ค่าไฟแพงเพราะอะไร? แล้วคนไทยจะได้จ่ายถูกกี่โมง? ทำไมการรื้อโครงสร้างไฟฟ้าของประเทศ เพื่อเราพ้น “ความยากจนทางพลังงาน” ถึงเป็นสิ่งสำคัญ
“ประเทศไทยแม้มีความก้าวหน้าของโครงข่ายไฟฟ้าเกือบทั่วประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ แต่ค่าไฟฟ้าก็ปรับตัวขึ้น ทั้งจากค่าน้ำมันที่ขึ้นๆ ลงๆ รวมถึงการจัดการอะไรบางอย่างของภาครัฐ”
นี่คือเสียงสะท้อนสำคัญจากนางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ตอกย้ำถึงปัญหาปากท้องที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ในงานแถลงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อภาคครัวเรือน เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งทาง กสม. เตรียมเสนอเรื่องนี้ต่อคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเร็วๆ นี้
นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานอนุกรรมการโครงการจัดทำข้อเสนอแนะของ กสม. ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนกว่า 5,130 คนทั่วประเทศ ระหว่างปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 พบว่าสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างจากทุกภูมิภาคต้องการมากที่สุดคือการให้รัฐช่วยอุดหนุนค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อลดภาระระยะยาว เพิ่มสิทธิใช้ไฟฟรีให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย และรื้อโครงสร้างค่าไฟให้เป็นธรรมอย่างแท้จริง
ที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจยังสะท้อนมุมมองที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค คนในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง มองถึงโครงสร้างโดยเชื่อว่าค่าไฟแพงคือความผิดปกติของระบบและรัฐต้องแก้ที่นโยบาย ในขณะที่คนภาคเหนือและอีสานมักจะโทษพฤติกรรมการใช้ไฟของตัวเองมากกว่า โดยเฉพาะคนอีสานที่แม้จะรู้สึกว่าค่าไฟคือภาระที่หนักที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มที่พยายามปรับตัวและลดการใช้ไฟอย่างหนักที่สุดเช่นกัน
หากมองย้อนกลับไปดูรากเหง้าของปัญหา นางสาวธัญญาภรณ์ สุรภักดี หัวหน้า JET in Thailand ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์ 140 ปีที่คนไทยมีปฏิสัมพันธ์กับไฟฟ้า โดยแบ่งเป็น 3 ยุคหลัก ยุคแรกเริ่มตั้งแต่มีไฟฟ้าใช้ในพระบรมมหาราชวัง ก่อนจะขยายสู่โรงไฟฟ้าเอกชนและรัฐ ซึ่งในยุคนั้นไฟฟ้าถูกมองว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงของชาติมากกว่าสิทธิของประชาชน
ถัดมาในยุคที่ 2 ช่วงสงครามเย็นไปจนถึงยุคบุกเบิกแผนพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลเริ่มสร้างเขื่อนขนาดใหญ่และสถาปนาการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยุคนี้ประชาชนมักถูกเรียกร้องให้เป็นผู้เสียสละพื้นที่ทำกินเพื่อแลกกับความสว่างไสวของประเทศ นำมาซึ่งการลุกขึ้นสู้และต่อต้านการสร้างเขื่อนในหลายพื้นที่ เพื่อปกป้องสิทธิและวิถีชีวิตของตนเอง
เมื่อเข้าสู่ยุคที่ 3 ตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา รัฐเริ่มเปิดทางให้กลุ่มทุนเอกชนเข้ามาผลิตไฟฟ้า นำมาซึ่งบิลค่าไฟที่มีค่า Ft และสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาวที่มีการการันตีกำไรให้เอกชนผ่านค่าความพร้อมจ่าย ยิ่งเมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 รัฐก็ยังเดินหน้าเซ็นสัญญากับเอกชนจนทำให้ไทยตกอยู่ในสภาวะไฟฟ้าล้นระบบมายาวนานถึง 28 ปีจนถึงปัจจุบัน
แม้ที่ผ่านมาประชาชนจะรวมตัวคัดค้านโครงการขนาดใหญ่จนสามารถเปลี่ยนโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติได้ แต่ท้ายที่สุดไทยก็ยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึงร้อยละ 60 และประชาชนก็ยังคงเป็นเพียงคนจ่ายบิลที่ต้องรับความเสี่ยงและผลกระทบทั้งหมดโดยไม่มีสิทธิเลือก ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่แท้จริงนั้น ระบบจะต้องแฟร์และแคร์ประชาชนทุกคน
ปัญหาการไร้สิทธิไร้เสียงนี้ ดร.วิภาวดี พันธุ์ยางน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิชุมชนชี้ว่า แม้ไทยจะมีเครื่องมืออย่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA และ EHIA) แต่ในทางปฏิบัติมักเป็นเพียงกระบวนการที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อลดทอนเสียงคัดค้านและละเลยศักยภาพของพื้นที่ ประชาชนควรได้เข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการคิด วางแผน ถกเถียง และตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่มารับฟังเพียงตอนท้ายที่ส่วนกลางเคาะนโยบายมาแล้ว หากรัฐไม่มีความจริงใจในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ความขัดแย้งก็จะไม่จบสิ้น รัฐจะเสียค่าใช้จ่ายในการทำการศึกษา และไม่เกิดค่าไฟที่เป็นธรรม
เพื่อนำไปสู่ทางออกที่ยั่งยืน รศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอว่าเราต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูล (Data) เข้ามาออกแบบนโยบาย อย่างปัญหาความยากจนทางพลังงาน หรือกลุ่มที่ต้องจ่ายค่าไฟเกินร้อยละ 5 ของรายได้ มักกระจุกตัวอยู่ในภาคกลาง อย่างนครสวรรค์ สุพรรณบุรี และอ่างทอง ในขณะที่อัตราค่าไฟพื้นฐานของไทยอาจไม่มีวันกลับไปถูกเท่าช่วงก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครนได้อีกแล้ว แต่โครงสร้างบิลค่าไฟของเราก็ยังคงแข็งทื่อ เป็นอัตราเดียวทั้งประเทศ
ต่างจากประเทศไอร์แลนด์ที่เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า บิลค่าไฟของเขามีองค์ประกอบยิบย่อยสะท้อนต้นทุนจริง ปรับเปลี่ยนได้ตามช่วงเวลาและพื้นที่ แถมรัฐยังเจาะลึกเก็บข้อมูลชุมชนเพื่อดูว่าบ้านไหนมีผู้สูงอายุ หรือบ้านไหนเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟ เพื่อนำเงินอุดหนุนไปช่วยซ่อมแซมบ้านให้ประหยัดพลังงานได้จริง ซึ่งความร่ำรวยทางข้อมูลนี้เองที่จะช่วยแก้ปัญหาความยากจนทางพลังงานได้อย่างตรงจุด
เพื่อให้ค่าไฟเป็นธรรมและประชาชนเข้าถึงได้จริง คณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอแนวทางปรับแก้โครงสร้างใหญ่ของประเทศ ภายใต้ 4 ข้อใหญ่ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ได้แก่
1. การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมและสามารถจ่ายได้ (affordability) เช่น การทบทวนแนวทางการจัดทำแผนพลังงานของประเทศให้ยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้า เทคโนโลยี และผลกระทบต่อค่าไฟ ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ศึกษาและพัฒนาแนวทางบขริหารจัดการต้นทุนพลังงานและโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้เหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรม พิจารณาแนวทางลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง ส่งเสริมระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น โปร่งใส และแข่งขันได้มากขึ้น เป็นต้น
2. การคุ้มครองกลุ่มประชากรที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางให้เข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และได้รับบริการของรัฐที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยการจัดทำแผนขยายการเข้าถึงไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่นอกโครงข่าย ควรกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล และพื้นที่นอกโครงข่ายให้เป็นธรรมและโปร่งใส กำหนดมาตรการคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มเปราะบาง และทบทวนแนวทางการอุดหนุนค่าไฟฟ้าไปสู่ระบบช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (targeted support) ที่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของครัวเรือน
3. การมีส่วนร่วมในการพัฒนาและได้รับการกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม และการกระจายอำนาจในระบบพลังงาน (energy democracy) ประกอบด้วยการส่งเสริมระบบพลังงานกระจายศูนย์ (decentralized energy) และเปิดโอกาสให้เกิดผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ ผู้ผลิตไฟฟ้าชุมชน และระบบพลังงานระดับท้องถิ่นมากขึ้น พิจารณาปรับปรุงข้อจำกัดด้านโควตาหรือกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดของประชาชนรายย่อย ตลอดจนส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน กลุ่มเปราะบาง แรงงาน และชุมชน เป็นต้น
4. การยกระดับธรรมาภิบาลพลังงาน การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมที่มีความหมาย (meaningful participation) ประกอบด้วยการยกระดับความโปร่งใสด้านพลังงาน โดยเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า ต้นทุนพลังงาน แผน PDP และสัญญารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึง เข้าใจ และตรวจสอบได้ง่าย พัฒนาระบบข้อมูลเปิด (Open Data) และกลไกการสื่อสารสาธารณะที่ช่วยอธิบายโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างโปร่งใส และพัฒนากระบวนการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำนโยบายและแผนพลังงาน เป็นต้น
ไทยรัฐพลัสชวนย้อนดูคำแถลงนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ประกาศต่อรัฐสภาว่าปัญหาค่าพลังงานคือนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่มุ่งจะบรรเทาภาระให้ประชาชน โดยในระยะยาว รัฐบาลตั้งเป้าจะรื้อโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่ระบบเสรี แก้กฎหมายให้ผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟสามารถซื้อขายกันได้โดยตรง (Direct PPA) สนับสนุนให้ประชาชนผลิตไฟใช้เองและขายได้ (Prosumer) พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพื่อลดภาระค่าไฟอย่างยั่งยืน
สิ่งที่สังคมต้องจับตาดูต่อไปคือ รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนคำสัญญาเหล่านี้ให้เกิดขึ้นจริงได้เมื่อไร เพราะการจัดการปัญหาค่าไฟในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในกระเป๋าของประชาชนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการวางรากฐานความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ดังที่ประธาน กสม. ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมต้องอยู่ในระดับที่ไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และไม่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน”
#ThairathPlus #ไทยรัฐพลัส #ค่าไฟแพง #กสม #ค่าไฟ
บทความต้นฉบับได้ที่ : ค่าไฟแพงเพราะอะไร? แล้วคนไทยจะได้จ่ายถูกกี่โมง? ทำไมการรื้อโครงสร้างไฟฟ้าของประเทศ เพื่อเราพ้น “ความยากจนทางพลังงาน” ถึงเป็นสิ่งสำคัญ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ส่องเทรนด์ ‘Dreamcore’ สุนทรียศาสตร์แห่งความฝันกับ Runbobo แบรนด์จีนที่เสก ‘ความทรงจำยุค 80s’ ให้กลายเป็นงานดีไซน์เหนือจริง จนคนรุ่นใหม่ต่างหลงรัก
- จากภารกิจเหยียบดวงจันทร์ แอนิเมชัน จนถึง iPhone ทุกภารกิจที่ยิ่งใหญ่ มีคนเบื้องหลังที่สำคัญอยู่เสมอ
- “ไม่มีใครรักคุณเลย มีแต่ผมที่อยู่ข้างคุณ” เรียนรู้วิธีรับมือ ‘การกลับไปหาคนเก่าที่เป็นพิษ’ จาก Breathing Underwater เทศกาลภาพยนตร์สหภาพยุโรป 2026
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath