โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดึงพลังเอกชนพลิกเศรษฐกิจ เอกนิติโชว์ลงทุน-CP ชี้ไทย HUB ทุนโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“อนุทิน-เอกนิติ” เปิดวงครั้งแรกให้เวลากว่า 4 ชั่วโมง ดึงพลังนักธุรกิจใหญ่ ภาคการผลิต อุตสาหกรรม ทุกเซ็กเตอร์ ร่วมยกเครื่องเศรษฐกิจไทย รมว.คลัง-หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ โชว์แพ็กเกจลงทุนใหญ่ดึงเอกชนไทย-ต่างชาติลงทุน ดันยอดทะลุล้านล้านบาท “ศุภชัย CP” เชื่อศักยภาพไทยแข็งแกร่ง ชงเป็น HUB ดึงทุนโลก ชี้กลไกร่วม PPP ดีที่สุด ค่ายโตโยต้า อยากให้หนุนรถยนต์ทางเลือกไฮบริด ไม่จำกัดแค่ EV วงการท่องเที่ยวความหวังหลายล้านคนชงเลิกแข่งราคาถูกดันมหาอำนาจท่องเที่ยว สภาอุตฯ เชียร์วง กรอ. นายกฯตัดสินใจไว สภาหอการค้าขอร่วมวง ครม.เศรษฐกิจ SMEs-ขอทุนต่อลมหายใจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดตึกภักดีบดินทร์ ในทำเนียบ รับคณะนักธุรกิจครั้งใหญ่ที่สุด ครั้งแรก ส่งเทียบเชิญ 10 กลุ่มอุตสาหกรรม 35 รายชื่อ หารือร่วมกับ 20 รัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการ ปลัดกระทรวงที่เป็นฝ่ายเสนาธิการเศรษฐกิจของรัฐบาล ใช้เวลาประชุมและดินเนอร์กว่า 4 ชั่วโมง

ฟังนักธุรกิจปรับทิศ ศก.ใหม่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” โดยมี CEO และระดับเจ้าของกิจการ ประธานอาวุโสของบริษัทใหญ่ ผู้นำสภาหอการค้าไทย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม ยืนยันเข้าร่วม 34 คน จากจดหมายเชิญ 35 คน วาระการประชุมเริ่มต้นเวลา 17.00 น. จนถึงราว 20.30 น.

นายเอกนิติในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ระบุว่า เวทีหารือครั้งนี้เป็นไปตามความมุ่งมั่นทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการจัดวงนี้ขึ้นมาเพื่ออยากสื่อสารให้ภาคธุรกิจเห็นว่ารัฐบาลนี้รับฟังและได้ยินปัญหาและความต้องการของทุกภาคส่วน

แผนลงทุนใหญ่ยอด BOI ล้านล.

ในเวทีนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำเสนอประเด็นแผนการลงทุนประเทศไทยทั้งในกรอบงบประมาณ 2569-2570 และการดึงเอกชนไทย-ต่างชาติเข้ามาลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาได้ยอดการลงทุนผ่านสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไตรมาสแรกทะลุ 1 ล้านล้านบาท จากกว่า 600 โครงการ รวมทั้งเสนอแพ็กเกจการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน “ไทยช่วยไทยพลัส” จากนั้นหลังร่วมฟังความคิดเห็นจากนักธุรกิจ และรวบรวมจัดทำเป็นแผนยกเครื่องประเทศไทย

“โจทย์ใหญ่ หัวใจสำคัญคือ ขณะนี้เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่ออย่างไร จึงต้องฟังความเห็นจากภาคเอกชน ว่าต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอะไร อย่างไร เพื่อนำมากำหนดทิศทาง พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคตให้สอดคล้องกับภูมิทัศน์ใหม่” นายเอกนิติระบุ

ดึงพลังเอกชนเคลื่อนประเทศ

นายเอกนิติย้ำว่า หลังจากการรับฟังความเห็แล้วรัฐบาลจะนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ตามกรอบที่หารือกันไว้ ซึ่งในอดีตวิธีการทำงานจะนำทีมโดยเทคโนแครต เช่น ยุคของนายเสนาะ อูนากูล, ดร.พิสิฏฐ ภัคเกษม จากสภาพัฒน์ และดึงเอกชนมาร่วม แต่ในยุคนี้รัฐบาลกับเอกชนจะเป็นการทำงานเดินไปด้วยกัน ตามวาระที่เอกชนหยิบยกขึ้นมานำเสนอ

“ผลของการรับฟังความคิดเห็นแบบเปิดกว้างจากวงประชุมทั้งหมด รัฐบาลโดยทีมรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจ จะสรุปประเด็นข้อเสนอไปผลักดันต่อ โดยใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ตามนโยบายของนายกฯ”

ตั้งใจแก้อุปสรรค 6 เดือนเห็นผล

รองนายกรัฐมนตรีย้ำว่า “จากนี้ไปรัฐบาลตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำ มาเป็นการทำงานร่วมกัน โดยให้ภาคเอกชนที่เป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค”

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจตั้งเป้าหมายว่า การดำเนินการดังกล่าวจะผลักดันเครื่องยนต์ต่าง ๆ ให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติได้จริง ภายใน 6 เดือน พร้อมทั้งจะมีการติดตามผลและประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินการครั้งนี้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับยุทธศาสตร์ยกเคลื่องเศรษฐกิจไทย จะผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, เศรษฐกิจสีเขียว, AI, การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ

ทั้งนี้การลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

ศุภชัยแนะปั้นไทย HUB ภูมิภาค

นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตนได้พูดอยู่เสมอว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางอะไรได้บ้าง ด้านขนส่งและโลจิสติกส์ ด้านการศึกษา ด้านนวัตกรรม ค้นคว้าวิจัย ด้านเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ เกษตรอาหาร และการเงิน รวมถึงเมดิคอลและเฮลท์แคร์ โดยดึงคนระดับโลกเข้ามาลงทุนและทำงานในเมืองไทย

“ถ้าเราเป็นศูนย์กลางเหล่านี้ได้ไทยจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานในระดับภูมิภาค หรือระดับโลก หมายความว่าประเทศไทยเราส่งมอบคุณค่าให้กับส่วนรวมได้มากกว่าทุกประเทศ ทำให้เกิดการเติบโตของจีดีพี และเศรษฐกิจของประเทศ เกิดการกระจายความเจริญและรายได้”

นายศุภชัยระบุว่า มีหลายเรื่องที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางได้ แต่การจะเป็นศูนย์กลางได้ทุก ๆ ด้านต้องมีเรื่องการค้นคว้าวิจัย มีบุคลากรระดับโลก เพื่อเป็นอนาคตของประเทศและภูมิภาค คิดว่าเรื่องเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ รวมถึงเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเรื่องนี้จะสามารถมาช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ด้วย

ลงทุนร่วม PPP ดีที่สุด

รองประธานเครือเจริญโภคภัณฑ์กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันภาครัฐไม่ต้องทำเองทุกเรื่อง สามารถใช้ PPP ให้เอกชนมามีส่วนร่วมเพื่อดำเนินการตามนโยบายรัฐ ให้เกิดประโยชน์จริง ถ้ารัฐบาลมีความต่อเนื่องผมว่าเรื่องนี้ดีที่สุด ซึ่งเอกชนไทยเรามีศักยภาพอีกมาก ไม่ต้องเป็นเครือ ซี.พี.ก็ได้ ถ้าเอกชนมีโอกาสทำพันธกิจที่ได้ทั้งความคุ้มทุนและได้ประโยชน์ต่อยุทธศาสตร์ประเทศจะได้ผลกำลังมหาศาล

“รวมถึงสตาร์ตอัพที่ก่อตั้งในไทย ทำยังไงให้เขามีบทบาทกับยุทธศาสตร์ของประเทศ และเอากำลังของคนรุ่นใหม่มาช่วยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของประเทศ วันนี้ไม่ใช่ไทยแข่งไทย แต่ไทยยืนอยู่จุดไหนของโลก และเป็นทีมเดียวกับโลกได้ยังไง การแข่งขันยังคงอยู่ แต่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการกีดกัน แต่อยู่บนพื้นฐานการคิดสร้างสรรค์” นายศุภชัยกล่าว

โตโยต้าเสนอ 4 ประเด็นรถยนต์

นายโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ระบุกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ มีสัดส่วนในการสร้างจีดีพีให้กับประเทศไทยสูงถึง 10% โตโยต้ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย มีการผลิตเพื่อรองรับความต้องการภายในประเทศและการส่งออก และมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศในปริมาณค่อนข้างสูง

“ต้องยอมรับว่าส่วนสำคัญของความสำเร็จมาจากนโยบายส่งเสริมของภาครัฐ ทั้งส่วนของรถปิกอัพขนาด 1 ตัน และรถยนต์อีโคคาร์ ที่ถือเป็นโปรดักต์แชมเปียนส์ของประเทศไทยเกิดระบบซัพพลายเชน และเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทย ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาโตโยต้าได้มีข้อเสนอและหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง”

ผู้บริหารโตโยต้าซึ่งได้รับเชิญร่วมเวทีกับนายกฯ ย้ำข้อเสนอ 4 ประเด็นไปยังภาครัฐ คือ 1.การกระตุ้นความต้องการการใช้รถยนต์ภายในประเทศ 2.มาตรการรักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนไทย เพื่อให้มีการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้มากขึ้น 3.การยกระดับศักยภาพและความสามารถในการส่งออกรถยนต์จากฐานผลิตประเทศไทยให้มากขึ้น

และ 4.การนำเสนอนโยบาย “มัลติพาร์ดเวย์” หรือความหลากหลายของพลังงานทางเลือก โดยรัฐบาลไม่ควรจำกัดการสนับสนุนเพียงแค่ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า หรือ BEV เท่านั้น แต่อยากให้สนับสนุนหลังงานทางเลือกต่าง ๆ ทั้งไฮบริด (HEV), พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel)

นายยามาชิตะยังกล่าวต่อไปว่า หากจะมองใช้เชิงการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจปัจจุบันโตโยต้ามีการผลิตรถปิกอัพไฟฟ้า อย่างไฮลักซ์ ทราโว่-อี ออกสู่ตลาด แต่ขณะนั้นต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของปริมาณ ที่ไม่มากพอในการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในปริมาณที่สูง เมื่อเทียบกับ รถปิกอัพไฮลักซ์ ทราโว่ ที่มีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมากกว่า 90%

ฮอนด้าย้ำดูแลอุตสาหกรรมเดิม

ด้านนายอิสรภาพ อู่โชตนานันท์ กรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด และในฐานะตัวแทนบริษัท เปิดเผยว่า ประเด็นที่ฮอนด้าต้องการเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล คือ การดูแลในส่วนของมาตรการการสนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมเดิมให้สามารถแข่งขันได้ โดยไม่ทำลายห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ

ท่องเที่ยวชง “เลิกแข่งราคาถูก”

นายชัย อรุณานนท์ชัย ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเด็นที่ สทท.ได้นำเสนอในที่ประชุมครั้งนี้คือ สื่อสารว่าท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเครื่องยนต์เศรษฐกิจ แต่คือความหวังของคนไทยหลายล้านคนทั้งประเทศ

โดยสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุด คือความชัดเจน ความรวดเร็ว และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่น เปิดประเทศเชิงคุณภาพ และกล้าปฏิรูประบบที่เป็นอุปสรรค ประเทศไทยจะไม่เพียงฟื้นตัวแต่จะสามารถก้าวขึ้นเป็น Tourism Hub ของเอเชียได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สทท.ได้นำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทย 3 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ภารกิจเร่งด่วน ประกอบด้วย การฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและภาพลักษณ์ประเทศไทย เร่งดำเนินมาตรการ “Thailand Tourism Confidence Recovery” แบบบูรณาการทั้งประเทศ โดยเฉพาะรถรับจ้าง ราคาสินค้าไม่เป็นธรรม

การสื่อสารภาวะวิกฤตแบบ Real-Time ซึ่งเป็นระบบช่วยเหลือนักท่องเที่ยว 24 ชั่วโมงหลายภาษา ทำให้ประเทศไทยกลับมาเป็น “Safe & Friendly Destination” อันดับต้นของเอเชีย

ภารกิจที่ 2 วางรากฐานยุทธศาสตร์ ภายใน 4 ปีรัฐบาลควรวางรากฐานสำคัญ คือ การเปลี่ยนประเทศไทยจาก “Tourism Destination” สู่ “Tourism Economy” ยกระดับการท่องเที่ยวให้เป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักเชื่อม Soft Power สร้าง National Tourism Data Platform รวบรวมข้อมูลนักท่องเที่ยว พฤติกรรมการใช้จ่าย ข้อมูลการเดินทาง ข้อมูลเชิงลึกของสายการบิน เพื่อใช้วางนโยบายแบบ Data-Driven และแข่งขันกันกับประเทศคู่แข่งได้

พัฒนาแรงงานท่องเที่ยวแห่งอนาคต โดยเร่ง Upskill / Reskill ด้านภาษา รวมถึงการสร้าง “Tourism Academy” ระดับประเทศ สร้างมาตรฐาน Green Tourism ระดับประเทศ เพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดยุโรปและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในอนาคด เสนอจัดตั้ง “War Room” ด้านการท่องเที่ยวแห่งชาติ

ภารกิจที่ 3 สิ่งที่ต้องยุติ (Policy Exit) ประกอบด้วย ยุติระบบราชการที่ล่าช้าและการอนุมัติหลายขั้นตอน เลิกนโยบาย “แข่งขันด้านราคาถูก” ประเทศไทยไม่ควรแข่งขันด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ต้องมุ่งคุณภาพ, รายได้, ความยั่งยืน

SMEs ขอทุนต่อลมหายใจ

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SMEs ไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาพันธ์สะท้อนปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในภาวะตึงตัวจากต้นทุนที่ปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบจากราคาน้ำมัน ที่สร้างแรงกดดันต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง และกำลังซื้อในประเทศ การเข้าไม่ถึงแหล่งทุน-สินเชื่อ ภาครัฐจำเป็นต้องมีกลไกพิเศษที่ไม่ใช่ระบบธนาคาร เช่น กองทุน หรือช่องทางเฉพาะอื่น ๆ เพื่อส่งเม็ดเงินลงไปยังผู้ประกอบการรายเล็กโดยตรง เพราะหากยังใช้กลไกเดิมจะช่วยได้เฉพาะกลุ่มเดิมที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่ออยู่แล้ว

ทั้งนี้สมาชิกของสมาพันธ์ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มไมโครและเอสเอ็มอีขนาดเล็ก โดยมีเครือข่ายเกือบ 300,000 ราย พบว่าปัญหาหลักตอนนี้มี 3 เรื่องที่ต้องการสะท้อนต่อภาครัฐ คือ 1.มาตรการกระตุ้นการใช้สอยในประเทศ เช่น “คนละครึ่งพลัส” หรือ “ไทยช่วยไทย” ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน ทำให้เกิดยอดขายและช่วยประคองเศรษฐกิจฐานรากได้ในระยะสั้น 2.สินเชื่อต้องลงถึงรายย่อยจริง และ 3.การจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ

หอการค้าขอร่วมวง ครม.

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การตั้ง กรอ.ในฐานะภาคเอกชนมองว่าเป็นเรื่องดี แต่จะมีความยุ่งยาก เนื่องจากในการประชุมแต่ละครั้งจะต้องรอความพร้อมของรัฐบาล บางครั้งอาจใช้เวลาถึง 3 เดือนกว่าจะจัดการประชุมหนึ่งครั้ง ไม่สอดคล้องกับความเร่งด่วนที่เอกชนจะหารือกับรัฐ ดังนั้นการมี ครม.เศรษฐกิจน่าจะตอบโจทย์มากกว่า การประชุมแต่ละครั้งจะเชิญให้เอกชนเข้าไปนั่งฟังร่วมหารือและแสดงความคิดเห็นได้ และ ครม.เศรษฐกิจมีความถี่มากกว่า และมีความสำคัญในแต่ละเรื่องที่ชัดเจน ทำให้เห็นแนวทางด้านเศรษฐกิจจะเร็วกว่า

เชียร์ กรอ.-นายกฯ แก้ปัญหา

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องการฟื้น กรอ.เพราะมองว่าจะเป็นเวทีสำคัญที่ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนตัดสินใจร่วมกันได้เร็วขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมเผชิญแรงกดดันหลายด้าน ต้องการให้รัฐเร่งมาช่วยแก้ปัญหาต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้าราคาถูกทะลักเข้าไทย ปัญหาส่งออกชะลอตัว ค่าไฟและโลจิสติกส์สูง กฎระเบียบที่ล่าช้าและซ้ำซ้อน

“ส.อ.ท.มองว่าหาก กรอ.กลับมาทำงานอย่างเข้มข้นจะช่วยปลดล็อกปัญหาได้เร็ว เพราะมีนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานเศรษฐกิจหลักร่วมตัดสินใจโดยตรง ทำให้ข้อเสนอจากเอกชนไม่ค้างอยู่ในระบบราชการนาน อีกเหตุผลสำคัญคือภาคอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งการแข่งขันจากจีน เทคโนโลยีใหม่ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม จึงต้องการใช้ กรอ.เป็นช่องทางผลักดันมาตรการเร่งด่วน”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดึงพลังเอกชนพลิกเศรษฐกิจ เอกนิติโชว์ลงทุน-CP ชี้ไทย HUB ทุนโลก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...