รถปูนติดแหง็กคารางรถไฟ หวิดกลายเป็นเหตุสลด
(23 พ.ค. 69) เวลา 17.30 น. เกิดเหตุระทึกบริเวณทางข้ามทางรถไฟรอยต่อพื้นที่ตำบลท่าเรือ จังหวัดนครนายก และตำบลวัดโบสถ์ อ.เมือง จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อรถบรรทุกพ่วงขนปูนซีเมนต์น้ำหนักรวมเกือบ 40 ตัน เกิดติดค้างอยู่กลางรางรถไฟ ในลักษณะท้องรถติดคานทางข้าม ไม่สามารถขับเคลื่อนเดินหน้าหรือถอยหลังได้ ขณะเดียวกันได้รับแจ้งว่ารถไฟขบวนบ้านสร้าง–ปราจีนบุรี กำลังมุ่งหน้ามายังจุดดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านในพื้นที่ต้องรีบประสานงานและวิ่งไปดักโบกเพื่อให้ขบวนรถไฟหยุดรถเป็นการด่วน โชคดีที่สามารถหยุดขบวนรถได้ทันเวลา จึงไม่เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น
.
จากการสอบถาม นายสิทธิชัย อิ่มจิตร อายุ 60 ปี สจ.ปากพลี เขต 1 เปิดเผยว่า จุดดังกล่าวเป็นทางผ่านชุมชนที่ชาวบ้านสองตำบลใช้สัญจร ซึ่งเหมาะสำหรับรถขนาดเล็กเท่านั้น ส่วนรถขนาดใหญ่หรือรถพ่วงไม่สามารถข้ามได้เด็ดขาด โดยก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือนเพิ่งมีการปรับปรุงทางและได้มีการประชุมเตือนผู้ประกอบการแล้วว่าห้ามรถใหญ่ใช้เส้นทางนี้ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น ขณะที่คนขับรถบรรทุกปูนยอมรับว่า ตนเองกำลังจะเดินทางไปจังหวัดสระบุรีแต่ไม่เคยใช้เส้นทางนี้มาก่อน จึงขับรถวิ่งตามระบบนำทาง GPS มาเรื่อย ๆ เพราะคิดว่าจะสามารถสัญจรผ่านไปได้ตามปกติ จนกระทั่งรถมาติดคาอยู่กลางราง
.
ด้านชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า ช่วงเกิดเหตุพยายามจะตะโกนเตือนคนขับแล้วแต่ไม่ทันการณ์ เมื่อรถติดค้างอยู่จึงได้นำรถไถมาช่วยลากดึงแต่ก็ไม่สำเร็จ หลังจากรถติดได้เพียง 10 นาที รถไฟก็ใกล้จะวิ่งผ่านมาพอดี ชาวบ้านจึงต้องรีบวิ่งย้อนศรทางรถไฟไปไกลเพื่อช่วยกันโบกให้สัญญาณเตือนล่วงหน้านานร่วมครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งรถไฟมาถึงและหยุดได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่ทางรถบรรทุกจะเร่งว่าจ้างรถแบคโฮเข้ามาช่วยยกและลากจูงออกจากรางรถไฟ โดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงสามารถกู้รถได้สำเร็จและเปิดทางให้รถไฟเดินทางต่อได้
.
ทางด้าน นางศิรินภา ศิลา ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่า คาดว่าคนขับไม่ชำนาญทางจึงหลงเชื่อ GPS เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายจราจรทางบก เกี่ยวกับการขับรถผ่านจุดตัดทางรถไฟโดยประมาทจนกีดขวางการเดินรถ ซึ่งหากตรวจสอบพบว่าทำให้การเดินรถไฟเกิดความล่าช้า ได้รับอันตราย หรือเกิดความเสียหายต่อระบบราง ผู้ขับขี่และบริษัทต้นสังกัดอาจต้องถูกดำเนินคดีและรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทั้งในทางแพ่งและทางอาญาต่อไป