สรุปผิด "ทนายตั้ม" ฉ้อโกง "เจ๊อ้อย" โดนโทษจำคุก 5 ปี 12 เดือน โวยแหลกไม่ได้รับความเป็นธรรม!
สรุปผิด "ทนายตั้ม" ฉ้อโกง "เจ๊อ้อย" โดนโทษจำคุก 5 ปี 12 เดือน โวยแหลกไม่ได้รับความเป็นธรรม!
วันนี้ (11 มิ.ย.) ที่ห้องพิจารณา907 ศาลอาญาถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฉ้อโกง หมายเลขดำอทย. 109/2568 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และนางจตุพร อุบลเลิศหรือเจ๊อ้อย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้มที่1 นางปณิตา เบี้ยบังเกิด ภรรยาที่ 2 นายนุวัฒน์ ยงยุทธ หรือนุ คนสนิททนายตั้มที่ 3 น.ส.สาริณี นุชนารถ หรือสา แฟนสาวนายนุ ที่ 4 น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ พี่สาวภรรยาทนายตั้มที่ 5 น.ส.แก้วสวรรค์ สุขผล พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่6 และน.ส.มนันพัทธ์ รามธีรพัฒน์ – พนง.โชว์รูมรถยนต์ ที่ 7 ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ฟอกเงิน, ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบฟอกเงินฯ กรณีพวกจำเลยได้ร่วมกันฉ้อโกงเงินจากนางจตุพร ผู้เสียหาย ให้โอนเงินจำนวนมากหลายครั้งหลายหน เช่น เงินลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ จำนวน71 ล้านบาท, เงินซื้อรถเบนซ์ จำนวน13 ล้านบาท, และเงินจ่ายค่าจ้างศิลปินชาวจีนผ่านบิตคอยน์ จำนวน 39 ล้านบาท ให้แก่พวกจำเลยหลายครั้ง ซึ่งนางจตุพรอ้างว่าถูกษิทราฉ้อโกงหลอกลวง ขณะที่นายษิทราอ้างว่าเป็นเงินที่ให้โดยเสน่หา โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ได้เบิกตัวทนายตั้ม และภรรยาทนายตั้มมาจากเรือนจำเพื่อฟังคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิด กรณีที่หลอกลวงเงินจากมาดามอ้อยว่าจะมาทำแพลตฟอร์มส์จำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ และกรณีเป็นตัวกลางติดต่อซื้อรถเมอร์ซิเดสเบนซ์ รุ่น G class มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยในความผิดการซื้อขายรถนั้นศาลเห็นว่าเป็นคนกันเองไม่น่าโกหกกัน จึงเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกง จำคุก 4 ปี 6 เดือน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ 1 ปี 6 เดือน รวมโทษจำคุกนายษิทรา จำเลยที่ 1 จำคุก 5 ปี 12 เดือน และชดใช้ค่าเสียหาย 72 .5 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษา ทนายตั้มได้แถลงต่อศาลว่า ขอให้นำคดีของตนนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ ๆ ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้ โดยศาลได้กล่าวตอบว่าที่ศาลไม่มีหลักสูตรการสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่เป็นการเฉพาะแต่จะรับไว้พิจารณา ระหว่างทนายตั้มเดินออกมาจากห้องพิจารณาได้หยุดพูดคุยกับญาติและผู้สื่อข่าว มีสีหน้าเคร่งเครียด มีน้ำตาคลอ โดยกล่าวว่ารู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะตนเองมั่นใจในคดี 71 ล้านบาทว่าไม่ได้กระทำความผิดและมีหลักฐานทางแชทที่พูดคุยกับฝั่งโจทก์อย่างละเอียด แต่ไม่มีการนำขึ้นมาพิจารณาในคดี
ด้านนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลมีคำพิพากษาโดยระบุว่า ศาลเห็นเป็นประเด็นสำคัญคือคดี 71 ล้าน กรณีลอตเตอรี่ออนไลน์ ซึ่งศาลวินิจฉัยอย่างละเอียด ว่าโจทก์ไม่ได้ให้โดยเสน่หาไม่ใช่เรื่องจริง ศาลพิเคราะห์ลงรายละเอียด เช่น แชทไลน์ ว่ามีการส่งไปหาใครบ้าง และเงินจำนวน 71 ล้านบาท ไม่ได้ถูกโอนไปทำลอตเตอรี่ออนไลน์แต่กลับโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลย ซึ่งก็พิสูจน์ว่า โจทก์ถูกฉ้อโกง ศาลจึงลงโทษในประเด็นนี้ จำคุก ทนายตั้ม 5 ปี 12 เดือน
ส่วนประเด็นเงิน 39 ล้าน กรณีนักแสดงชาวจีน ศาลมองว่าผู้กระทำความผิดคือ นุ และ สา ซึ่งศาลได้แยกคดีและมีการรับสารภาพและพิพากษาไปแล้ว ส่วนทนายตั้มศาลมองว่าไม่ได้ร่วมในขบวนการดังกล่าวแค่รับผลประโยชน์ จึงไม่ได้สั่งลงโทษในประเด็นนี้ เรื่องการซื้อรถ ที่มีการออกใบเสร็จปลอมและนําเอกสารเท็จไปบวกค่าส่วนเกินเป็นเงินสด ศาลพิเคราะห์บอกว่าเป็นการหลอกลวงจำโทษ 1 ปี 6 เดือน ส่วนประเด็นการก่อสร้างออกแบบ โรงแรมมูลค่า 9 ล้าน ศาลมองว่าทนายตั้มอยู่ในฐานะผู้รับออกแบบการหักหัวคิวจึงไม่ใช่การฉ้อโกงจึงไม่ลงโทษในประเด็นนี้ นายปานเทพ ระบุเพิ่มว่าการพิพากษาวันนี้เราพอใจในระดับหนึ่งและน้อมรับในคำพิพากษาอย่างน้อยก็ทำให้หลายคนเห็นการทำงานของบ้านพระอาทิตย์ว่ามี ทีมงาน ในการทำงานรวมถึงตำรวจที่ช่วยเหลือ ทำให้ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า ส่วนประเด็นข้อหาฉ้อโกงที่เป็นปกติธุระ ศาลพิจารณาจากสํานักงานทนายความที่มีการรับงานต่าง ๆ ให้เห็นว่าเป็นการช่วยเหลือไม่เฉพาะที่อ้อยคนเดียว แม้จะมีความผิดใน 2 กรรม แต่ไม่เข้าข่ายในฐานะฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน นอกจากนี้ทีมทนายจะยื่นอุทธรณ์ต่อ ในประเด็นฉ้อโกงเป็นปกติธุระ นอกจากนี้นายปานเทพยังพูดถึงประเด็นที่ทนายตั้มเคยพูดท้าทายกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าจะดื่มปัสสาวะหากไม่มีการติดคุกหรือโดนลงโทษจำนวน 71 แก้ว แต่บัดนี้ค่าเสียหายมีไม่ถึง 72 ล้าน ไม่รู้ว่าจะต้องเพิ่มหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่รู้ว่านายสนธิ จะดำเนินการอย่างไรเพราะตอนนั้นก็ไม่มีการรีบปากอะไร ขณะที่บรรยากาศ ภายในในห้องพิจารณา ทนายตั้ม ได้แถลงภายหลัง ศาลอ่านคำพิพากษา เมื่อศาลอนุญาตแล้วทนายตั้มได้กล่าวว่าขอให้นำคดีของตนนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ๆ ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้ โดยศาลได้กล่าวตอบว่าที่ศาลไม่มีหลักสูตรการสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่เป็นการเฉพาะแต่จะรับไว้พิจารณา