็น่าจะไม่เกิน 16.30 น. ก็น่าจะรู้ว่าได้ประกันหรือไม่ ในส่วนจําเลยคนอื่นๆ ศาลยกฟ้องหมดเลย เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานว่าเขาร่วมกระทําความผิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้เป็นคดีนอกราชอาณาจักร นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดในขณะนั้น ตามกฎหมายให้อำนาจอัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือมีอำนาจตั้งพนักงานสอบสวน จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ (รองอธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวนในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน รับผิดชอบคดีนอกราชอาณาจักร จนทำสำนวนส่งไปยังอัยการสำนักงานคดีพิเศษยื่นฟ้องต่อศาล จนศาลมีคำพิพากษาจำคุกจำเลยวันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...