ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 สตรีผู้ทำให้ความฝันของรัสเซียเป็นจริง
ประวัติศาสตร์รัสเซียอันยาวนานนับพันปีมีช่วงเวลาหนึ่งที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ยุคทอง” ในสมัยที่ปกครองโดยผู้หญิง พระนามว่า ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2
พระองค์มีพระนามเดิมว่า โซฟี โอกุสต์ ฟริเดอริค ประสูติเมื่อ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1729 ที่เมืองสเตดติน ทางตอนเหนือของดินแดนเยอรมัน พระมารดาทรงสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์อันฮัลท์-แซบสท์ (Anhalt-Zerbst) สายสกุลย่อยของราชวงศ์อัสคาเนีย (House of Ascania) ซึ่งเป็นราชวงศ์ผู้ปกครองราชรัฐแห่งหนึ่งในดินแดนเยอรมัน
จุดเริ่มต้นที่ทำให้เจ้าหญิงโซฟีได้สมรสกับเจ้าชายแห่งรัสเซีย มาจากปัญหาเรื่องการสืบราชสมบัติของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย ในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของซารีนาอลิซาเบธ ซึ่งเป็นพระราชธิดาในซาร์ปีเตอร์มหาราช แต่พระนางไม่มีพระราชโอรส ตำแหน่งรัชทายาทจึงตกเป็นของหลานชายคือ แกรนด์ดยุกปีเตอร์
ฝ่ายรัสเซียจึงมองหาหญิงสาวที่จะมาแต่งงานกับแกรนด์ดยุกปีเตอร์เพื่อสืบสายสกุล ขณะที่ฝ่ายเยอรมันได้เสนอชื่อเจ้าหญิงโซฟี เพราะเป็นสายตระกูลรอง ไม่มีบทบาทต่อราชวงศ์ แต่ยังสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการแต่งงานทางการเมืองนี้ได้ด้วย ดังนั้น เจ้าหญิงโซฟีจึงได้สมรสกับแกรนด์ดยุกปีเตอร์ และเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายออธอดอกซ์ พร้อมเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “แคทเธอรีน”
ใน ค.ศ. 1761 ซารีนาอลิซาเบธสวรรคต ทำให้แกรนด์ดยุกปีเตอร์ขึ้นครองราชย์เป็น ซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ในสมัยนี้นโยบายในด้านต่าง ๆ ของรัสเซียเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน ทำให้ประชาชนและขุนนางส่วนใหญ่ไม่พอใจ
เหตุการณ์เริ่มรุนแรงมากขึ้นจนเหล่าขุนนางรวมตัวคิดแผนการโค่นล้มอำนาจซาร์ และนำไปเสนอแก่พระนางแคทเธอรีน เพราะมองว่าพระองค์เหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์มากที่สุด แต่พระนางปฏิเสธ
ต่อมาวันหนึ่ง พระนางโดนพระสวามีด่าด้วยคำหยาบคายต่อหน้าขุนนาง ทำให้พระนางไม่พอใจ และหันมาเข้าร่วมกับการยึดอำนาจซาร์ปีเตอร์ที่ 3
วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1762 ซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ทรงทราบข่าวการเตรียมรัฐประหาร ทำให้พระองค์เสียขวัญ ยอมเซ็นยกอำนาจและสละราชสมบัติ ทำให้อำนาจการปกครองประเทศตกมาอยู่ในมือของผู้ปกครองพระองค์ใหม่ คือซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 นั่นเอง
พระนางแคทเธอรีนที่ 2 ต้องการพัฒนารัสเซียให้เจริญก้าวหน้า เนื่องจากการปกครองของซาร์ปีเตอร์ที่ 3 ทำให้รัสเซียเกือบเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต และเศรษฐกิจก็ถดถอยลงไปมาก พระนางจึงหาแนวทางพัฒนาประเทศด้วยการนำแนวนโยบายของซาร์ปีเตอร์มหาราช ผู้ที่ทำให้รัสเซียทันสมัยเทียบเท่ายุโรป มาปรับใช้ในสมัยของพระนาง
ย้อนกลับไปในสมัยซาร์ปีเตอร์มหาราช พระองค์พัฒนารัสเซียให้ทันสมัย เนื่องจากพระองค์ฝักใฝ่ในยุโรปอย่างมาก จึงนำวิทยาการ ภาษา สังคม ศิลปะ และวัฒนธรรมของยุโรปเข้ามาในประเทศเพื่อให้คนรัสเซียได้ซึมซับและปรับตัวให้ทันสมัย นอกจากนี้แล้ว ซาร์ปีเตอร์มหาราชยังต้องการขยายอำนาจสู่ทางทะเล พระองค์จึงสร้างเซนต์ปีเตอร์เบิร์กให้เป็นศูนย์กลางประเทศ และเมืองท่าที่เป็นประตูของรัสเซียออกไปสู่ทะเลบอลติก
แต่เมืองท่าของรัสเซียหลายแห่งไม่สามารถใช้งานได้ในฤดูหนาว เพราะน้ำกลายเป็นน้ำแข็ง ซาร์ปีเตอร์มหาราชจึงมองหาดินแดนติดทะเลน้ำอุ่นเพื่อสร้างท่าเรือที่สามารถใช้งานตลอดทั้งปี เป้าหมายจึงอยู่ทางตอนใต้ของรัสเซีย ติดกับดินแดนของอาณาจักรออตโตมัน ในแถบทะเลดำ ทว่า ความฝันของซาร์ปีเตอร์มหาราชก็ไม่สำเร็จ การขยายดินแดนของพระองค์ถูกต้านทานด้วยกองทัพออตโตมันที่แข็งแกร่งกว่า
ดังนั้น ในสมัยแคทเธอรีนที่ 2 พระนางจึงอยากสานต่อนโยบายนั้น โดยเริ่มจากปฏิรูปรัสเซียหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการนำวิทยาการสมัยใหม่เข้ามาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สร้างโรงพยาบาลและจัดตั้งวิทยาลัยแพทย์ ให้สิทธิเสมอภาคทางศาสนา เปิดโรงเรียนประถมทั้งในเมืองและชนบท แปลผลงานจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านภาษาแก่คนรัสเซีย ยกเลิกการผูกขาดการค้าเพื่อให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น และยกเลิกเก็บภาษีขุนนาง นโยบายเหล่านี้ทำให้รัสเซียเจริญก้าวหน้าขึ้น จนพระนางได้รับความนิยมจากขุนนางอย่างมาก
หลังจากที่พระนางพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ รัสเซียจึงมีความพร้อมที่จะผลักดันนโยบายขยายดินแดนเพื่อให้มีเมืองท่าทางออกสู่ทะเลน้ำอุ่น โดยใน ค.ศ. 1768 รัสเซียโจมตีโปแลนด์เนื่องจากต้องการปราบปรามกลุ่มขุนนางที่ต่อต้านอำนาจรัสเซียที่แทรกแซงการเมืองในโปแลนด์ อย่างไรก็ตาม รัสเซียต้องยกกองทัพผ่านดินแดนของออตโตมัน พระนางจึงบุกออตโตมันโดยให้เหตุผลว่าเพื่อปกป้องชาวคริสต์นิกายออร์ธอดอกซ์ในออตโตมัน
ที่สุดรัสเซียก็สามารถเอาชนะมาได้ทั้งหมด ถือเป็นการประกาศศักดาของรัสเซียว่าได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจอีกชาติหนึ่งของโลก
สงครามครั้งนั้นนำไปสู่ “สนธิสัญญาคูชุคไคนาร์จี” (Treaty of Küçük Kaynarca) ใน ค.ศ. 1774 เพื่อสงบศึกกับออตโตมันและให้รัสเซียมีอำนาจในโปแลนด์ รวมถึงการเดินเรือสินค้าในทะเลดำและทะเลบอลติก ทำให้รัสเซียสามารถครอบครองพื้นที่ทะเลน้ำอุ่นและขยายทางออกสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนได้สำเร็จ
และต่อมาใน ค.ศ. 1783 รัสเซียผนวกไครเมียสำเร็จ ดังนั้นในยุคของแคทเธอรีนที่ 2 จึงถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็น “ยุคภูมิธรรม” ของรัสเซีย
รัชสมัยแห่งแคทเธอรีนที่ 2 เป็นหนึ่งในตัวอย่างว่า การบริหารประเทศภายใต้อำนาจของผู้หญิงสามารถพาประเทศไปได้ไกลและมีอำนาจไม่แพ้ผู้ชาย
การมองการณ์ไกลของพระนางทำให้รัสเซียกลายเป็นประเทศมหาอำนาจของตะวันตกอย่างมาก และการดำเนินตามนโยบายของซาร์ปีเตอร์ที่วางรากฐานความเป็นสมัยใหม่ให้กับรัสเซีย ทำให้การปกครองของพระนางถือเป็นพัฒนาการของรัสเซียอย่างก้าวกระโดด จนมีอำนาจและเป็นที่ยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก
อ่านเพิ่มเติม :
- เบื้องหลังท่าทีมิตรที่ดีของ “พระเจ้าซาร์” ที่มีต่อสยาม
- ชัยชนะของประชาชนในการปฏิวัติต่อการปกครองระบอบซาร์แห่งรัสเซีย
- ข้อสันนิษฐาน สำนวน “นกสองหัว” มาจากตราแผ่นดินของรัสเซีย หรือสัญลักษณ์ของฟอลคอน?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ณัฐภัทน์ ซ้ายสุวรรณ. (2556). แคทเธอรีนมหาราชกับการนำแนวคิดตะวันตกมาประยุกต์ใช้ในทางการเมืองการปกครองและกฎหมาย. นิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขารัสเซียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สมหทัย สิริฉัตรรัตน์. (2554). การปกครองสมัยพระจักรพรรดินีนาถพระนางแคทเธอรีนมหาราชที่ 2 : ปัจจัยที่ส่งเสริมให้รัสเซียก้าวสู่ยุคภูมิธรรมละสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน. ภาคนิพนธ์ศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชารัสเซียศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 พฤษภาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ซารีนาแคทเธอรีนที่ 2 สตรีผู้ทำให้ความฝันของรัสเซียเป็นจริง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com