หลักพหูสูตของสถาปนิกงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี ผู้เปิดช่อง TikTok สอนวาดลายไทย
หากจะตามหาผู้เชี่ยวชาญสถาปัตยกรรมไทยประเพณีที่มีช่อง TikTok สอนวาดลายไทยของตัวเองในยุคนี้ก็คงมีอยู่ไม่กี่คน
ณัฐกฤต สุนทรีรัตน์ คือสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรมไทยที่ศึกษาจิตรกรรมไทยและลายไทยอย่างลึกซึ้งจนกลายเป็นอีกหนึ่งคนรุ่นใหม่ที่เชื่อมองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับโลกสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
ผลงานโดดเด่นมีทั้งโครงการปรับปรุงพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท การต่อเติมพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬาร ศาลาดนตรีสุริยเทพ และสุวรรณมณฑปพระศรีศาสดาแห่งมหาวิทยาลัยรังสิต ไปจนถึงงานความร่วมมือระดับนานาชาติ อย่างบทบาทที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมให้กับโครงการ ICONSIAM และ Southeast Asian Story Trust ในการร่วมออกแบบตัวละครและฉากของภาพยนตร์แอนิเมชั่น Raya and the Last Dragon จาก Walt Disney Animation Studios
แม้งานหลักของณัฐกฤตจะเกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความเป็นไทยดั้งเดิม แต่ในอีกด้านยังสนุกกับการทำช่อง TikTok และมองว่า “AI ทำให้งานเขียนลายไทยสนุกมากขึ้น”
หลังจากได้แวะชมนิทรรศการ ‘ร้อย เรียง เรื่อง ลาย’ ของสถาปนิกผู้นี้ ที่นำเส้นสายลายไทยในงานสถาปัตยกรรมมาต่อยอดร่วมกับ AI รวมถึงฟังถึงแผนการต่อยอดนิทรรศการไปยังต่างประเทศ เพื่อเล่าเรื่องศิลปวัฒนธรรมไทยในระดับสากลผ่านวิธีที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น
คอลัมน์ Modern Nice วันนี้จึงอยากชวนทุกคนมาร่วมฟัง wisdom ของการเป็น ‘พหูสูต’ ผ่านมุมมองของสถาปนิกผู้เชื่อว่าความรู้ทุกแขนงสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้เสมอ
Learning Across Two Worlds
พหูสูต แปลว่า ผู้ที่ได้ฟังมามาก ผู้รอบรู้ หรือผู้คงแก่เรียน
คำนี้อาจอธิบายเส้นทางของณัฐกฤตได้ดีที่สุด เพราะสิ่งที่หล่อหลอมและสะสมฝีมือไม่ได้มาจากศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่เกิดจากการค่อยๆ ซึมซับองค์ความรู้จากครูบาอาจารย์หลายสาย ทั้งศิลปะไทย งานช่างดั้งเดิม สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ วรรณกรรม ดนตรี ก่อนจะค่อยๆ ตกผลึกออกมาเป็นวิธีคิดและทักษะการออกแบบงานไทยดั้งเดิมที่เชี่ยวชาญ
ณัฐกฤตเริ่มต้นจากเรียนสถาปัตยกรรม และมีความสนใจเรื่องศิลปะไทยมาตั้งแต่ต้น จนมีโอกาสเข้าไปเรียนที่สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตรพิเศษที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้โดยตรงจากศิลปินแห่งชาติและอาจารย์รุ่นใหญ่หลายท่านผู้สืบทอดองค์ความรู้ดั้งเดิม
ไม่ว่าจะเป็นหม่อมราชวงศ์มิตรารุณ เกษมศรี ผู้ออกแบบพระตำหนักในพระราชวังหลายแห่ง และสถาปนิกไทยชื่อดังหลายท่าน ทั้งรองศาสตราจารย์ภิญโญ สุวรรณคีรี, พลอากาศตรี อาวุธ เงินชูกลิ่น, ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี, อาจารย์เผ่า สุวรรณศักดิ์ศรี รวมถึง อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม
สำหรับณัฐกฤต สถาปัตยกรรมไม่ใช่ศาสตร์ที่แยกขาดจากศิลปะแขนงอื่น เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน “จิตรกรรมที่มีปริมาตรจะเป็นประติมากรรม ประติมากรรมขนาดใหญ่ไปใช้งานอยู่กับสถาปัตยกรรม แต่สถาปัตยกรรมไม่ใช่ fine art มันเป็นศาสตร์ที่ต้องไปรับใช้คน ดังนั้นในกระบวนการของสถาปัตยกรรมควรจะต้องเกิดการถกเถียงมากที่สุด เพราะจะมีผลกับคนมาก
“เราเรียนทั้งจากครูบาอาจารย์ฝั่งจารีตที่รักษาสิ่งที่เคยมีมาดีอยู่แล้วให้สืบทอดต่อไป และยังเรียนกับอาจารย์สายสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ใช้อยู่ในบ้านในเมือง เรียนคู่ขนานกันมาตลอด มันคล้ายกับการเรียนเพลง เราเรียนร้องลิเก ร้องโขนในโรงเรียนที่สอนแรปไปพร้อมกัน”
หนึ่งในประสบการณ์สำคัญคือการได้รับทุนจาก Tadao Ando ให้ไปศึกษางานร่วมกับสถาปนิกที่โอซาก้า ทำให้ได้เปิดมุมมองการทำงานของสถาปนิกในประเทศญี่ปุ่นนอกเหนือจากงานออกแบบไทยดั้งเดิม ซึ่งช่วยต่อยอดแนวคิดในการทำงานให้ความรู้แตกแขนงออกไป
ดังนั้นเคล็ดลับของการเป็นยอดพหูสูตไม่ใช่การเรียนเฉพาะศาสตร์งานสไตล์ไทยดั้งเดิมเท่านั้น แต่คือการเปิดโลกให้กว้างที่สุด “มันจะเกิดอาการที่ 2 โลกมาปะทะกัน และเรามีครูบาอาจารย์ฝั่งงานสมัยใหม่ที่คอยมาแลกเปลี่ยนกับเราเสมอ การเรียนจากหลายคนแบบนี้ให้แนวทางที่หลากหลาย เพราะในเรื่องเดียวกันผู้ใหญ่แต่ละท่านก็จะเห็นไปในทางที่ต่างกัน ตีความต่างกัน รสมือไม่เหมือนกัน ซึ่งกำไรกับคนเรียน”
Designing Living Heritage
ช่วงเรียนจบใหม่ ณัฐกฤตมีโอกาสเข้าไปเป็นสถาปนิกในโครงการปรับปรุงและต่อเติมพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในโอกาสเฉลิมฉลองครองราชย์ 60 ปีของรัชกาลที่ 9 โดยรับผิดชอบทั้งโซนห้องจัดเลี้ยงสไตล์คลาสสิกแบบตะวันตกซึ่งได้ร่วมงานกับสถาปนิกมือฉมังหลายท่าน ไปจนถึงการออกแบบห้องรับรองและต่อเติมพื้นที่เชื่อมกับพระที่นั่งบรมราชสถิตยมโหฬารและพระที่นั่งเทวารัณยสถาน ซึ่งต้องอาศัยทั้งฝีมือและความละเอียดอ่อน
“เราเข้าไปช่วยดูเรื่องลวดลายประกอบในการตกแต่งซึ่งมีส่วนที่เป็นสไตล์ตะวันตก แต่ความจริงแล้วการเรียนจิตรกรรมไทยสัมพันธ์กับงานออกแบบสไตล์ตะวันตกอยู่แล้ว เพราะภาษามันใกล้กัน ความคลาสสิกแบบไทยกับคลาสสิกแบบตะวันตกจะมีบัวและรายละเอียดอื่นๆ ที่คล้ายกัน แค่ต้องปรับจูนบ้าง”
อีกหนึ่งผลงานสำคัญคือการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยให้มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ สุวรรณมณฑปพระศรีศาสดา ซึ่งเป็นหอพระพุทธรูปสไตล์ไทยเดิมที่ตั้งอยู่บนอาคารปราสาทสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
“เราออกแบบให้เวลาสะท้อนน้ำจะเห็นเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยรังสิต เห็นเป็นรัศมีของพระอาทิตย์ที่มีสัญลักษณ์อุณาโลมอยู่ข้างบน มันได้เอฟเฟกต์ที่น่าสนใจมาก เพราะเวลาเราออกแบบสถาปัตยกรรมไทย จะมีคำถามว่ามันจะเข้ากับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้มั้ย
ณัฐกฤตยังเป็นผู้ตีความการออกแบบศาลาดนตรีสุริยเทพ ซึ่งเป็นโรงละครที่มีเทวรูปพระสุริยเทพลอยขึ้นมาจากน้ำพุ โดยเชื่อมแนวคิดของแสง เงา และการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เข้ากับพื้นที่ร่วมสมัย
“เราไปดูว่าการตีความของแสงทำได้ 2 แบบ ถ้าไม่เห็นเป็นแสง ก็ต้องเห็นเป็นเงา และสังเกตเห็นว่าเวลาพระอาทิตย์ตกที่ทิศตะวันตกหลังมหาวิทยาลัย ดวงอาทิตย์ดวงใหม่ก็จะขึ้นมา เลยออกแบบเป็นศาลาดนตรีที่มี silhouette ด้านหน้าของสุริยเทพพุ่งขึ้นมา และตั้งอยู่บนโดมน้ำให้เหมือนทะยานมาจากขอบฟ้า จากการมีความหมายว่าเป็นเทพผู้เคลื่อนที่ไม่หยุดนิ่งในวรรณกรรมโบราณ ออกแบบไลต์ติ้งบนผังน้ำพุให้แฝงสัญลักษณ์ผังจักรราศีจากแนวคิดฮวงจุ้ยในศาสนาฮินดู ซึ่งทั้งหมดนี้ซ่อนอยู่ในแลนด์สเคปสมัยใหม่
“ถ้าคนที่ไม่ได้อินหรือไม่ได้เข้าใจในเรื่องนี้เลยมันก็กลายเป็นสถาปัตยกรรมอันหนึ่งที่ทำหน้าที่ของมัน เป็นพื้นที่สำคัญที่คนมาเจอกัน แต่คนที่มีความเชื่อก็จะเห็นคุณค่าในเรื่องราวตรงนี้ การทำอาคารพิเศษอย่างศาสนสถานเลยมาปรับใช้กับงานร่วมสมัยได้สนุก”
Interpreting Thai Culture for the World
สำหรับผลงานที่เคยร่วมมือกับทีมจากต่างประเทศของณัฐกฤต คือบทบาทที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมในการออกแบบความเป็นไทยให้กับไอคอนสยาม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ยุคแรกที่พูดเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไทยอย่างจริงจังในช่วงเวลาที่หลายคนยังมองข้ามคุณค่าของอัตลักษณ์ไทย
“ไอคอนสยามเป็นงานที่เล่าเรื่องไทยโดยไม่มีลายไทย เพราะคอนเซปต์และการเล่าเรื่องถูกมองในประเด็นอื่น ทั้งการออกแบบบรรยากาศ เทคนิคและ rhythm ที่ใช้ในงานตกแต่งแบบไทย ซึ่งเปิดโอกาสให้เราคลี่คลายตัวเองในการเอาความเป็นไทยพวกนี้ออกมา และก็เป็นงานที่คนทำงานได้ประโยชน์มากที่สุด เพราะทำให้เราเข้าใจในประเทศตัวเองมากขึ้น
“ได้ช่วยเขียนเรื่องราว คุณค่าและที่มาของห้าง ในอดีตเราจะเห็นความเรืองรองของอยุธยา แต่โชคไม่ดีที่เกิดไฟไหม้ ก็เลยคิดเป็นคอนเซปต์ว่า ทองลงในแม่น้ำเจ้าพระยา กลายเป็นจุดที่เมล็ดพันธุ์โตขึ้นมาเป็นเมืองรัตนโกสินทร์ตรงย่านนี้ และยังใส่เรื่องราวที่แฝงในเส้นประวัติศาสตร์ อย่างตำแหน่งของไอคอนสยามที่สมัยก่อนมีทูตต่างชาติมาพักอยู่ย่านนี้”
หนึ่งในโซนไฮไลต์ของไอคอนสยามที่ร่วมออกแบบกับทีมผู้เชี่ยวชาญการทำ ‘ตลาด’ ระดับประเทศและทีมผู้ออกแบบเบื้องหลังเมืองแฮร์รี่ พอตเตอร์กับดิสนีย์แลนด์ คือ ‘สุขสยาม’ ตลาดที่รวมของกินเอกลักษณ์จากหลายภาคและยังช้อปปิ้งสนุก โดยณัฐกฤตร่วมตกผลึกชุดความรู้จากหลายภาคส่วนออกมาเป็นคอนเซปต์สุดท้าย
นอกจากงานสถาปัตยกรรมและพื้นที่เชิงวัฒนธรรม ณัฐกฤตยังเป็นที่ปรึกษาที่มีส่วนร่วมในการออกแบบตัวละครหลักและฉากใน Raya and the Last Dragon ของ Walt Disney Animation Studios ที่หยิบแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตีความใหม่ ผ่านมุมมองที่ต้องอาศัยความเข้าใจรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมและศิลปะในภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง
“เราดรอว์อิ้งได้ดีก็เลยได้ทำเกินไปกว่าการเป็นที่ปรึกษา ไปช่วยปรับแก้ตัวละครและการออกแบบเส้นสายต่างๆ เช่น การออกแบบมูฟเมนต์ของเส้นที่เป็นกนกเปลวแบบไทย เส้นสายเวลามังกรหันหน้าแล้วสะบัดผม การสอดแทรกองค์ประกอบไทยอย่างเฉลว ซึ่งเป็นเหมือน easter egg ที่แอบซ่อนอยู่ในฉาก”
หากสังเกตฉากต่างๆ ในแอนิเมชั่น จะพบทั้งรายละเอียดของตลาดน้ำ สถาปัตยกรรม และองค์ประกอบศิลป์ที่มีกลิ่นอายไทยอย่างชัดเจน เพราะหลายฉากได้ณัฐกฤตเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบ โดยบางส่วนยังอ้างอิงแรงบันดาลใจจากผลงานจิตรกรรมไทยจริงด้วย
“ความตั้งใจของเราจะไม่ได้จบแค่งานในประเทศไทย ตอนที่ทำงานให้ดิสนีย์ กลายเป็นว่าเราเป็นคนที่มีความรู้มากที่สุดในเรื่องสถาปัตยกรรมของ Southeast Asia เลยอยากรวบรวมความรู้เหล่านี้ ประเทศไทยมีข้อดีคือเราอยู่ตรงกลางภูมิภาค เรารู้จักงานรอบๆ ประเทศเราหมด มีงานพม่าอยู่ในประเทศไทย ถัดขึ้นไปมีวัฒนธรรมล้านนา ไทยใหญ่ ลาว อีสาน ขอม เราก็รู้จัก หรือลงใต้ไปมลายู คนไทยก็รู้จัก เพราะฉะนั้นช่างไทยจะรู้จักงานจากหลายวัฒนธรรม ถ้าองค์ความรู้ในไทยแข็งแกร่งขึ้นมา เราก็จะขยายสู่ผลงานสถาปัตยกรรมที่แวดล้อมรอบเมืองไทยได้”
Reimagining Tradition Through AI
ความตั้งใจในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านความเป็นไทย เพื่อให้ทั้งคนไทยและต่างชาติเข้าใจรากวัฒนธรรมเหล่านี้มากขึ้น ทำให้ณัฐกฤตมีบทบาทเป็นอาจารย์พิเศษ และเคยร่วมงานกับศาสตราจารย์ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี ในการพัฒนาหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับพระเมรุมาศในประวัติศาสตร์
ปีนี้ณัฐกฤตยังมีผลงานทั้งนิทรรศการและตีพิมพ์หนังสือ ‘ร้อย เรียง เรื่อง ลาย’ ที่เล่าเรื่องเส้นสายลายไทยสู่สถาปัตยกรรม โดยวาดทั้งหน้าจั่ว เครื่องยอด ปราสาท ฯลฯ ร่วมกับ AI และยังสนุกกับการทดลองนำ AI เข้ามาต่อยอดงานจิตรกรรมไทย พัฒนาลายเส้นวาดมือให้กลายเป็นภาพเรนเดอร์ งานภาพเคลื่อนไหว และงานสามมิติ เพื่อเปิดมุมใหม่ให้กับงานจิตรกรรมไทยแบบดั้งเดิม
ณัฐกฤตมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยขยายขอบเขตความฝันของช่างฝีมือได้มาก โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีทักษะดั้งเดิมอยู่แล้วแต่ไม่เคยมีโอกาสสร้างงานในรูปแบบใหม่มาก่อน เช่น บางคนเขียนรูปมาทั้งชีวิตแต่ไม่มีโอกาสได้สร้างประติมากรรม
ความสนุกในการสร้างสรรค์ผลงานช่วงนี้จึงเป็นการสอนเขียนลายไทยและเล่าเกร็ดความรู้ด้านศิลปะไทยในช่อง TikTok ชื่อ Tatan Sun (@attackontatan) จนเกิดเป็นคอมมิวนิตี้เล็กๆ ของเด็กนักเรียนจากหลายจังหวัด มีช่างและครูสอนจิตรกรรมที่เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน ไปจนถึงการสร้างสรรค์เสียงเพลงดนตรีบำบัดและเล่าเรื่องธรรมะสำหรับคนทั่วไปในช่อง Tatan Mantra (@tatanmantra) ซึ่งอ้างอิงจากโครงสร้างเพลงโบราณโดยใช้ AI เข้ามาช่วย ซึ่งส่งต่อข้อคิดทางจิตใจและเล่าเรื่องความเชื่อทางวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ
ณัฐกฤตบอกว่าความสนใจส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลง แต่งกลอน ศึกษาวรรณกรรม ไปจนถึงการศึกษาภาษาบาลีและสันสกฤตเพราะอยากเข้าใจความหมายดั้งเดิมของเรื่องเล่า หลายครั้งทักษะที่เป็นงานอดิเรกเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกลับไปที่งานออกแบบทางสถาปัตยกรรมประเพณีได้เช่นกัน
“ปกติแล้วคนเราจะชอบศึกษาเพื่อที่จะหวังผลบางอย่างใช่มั้ย แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนี้เป็นความชอบที่เกิดจากความชอบเฉยๆ และไปศึกษาในเรื่องนั้นให้มีความรู้ จนวันหนึ่งความรู้ทั้งหมดของเราจะตกผลึกและตกตะกอน”
ดังนั้นเคล็ดลับของการเป็นพหูสูตแม้ในเรื่องที่ดูยากอย่างงานสถาปัตยกรรมไทยประเพณี อาจไม่ใช่การเรียนรู้เพื่อหวังผลตั้งแต่ต้น แต่คือการปล่อยให้ความชอบพาเราไปรู้จักโลกกว้างขึ้น จนวันหนึ่งองค์ความรู้ทั้งหมดค่อยๆ เชื่อมโยงและตกผลึกจากหลายศาสตร์ขึ้นมาเอง