โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เงินบาทแกว่ง 32.85-33.10 บาท/ดอลลาร์ จับตาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันดอลลาร์แข็งค่า

efinanceThai

เผยแพร่ 11 มิ.ย. เวลา 02.16 น.

เงินบาทแกว่ง 32.85-33.10 บาท/ดอลลาร์ จับตาสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ดันดอลลาร์แข็งค่า

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -11 มิ.ย. 69 9:16: น.

นักค้าเงินประเมินเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.85-33.10 บาทต่อดอลลาร์ หลังดอลลาร์แข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ตลาดจับตาตัวเลข PPI สหรัฐฯ-ทิศทางดอกเบี้ยเฟด

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 32.85-33.10บาท/ดอลลาร์

เงินบาททรงตัวในกรอบใกล้เคียงเดิม ขณะที่ US Treasury yields สูงขึ้นเล็กน้อยหลังเลขเงินเฟ้อ (CPI) สหรัฐฯ เดือน พฤษภาคมออกมาที่ 0.5%MOM หรือ 4.2%YOY ใกล้เคียงที่ตลาดคาด โดยกว่าครึ่งเป็นผลจากราคาพลังงานที่เร่งตัวขึ้น

สหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่านขณะที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าการโจมตีจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้ แต่จะโจมตีอีกครั้งหากไม่สามารถตกลงได้

กกร. ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ไทยปีนี้เป็นขยายตัว 1.6-2.0% จากมาตรการรัฐใหม่

ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.95 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ระดับ 32.93 บาท/ดอลลาร์

ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ ยื่นเสนอ

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่าเขาอาจสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านอีกระลอก เนื่องจากอิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการบรรลุข้อตกลง นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้ปัจจัยหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาสูงเกินคาด และล่าสุดได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี

กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ พุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย. 2566 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเม.ย. ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนเม.ย.

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อยู่ในช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 16-17 มิ.ย.

ทั้งนี้ นายเควิน วอร์ช จะทำหน้าที่ประธานการประชุม FOMC เป็นครั้งแรกในการประชุมครั้งนี้ และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายวอร์ชจะชี้แจงเหตุผลของเฟดในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 98.2% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16-17 มิ.ย. และให้น้ำหนักเกือบ 70% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนธ.ค.

จับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวานนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย จำนวน 1,899 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทยจำนวน 2,422 ล้านบาท

กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 32.80 - 33.10
แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.80 /ขาย 33.10

EUR/THB 37.80 - 38.20
แนะนำ ซื้อ 37.80 /ขาย 38.20

JPY/THB 0.2030 - 0.2070
แนะนำ ซื้อ 0.2030 / ขาย 0.2070

GBP/THB 43.80 - 44.20
AUD/THB 22.90 - 23.30

อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news

เรียบเรียง โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์ อนุมัติ โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...