เข้าใจแก่นธุรกิจของ SpaceX แม้ยังไม่กำไร แต่ทำไมทั้งโลกกล้าเดิมพัน?
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ SpaceX กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้ หลายฝ่ายมองว่านี่คือบริษัทแห่งอนาคตที่จะกลายเป็น IPO ระดับประวัติศาสตร์โลก ด้วยมูลค่าบริษัทที่จะพุ่งสูงลิ่ว แต่บางฝ่ายก็เกิดตั้งคำถามเช่นกันหลังเห็นรายงานงบการเงินที่ออกมาว่าถ้าบริษัทนี้ต้องแบกต้นทุนและหนี้มหาศาล และอาจไม่สามารถทำกำไรได้อีกนานมาก จะคุ้มเสี่ยงหรือไม่?
Thairath Money พาไปเจาะลึกทำความเข้าใจธุรกิจแบบ SpaceX ผ่านบทสนทนาในรายการ Digital Frontier ระหว่าง รดา-ลภัสรดา พิพัฒน์ และเติ้ล-ณัฐนนท์ ดวงสูงเนิน บรรณาธิการบริหาร Spaceth.co ถึงเบื้องหลังของ SpaceX ถ้าบริษัทนี้ยังไม่ทำกำไร นักลงทุนจะคาดหวังอะไรกับ IPO ครั้งนี้?
โมเดลธุรกิจของ SpaceX
หากมอง SpaceX เป็นเพียง “บริษัทผลิตจรวด” อาจเป็นการมองที่แคบเกินไป เพราะสิ่งที่บริษัทกำลังสร้าง ไม่ได้มีแค่ยานอวกาศ หากแต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่” (New Space Economy) ที่กำลังเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี และเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยชาติกับจักรวาลไปโดยสิ้นเชิง
หลายคนอาจเข้าใจว่า SpaceX แค่รับจ้างผลิตและส่งจรวด แต่จริง ๆ แล้วโมเดลธุรกิจของบริษัทนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก จากช่วงแรกที่รายได้หลักมาจากการงานด้าน Logistics หรือขนส่งขึ้นวงโคจร โดยรับส่งของให้ NASA และส่งดาวเทียมให้เอกชน
แต่ต่อมามีจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการพัฒนา Reusable Rocket หรือจรวดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งช่วยลดต้นทุนมหาศาล จากเดิมที่การส่งจรวดเปรียบเหมือนการเช่าเหมาลำ (Made to Order) ที่ราคาแพง กลายมาเป็นระบบปล่อยจรวจที่มีการกำหนดรอบเวลาที่ชัดเจน (Cadence) ทำให้ราคาถูกลงมาก เพราะลูกค้าจะรู้ได้ว่าจรวดจะถูกปล่อยตอนไหน
แม้วิสัยทัศน์สูงสุดของ Elon Musk จะเป็นการสร้างอาณานิคมมนุษย์บนดาวอังคาร แต่ในเชิงธุรกิจ รายได้หลักที่กำลังขับเคลื่อน SpaceX อยู่ในปัจจุบันคือ “Starlink” บริการอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของบริษัท
แนวคิดอินเตอร์เน็ตจากอวกาศไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตบริษัทอย่าง Iridium ก็เคยพยายามทำมาแล้ว แต่ล้มเหลวจากต้นทุนการส่งดาวเทียมที่สูงมหาศาล รวมถึงความต้องการตลาดที่ยังไม่มากพอ แต่สำหรับ SpaceX แล้วมีอยู่ 3 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ ประกอบไปด้วย
- ความต้องการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
- ต้นทุนการผลิตดาวเทียมที่ลดลง
- และที่สำคัญที่สุด คือการที่ SpaceX สามารถสร้างจรวดที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ ทำให้ลดต้นทุนการส่งสิ่งของขึ้นสู่วงโคจรได้มหาศาล
นี่จึงกลายเป็นความได้เปรียบที่คู่แข่งตามมันได้ยาก เป็นตัวอย่างชั้นยอดของกลยุทธ์ Vertical Integration หรือการควบคุมห่วงโซ่ธุรกิจด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะเมื่อ SpaceX เป็นเจ้าของระบบขนส่งอวกาศที่ถูกที่สุด บริษัทก็สามารถส่งดาวเทียมของตัวเองขึ้นไปสร้างเครือข่ายได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่งอย่างมาก
ปัจจุบัน Starlink เรียกได้ว่ากลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีการคาดการณ์ว่าภายในปลายปี 2025 จะมีผู้ใช้งานถึง 8.9 ล้านราย และสามารถให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่รองรับทั้งวิดีโอคอล เล่นเกมออนไลน์ หรือใช้งานบนเครื่องบินพาณิชย์ แม้อยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็ตาม
วิธีเปลี่ยนให้ธุรกิจปล่อยจรวดราคาถูกลง
ตามที่กล่าวไปข้างต้น ก่อนที่ Starlink จะกลายเป็นเสาหลักทางการเงิน SpaceX เติบโตขึ้นมาจากการคว้าสัญญาสำคัญจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะภารกิจขนส่งสินค้าให้ NASA หลังสหรัฐฯ ปลดระวางโครงการ Space Shuttle ในปี 2011
SpaceX สามารถทำภารกิจขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์เที่ยวแรกไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ได้สำเร็จในปี 2012 และในปี 2020 บริษัทก็กลายเป็นบริษัทเอกชนรายแรกของโลกที่สามารถส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของธุรกิจปล่อยจรวด คือการสร้างจังหวะการปล่อยจรวด หรือ Launch Cadence ที่มีความสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้
ในอดีต การปล่อยจรวดเปรียบเสมือน “แท็กซี่เช่าเหมาลำ” ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และถูกออกแบบเฉพาะภารกิจใดภารกิจหนึ่ง แต่ SpaceX เปลี่ยนโมเดลนี้ให้คล้าย “ระบบขนส่งสาธารณะ” ด้วยการกำหนดตารางปล่อยจรวดที่แน่นอน ทำให้ลูกค้าหลายรายสามารถแชร์พื้นที่บนจรวดเที่ยวเดียวกันได้ ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อรายลดลงมหาศาล
ผลลัพธ์คือ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดเล็ก มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่โรงเรียน ก็สามารถเข้าถึงเศรษฐกิจอวกาศได้จริงผ่านบริการของ SpaceX
เป้าหมายถัดไป AI และ Data Center บนวงโคจร
เมื่อ Starlink เริ่มกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้มั่นคง SpaceX ก็เริ่มมองไปยังก้าวกระโดดครั้งต่อไป นั่นคือปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลขั้นสูง
Elon Musk ให้ความสำคัญอย่างมากกับแนวคิด “Machine-Build-Machine” หรือวงจรที่เครื่องจักรสร้างเครื่องจักรกันเอง โดยมีการอธิบายแนวคิดนี้ไว้ว่า โรงงานอัตโนมัติจะผลิตชิป AI จากนั้นชิปเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ฝึก AI รุ่นใหม่ที่ฉลาดยิ่งขึ้น ก่อนจะย้อนกลับมาช่วยออกแบบและผลิตระบบรุ่นถัดไป เกิดเป็นวงจรเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีแบบไม่สิ้นสุด
และเมื่อผลักแนวคิดนี้ไปจนสุดทาง ก็ทำให้ Elon Musk เริ่มจริงจังกับการสร้าง Data Center สำหรับ AI ในอวกาศ ที่แม้จะฟังดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ (ที่เขาชอบอ่าน) แต่เหตุผลเบื้องหลังกลับมีความเป็นจริงอย่างมาก โดยมีการอธิบายไว้ว่า
- บนอวกาศมีพลังงานสะอาดแบบไร้ขีดจำกัด หากเกิดมี Data Center ขึ้นมาเหนือวงโคจรโลก ที่นั่นจะมีพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ไม่มีเมฆ ไม่มีฝน และไม่มีข้อจำกัดจากโครงข่ายไฟฟ้าบนโลก
- มีระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพกว่าโลก โครงสร้างพื้นฐานในอวกาศสามารถใช้ประโยชน์จากอุณหภูมิสุดขั้วของสุญญากาศในการระบายความร้อนให้เซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ แทนการใช้ระบบหล่อเย็นซับซ้อนแบบบนโลก
- ช่วยลดความผิดพลาดจากมนุษย์ หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ Data Center บนโลก นอกจากเรื่องของภัยธรรมชาติแล้ว ยังมี Human Error ไม่ว่าจะเป็นการทำสายหลุด อุปกรณ์ตกเสียหาย หรือความผิดพลาดจากการบำรุงรักษา แต่หากเซิร์ฟเวอร์ถูกนำขึ้นสู่วงโคจร และใช้หุ่นฮิวมานอยด์ อย่าง Optimus ในการดูแลรักษาแบบอัตโนมัติ ระบบทั้งหมดก็จะมีความปลอดภัยและเสถียรมากขึ้น
- สร้าง Edge Computing ในอวกาศ การประมวลผลข้อมูลดิบจำนวนมหาศาลในวงโคจรก่อนส่งผลลัพธ์กลับมายังโลก จะช่วยลดภาระของเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทั่วโลกได้อย่างมาก และด้วยศักยภาพของ Starship จรวดขนาดยักษ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้เต็มรูปแบบ การขนส่งฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์นับพันตันขึ้นสู่อวกาศ ก็เริ่มมีความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐศาสตร์
“Apollo Effect” จุดเร่งนวัตกรรมอวกาศทั่วโลก
คำถามสำคัญคือ ทำไมการแข่งขันด้านอวกาศจึงสำคัญกับคนทั่วไปบนโลก?
ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ สิ่งนี้คือตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดนวัตกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในซิลิคอนแวลลีย์ รวมถึงการถือกำเนิดของไมโครโปรเซสเซอร์สมัยใหม่ ล้วนมีรากมาจากความพยายามย่อขนาดคอมพิวเตอร์ให้เล็กพอจะใส่เข้าไปในยาน Apollo เพื่อเดินทางไปดวงจันทร์
ปัจจุบัน เศรษฐกิจอวกาศกำลังทำหน้าที่คล้ายกัน ผ่านสิ่งที่หลายคนเรียกว่า “Apollo Effect” ซึ่งจะกลายเป็นตัวเร่งการพัฒนา AI วัสดุศาสตร์ขั้นสูง เทคโนโลยีการแพทย์ และอุตสาหกรรมใหม่อีกจำนวนมาก
และสงครามนวัตกรรมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอวกาศยุคใหม่นี้ กำลังกลายเป็นเกมภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเกมระดับโลก ที่ SpaceX กลายเป็นเหมือนหัวหอกสำคัญของสหรัฐอเมริกา ในการต่อกรกับจีนที่กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศอย่างหนัก
จีนกำลังสร้างโรงงานผลิตดาวเทียมขนาดใหญ่ พร้อมพัฒนาจรวดแบบใช้ซ้ำได้ของตัวเองเพื่อแข่งขันกับ SpaceX จน NASA เองก็มองว่าจีนคือคู่แข่งสำคัญที่สุดของการแข่งขันอวกาศยุคปัจจุบัน
“อวกาศ” ไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ SpaceX กำลังทำให้ “อวกาศ” กลายเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้มากขึ้น เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายในการปล่อยจรวดลดลงอย่างมหาศาล อวกาศก็ไม่ใช่สนามแข่งขันเฉพาะของประเทศมหาอำนาจอีกต่อไป
วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนา มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่นักวิจัยอิสระ ก็สามารถใช้ประโยชน์จากอวกาศได้จริง
ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไทย เริ่มสามารถส่งงานทดลองขึ้นไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ทั้งการทดลองผสมยาในสภาวะไร้น้ำหนัก ไปจนถึงการพัฒนาจอ LCD รุ่นใหม่ เพราะต้นทุนการเข้าถึงอวกาศถูกลงจากเดิมอย่างมหาศาลจากบริษัทอย่าง SpaceX
และเชื่อว่า สำหรับหลายคน แม้จะมองว่า SpaceX นั้นอาจไม่กำไรไปอีกนาน แต่สิ่งที่หลายฝ่ายสนใจในตอนนี้กลับอยู่ที่
- วิสัยทัศน์ของ Elon Musk ที่คนไม่ได้เดิมพันแค่ที่ตัวเลข แต่กำลังเดิมพันที่ความเชื่อว่า Elon Musk จะเปลี่ยนอนาคตได้จริง
- เครือข่ายอำนาจ เนื่องจาก SpaceX มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับรัฐบาลสหรัฐฯ (โดยเฉพาะในยุคทรัมป์) เพื่อรักษาความเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี
- มูลค่าบริษัทที่พุ่งสูง แม้จะยังไม่เข้าตลาดจริง แต่ในตลาดรอง (Secondary Market) หรือพวกโทเคนหุ้น มูลค่าก็พุ่งไปรอแล้ว เพราะคนมองเห็นแก่นของธุรกิจที่ไม่มีใครเลียนแบบได้
ดังนั้น การลงทุนใน SpaceX หรือเศรษฐกิจอวกาศในภาพรวม จึงไม่ใช่แค่การเดิมพันกับความฝันของชายคนหนึ่งที่อยากไปดาวอังคารอีกต่อไป แต่มันคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตที่อาจกำหนดทิศทางนวัตกรรมของมนุษยชาติไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า
รับชมรายการเต็มได้ที่ Digital Frontiers EP.67 | เบื้องหลัง SpaceX ถ้าไม่ทำกำไร นักลงทุนคาดหวังอะไรกับ IPO ครั้งนี้?
ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เข้าใจแก่นธุรกิจของ SpaceX แม้ยังไม่กำไร แต่ทำไมทั้งโลกกล้าเดิมพัน?
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เศรษฐกิจแห่งอนาคต กุญแจสู่ความมั่งคั่งของมนุษยชาติ
- SpaceX ยื่นไฟลิ่งแล้ว มูลค่าพุ่งอีกทะลุ 2 ล้านล้าน เครื่องมือหาเงิน บทใหม่ IPO แห่งประวัติศาสตร์
- เข้าใจแก่นธุรกิจของ SpaceX แม้ยังไม่กำไร แต่ทำไมทั้งโลกกล้าเดิมพัน?
- Elon เอา SpaceX ควบรวม xAI รวม AI เข้ากับอวกาศ เตรียมพร้อม IPO ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี
- รู้จัก Michael Truell ซีอีโอ Cursor ทิ้ง MIT มาทำสตาร์ทอัพ จนกลายเป็นมหาเศรษฐีในวัย 25 ปี
ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath