โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

เปิดแผลใหญ่เมืองมรดกโลก! วุฒิสภาลุยอยุธยา แฉความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ปล่อย "ศูนย์ประวัติศาสตร์ฯ" พันล้านเยนร้างนาน 7 ปี

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

คณะอนุวิจัยฯ วุฒิสภา นำทีมลงพื้นที่เจาะลึกปมขัดแย้งเชิงโครงสร้างและช่องว่างทางกฎหมาย ทำ "ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา" ที่รัฐบาลญี่ปุ่นทุ่มทุนสร้างเกือบพันล้านเยนถูกปล่อยทิ้งร้างมาตั้งแต่ปี 2562 ด้าน "สว.ชิบ จิตนิยม" จี้มหาดไทย-ธนารักษ์-ราชภัฏฯ เร่งจับมือบูรณาการฟื้นคืนชีพแหล่งเรียนรู้ระดับโลก ก่อนกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 9-10 กรกฎาคม 2569 คณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการฯ พร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ และ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขับเคลื่อนโครงการเชื่อมโยงข้อมูลผลงานวิชาการและงานวิจัยไปสู่การแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ โดยมี รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา พร้อมคณะผู้บริหารร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล
จากการประชุมหารือ รศ.ดร.ธาตรี มหันตรัตน์ รองอธิการบดี มรภ.พระนครศรีอยุธยา ได้นำเสนอผลงานวิจัยเรื่อง "ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" ซึ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยืดเยื้อ โดยพบความซ้ำซ้อนด้านอำนาจหน้าที่และข้อกฎหมายระหว่างกรมศิลปากร (พ.ร.บ.โบราณสถานฯ พ.ศ. 2504) กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522) ส่งผลให้ขาดความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการพื้นที่ และเกิดช่องว่างจนนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเคยกระทบต่อโครงการก่อสร้างอาคารของมหาวิทยาลัยยาวนานกว่า 10 ปีมาแล้ว

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา และพบสถานการณ์วิกฤตที่ตรงตามข้อค้นพบจากงานวิจัย โดยศูนย์แห่งนี้ได้ปิดทำการอย่างถาวรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 จนถึงปัจจุบัน
ปัญหาหลักเกิดจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2539 ที่ฝากภารกิจการบริหารไว้กับฝ่ายปกครอง (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ทำให้ไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่ตรงสายงาน ขาดบุคลากรเชี่ยวชาญ และไม่มีฐานะทางกฎหมายเป็นส่วนราชการ ส่งผลให้ไม่สามารถขอจัดสรรงบประมาณแผ่นดินได้โดยตรง ที่ผ่านมาต้องใช้วิธีปันงบเฉลี่ยปีละ 20 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอแม้กระทั่งค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบำรุงรักษา
นายชิบ จิตนิยม ประธานอนุกรรมการฯ เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยาแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 ในวาระฉลองพระชนมายุ 60 พรรษาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นสูงถึง 999 ล้านเยน (ราว 170 ล้านบาท) เพื่อเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น"หากเราปล่อยให้ศูนย์แห่งนี้ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นประวัติศาสตร์แห่งความล้มเหลว มันจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและการบริหารจัดการในระดับสากล รวมถึงอาจกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย หลังจากนี้ กระทรวงมหาดไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และกรมธนารักษ์ จะต้องเร่งบูรณาการหาทางออกร่วมกัน เพื่อฟื้นคืนชีพมรดกของชาติแห่งนี้" นายชิบ กล่าว

ขณะที่ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ที่ปรึกษาอนุกรรมการฯ ในฐานะหนึ่งในอดีตอนุกรรมการวิชาการจัดตั้งศูนย์ฯ เมื่อ 40 ก่อน สะท้อนอย่างน่าเสียดายว่า ความฝันที่อยากเห็นศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้อยุธยาแห่งเดียวในโลกต้องสะดุดลงเพราะระบบบริหารจัดการ เป็นตัวอย่างชัดเจนของอุปสรรคที่ทำให้งานวิจัยขึ้นหิ้งแต่ไม่ถึงมือประชาชน

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยฯ ได้เสนอแบบจำลองทางกฎหมายเพื่อฟื้นฟูศูนย์ฯ 4 ด้าน ประกอบด้วย การวางแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะดึงหน่วยงานวิชาการในพื้นที่เข้ารับผิดชอบ, การปรับโครงสร้างธรรมาภิบาล และการสร้างระบบงบประมาณพึ่งพาตนเองร่วมกับชุมชน โดยนายชิบเสนอแนะให้เสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเข้ามาประยุกต์ใช้ในหลักสูตรเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่
นอกเหนือจากประเด็นโบราณสถาน คณะอนุกรรมการฯ ยังได้รับฟังการนำเสนองานวิจัยเรื่อง "มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานสูงอายุในประเทศไทย" ซึ่งเสนอให้รัฐบาลขยายอายุเกษียณของภาคเอกชนจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และผลักดันกฎหมายเฉพาะคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่ยังจำเป็นต้องทำงานจากภาระทางเศรษฐกิจ
ประเด็นนี้สอดคล้องกับภาพความสำเร็จของ วิสาหกิจชุมชนวัดย่านอ่างทอง อำเภอผักไห่ ที่คณะได้เดินทางไปเยี่ยมชม ซึ่งเป็นโมเดลต้นแบบที่

มรภ.พระนครศรีอยุธยา นำงานวิจัยไปช่วยฟื้นฟูศิลปะการทอผ้าโบราณ จนชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้จริงปีละนับล้านบาท ช่วยให้ผู้สูงอายุในพื้นที่เป้าหมายมีอาชีพและรายได้อย่างมั่นคง
นายชิบ จิตนิยม กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ข้อมูลและข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างทั้งหมดจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะนำไปเผยแพร่ต่อสังคมในวงกว้าง พร้อมทั้งประสานงานผลักดันเข้าสู่ระดับนโยบายของรัฐบาล เพื่อแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประชาชนต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...