โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 สตรีผู้ทำให้ความฝันของรัสเซียเป็นจริง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 หรือแคทเธอรีนมหาราชแห่งรัสเซีย (ภาพจาก Wikimedia Commons)

ประวัติศาสตร์รัสเซียอันยาวนานนับพันปีมีช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ยุคทอง” ในสมัยที่ปกครองโดยผู้หญิง พระนามว่า ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2

พระองค์มีพระนามเดิมว่า โซฟี โอกุสต์ ฟริเดอริค ประสูติเมื่อ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1729 ที่เมืองสเตดติน ทางตอนเหนือของดินแดนเยอรมัน พระมารดาทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์อันฮัลท์-แซบสท์ (Anhalt-Zerbst) สายสกุลย่อยของราชวงศ์อัสคาเนีย (House of Ascania) ซึ่งเป็นราชวงศ์ผู้ปกครองราชรัฐแห่งหนึ่งในดินแดนเยอรมัน

จุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าหญิงโซฟีได้สมรสกับเจ้าชายแห่งรัสเซีย มาจากปัญหาเรื่องการสืบราชสมบัติของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย ในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของซารีนาอลิซาเบธ ซึ่งเป็นพระราชธิดาในซาร์ปีเตอร์มหาราช แต่พระนางไม่มีพระราชโอรส ตำแหน่งรัชทายาทจึงตกเป็นของหลานชายคือ แกรนด์ดยุกปีเตอร์

ฝ่ายรัสเซียจึงมองหาหญิงสาวที่จะมาแต่งงานกับแกรนด์ดยุกปีเตอร์เพื่อสืบสายสกุล ขณะที่ฝ่ายเยอรมันได้เสนอชื่อเจ้าหญิงโซฟี เพราะเป็นสายตระกูลรอง ไม่มีบทบาทต่อราชวงศ์ แต่ยังสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการแต่งงานทางการเมืองนี้ได้ด้วย ดังนั้น เจ้าหญิงโซฟีจึงได้สมรสกับแกรนด์ดยุกปีเตอร์ และเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายออธอดอกซ์ พร้อมเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “แคทเธอรีน”

ใน ค.ศ. 1761 ซารีนาอลิซาเบธสวรรคต ทำให้แกรนด์ดยุกปีเตอร์ขึ้นครองราชย์เป็น ซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ในสมัยนี้นโยบายในด้านต่าง ๆ ของรัสเซียเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน ทำให้ประชาชนและขุนนางส่วนใหญ่ไม่พอใจ

เหตุการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นจนเหล่าขุนนางรวมตัวคิดแผนการโค่นล้มอำนาจซาร์ และนำไปเสนอแก่พระนางแคทเธอรีน เพราะมองว่าพระองค์เหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์มากที่สุด แต่พระนางปฏิเสธ

ต่อมาวันหนึ่ง พระนางโดนพระสวามีด่าด้วยคำหยาบคายต่อหน้าขุนนาง ทำให้พระนางไม่พอใจ และหันมาเข้าร่วมกับการยึดอำนาจซาร์ปีเตอร์ที่ 3

วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1762 ซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ทรงทราบข่าวการเตรียมรัฐประหาร ทำให้พระองค์เสียขวัญ ยอมเซ็นยกอำนาจและสละราชสมบัติ ทำให้อำนาจการปกครองประเทศตกมาอยู่ในมือของผู้ปกครองพระองค์ใหม่ คือซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 นั่นเอง

พระนางแคทเธอรีนที่ 2 ต้องการพัฒนารัสเซียให้เจริญก้าวหน้า เนื่องจากการปกครองของซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ทำให้รัสเซียเกือบเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และเศรษฐกิจก็ถดถอยลงไปมาก พระนางจึงหาแนวทางพัฒนาประเทศด้วยการนำแนวนโยบายของซาร์ปีเตอร์มหาราช ผู้ที่ทำให้รัสเซียทันสมัยเทียบเท่ายุโรป มาปรับใช้ในสมัยของพระนาง

ย้อนกลับไปในสมัยซาร์ปีเตอร์มหาราช พระองค์พัฒนารัสเซียให้ทันสมัย เนื่องจากพระองค์ฝักใฝ่ในยุโรปอย่างมาก จึงนำวิทยาการ ภาษา สังคม ศิลปะ และวัฒนธรรมของยุโรปเข้ามาในประเทศเพื่อให้คนรัสเซียได้ซึมซับและปรับตัวให้ทันสมัย นอกจากนี้แล้ว ซาร์ปีเตอร์มหาราชยังต้องการขยายอำนาจสู่ทางทะเล พระองค์จึงสร้างเซนต์ปีเตอร์เบิร์กให้เป็นศูนย์กลางประเทศ และเมืองท่าที่เป็นประตูของรัสเซียออกไปสู่ทะเลบอลติก

แต่เมืองท่าของรัสเซียหลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ในฤดูหนาว เพราะน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ซาร์ปีเตอร์มหาราชจึงมองหาดินแดนติดทะเลน้ำอุ่นเพื่อสร้างท่าเรือที่สามารถใช้งานตลอดทั้งปี เป้าหมายจึงอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย ติดกับดินแดนของอาณาจักรออตโตมัน ในแถบทะเลดำ ทว่า ความฝันของซาร์ปีเตอร์มหาราชก็ไม่สำเร็จ การขยายดินแดนของพระองค์ถูกต้านทานด้วยกองทัพออตโตมันที่แข็งแกร่งกว่า

ดังนั้น ในสมัยแคทเธอรีนที่ 2 พระนางจึงอยากสานต่อนโยบายนั้น โดยเริ่มจากปฏิรูปรัสเซียหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโรงพยาบาลและจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ ให้สิทธิเสมอภาคทางศาสนา เปิดโรงเรียนประถมทั้งในเมืองและชนบท แปลผลงานจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาแก่คนรัสเซีย ยกเลิกการผูกขาดการค้าเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น และยกเลิกเก็บภาษีขุนนาง นโยบายเหล่านี้ทำให้รัสเซียเจริญก้าวหน้าขึ้น จนพระนางได้รับความนิยมจากขุนนางอย่างมาก

หลังจากที่พระนางพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ รัสเซียจึงมีความพร้อมที่จะผลักดันนโยบายขยายดินแดนเพื่อให้มีเมืองท่าทางออกสู่ทะเลน้ำอุ่น โดยใน ค.ศ. 1768 รัสเซียโจมตีโปแลนด์เนื่องจากต้องการปราบปรามกลุ่มขุนนางที่ต่อต้านอำนาจรัสเซียที่แทรกแซงการเมืองในโปแลนด์ อย่างไรก็ตาม รัสเซียต้องยกกองทัพผ่านดินแดนของออตโตมัน พระนางจึงบุกออตโตมันโดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องชาวคริสต์นิกายออร์ธอดอกซ์ในออตโตมัน

ที่สุดรัสเซียก็สามารถเอาชนะมาได้ทั้งหมด ถือเป็นการประกาศศักดาของรัสเซียว่าได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจอีกชาติหนึ่งของโลก

สงครามครั้งนั้นนำไปสู่ “สนธิสัญญาคูชุคไคนาร์จี” (Treaty of Küçük Kaynarca) ใน ค.ศ. 1774 เพื่อสงบศึกกับออตโตมันและให้รัสเซียมีอำนาจในโปแลนด์ รวมถึงการเดินเรือสินค้าในทะเลดำและทะเลบอลติก ทำให้รัสเซียสามารถครอบครองพื้นที่ทะเลน้ำอุ่นและขยายทางออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้สำเร็จ

และต่อมาใน ค.ศ. 1783 รัสเซียผนวกไครเมียสำเร็จ ดังนั้นในยุคของแคทเธอรีนที่ 2 จึงถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็น “ยุคภูมิธรรม” ของรัสเซีย

รัชสมัยแห่งแคทเธอรีนที่ 2 เป็นหนึ่งในตัวอย่างว่า การบริหารประเทศภายใต้อำนาจของผู้หญิงสามารถพาประเทศไปได้ไกลและมีอำนาจไม่แพ้ผู้ชาย

การมองการณ์ไกลของพระนางทำให้รัสเซียกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของตะวันตกอย่างมาก และการดำเนินตามนโยบายของซาร์ปีเตอร์ที่วางรากฐานความเป็นสมัยใหม่ให้กับรัสเซีย ทำให้การปกครองของพระนางถือเป็นพัฒนาการของรัสเซียอย่างก้าวกระโดด จนมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ณัฐภัทน์ ซ้ายสุวรรณ. (2556). แคทเธอรีนมหาราชกับการนำแนวคิดตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในทางการเมืองการปกครองและกฎหมาย. นิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขารัสเซียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สมหทัย สิริฉัตรรัตน์. (2554). การปกครองสมัยพระจักรพรรดินีนาถพระนางแคทเธอรีนมหาราชที่ 2 : ปัจจัยที่ส่งเสริมให้รัสเซียก้าวสู่ยุคภูมิธรรมละสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน. ภาคนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชารัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 สตรีผู้ทำให้ความฝันของรัสเซียเป็นจริง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...