โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ผมไม่ได้ทำงานตามใจใคร แต่ทำงานตามกฎหมายที่มีอยู่” แสวง บุญมี กลางสนามเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายจับตา

THE STANDARD

อัพเดต 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
“ผมไม่ได้ทำงานตามใจใคร แต่ทำงานตามกฎหมายที่มีอยู่” แสวง บุญมี กลางสนามเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายจับตา

การจัดการเลือกตั้งทุกครั้งทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่นจนไปถึงระดับชาติ จะต้องตามมาด้วยผลแพ้-ชนะของคู่แข่งทางการเมือง แต่ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยหลายครั้งคือสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะถูกดึงมาเป็นคู่ขัดแย้งด้วยสำหรับฝ่ายที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้งหรือฝ่ายที่แพ้การเลือกตั้ง

ประเด็นสำคัญ

  • ปัญหาที่กกต. มักจะพบเจอหลังการเลือกตั้ง
  • หลักการลงคะแนนต้องเป็นความลับ
  • เชิญชวนประชาชนไปดูกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ‘อ่าน-ขาน-ขีด’ ขณะนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง
  • เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผู้ใช้สิทธิที่เพิ่งย้ายเขต ต้องเข้าคูหา 2 หน่วยเลือกตั้ง
  • สิทธิที่ประชาชนทำได้ ระหว่างดู กปน. นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง
  • คนบุรีรัมย์ เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ทำงานกรุงเทพฯ
  • ประสบการณ์ชาวนา เลี้ยงควาย เก็บข้าว ฟังเสียงฝนตกลงสังกะสี
  • เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • รับราชการครั้งแรก ที่รัฐสภา
  • ด้วยความเป็นคนบุรีรัมย์ เคยทำงานรัฐสภาจนมาถึงกกต. ได้เจอคุณชัย ชิดชอบ ในฐานะอะไรหรือไม่
  • มาทำงานกกต. เป็นรุ่นแรก ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2540 จนมาถึงปัจจุบัน ผ่านหลายยุคสมัย มองภาพสะท้อนการเมืองไทยผ่านการทำงานในสำนักงานกกต. ซึ่งเป็นองค์กรเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยโดยตรงอย่างไร
  • จัดการเลือก สว.ปี 2567
  • ห้องทำงานที่สำนักงานกกต. มีภาพพระหันหลัง ก่อนจะมีซีรีส์ดัง ‘ทนายปีศาจ’ ภาพพระหันหลังของท่านเลขาฯ แสวง หมายความว่าอย่างไร
  • ครอบครัวให้ความเห็นอย่างไร เวลา “ทัวร์ลง” ถูกถล่มวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย

THE STANDARD สัมภาษณ์ ‘แสวง บุญมี’ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (เลขาธิการ กกต.) ซึ่งนั่งตำแหน่งนี้ตั้งแต่ปลายปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ผ่านการจัดการเลือกตั้งทั่วไป (สส.) ตั้งแต่ปี 2566 และ 2569 รวมถึงจัดการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2565 และล่าสุด 28 มิ.ย. 2569

เขารับราชการในสำนักงานกกต.เป็นรุ่นแรก นับแต่มีการก่อตั้งกกต.ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2540 โดยย้ายมาจากรัฐสภา ที่ทำงานที่เขารับราชการแห่งแรกตั้งแต่ปี 2531 ดังนั้นเขาอยู่ในเหตุการณ์ที่มีการขับเคลื่อนและร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ในฐานะเจ้าหน้าที่ประจำกรรมาธิการ

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 1

ปัญหาที่กกต. มักจะพบเจอหลังการเลือกตั้ง

แสวง: ผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรค แต่ละฝ่าย มักจะไม่ใส่ใจช่วงไฮไลต์ของวันเลือกตั้ง คือ ตอนนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

ผู้สมัครรับเลือกตั้ง มักจะรอดูจนจบ กระทั่งการรวมคะแนนในระดับเขตเลือกตั้งผ่านไปแล้วพบว่าตัวเองแพ้เลือกตั้ง จึงมาโวยวายร้องเรียน ทั้งที่ความจริงกฎหมายให้ทุกคนทักท้วงได้ตั้งแต่การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

เท่าที่เคยเจอ ผู้สมัครรับเลือกตั้งมักจะไปลุ้นอยู่ข้างนอก พอแพ้ก็ค่อยกลับมาหาจุดที่จะนำไปร้องเรียน

จริงๆ ทางเราให้ผู้สมัครส่งผู้สังเกตการณ์ซึ่งก็คือผู้สนับสนุนของผู้สมัครรับเลือกตั้งไปดูได้เลยในแต่ละหน่วย

แต่สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องการ “ผลชนะ” มากกว่าต้องการ “ความถูกต้อง” คือถ้าเขาชนะก็ไม่เป็นไร แต่พอแพ้เสร็จเขาจะมาร้องเรียน เมื่อกระบวนการรวมคะแนนจบแล้ว

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 2

หลักการลงคะแนนต้องเป็นความลับ

แสวง: กกต. ถือหลักการลงคะแนนเป็นความลับมากกว่าทุกหลักด้วยซ้ำไป เพราะอยู่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ การลงคะแนนต้องเป็นความลับ เช่น การลงคะแนนนอกราชอาณาจักร หรือลงประชามติ ถ้าหน่วยนั้นมีผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนให้ใคร ก็จะรู้ทันทีเพราะเขามาคนเดียว ดังนั้น ต้องมีวิธีจัดการไม่ให้ใครก็ตามรู้ว่าผู้มาใช้สิทธิได้ลงคะแนนให้ใคร

เราจึงมีวิธีป้องกัน เช่น เอาบัตรมารวมกับหน่วยอื่นก่อนนับคะแนน เพื่อไม่ให้ใครทราบว่า หน่วยที่มีผู้มาใช้สิทธิคนเดียวนั้นเขาลงคะแนนช่องไหน เพราะเราคำนึงเรื่องเหล่านี้มาก

อีกประการ การห้ามถ่ายบัตรที่ลงคะแนนแล้วในคูหาเลือกตั้ง กฎหมายห้ามเพราะมาจากหลักลงคะแนนต้องเป็นความลับ ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิประชาชน ไม่ให้มีใครรู้ว่าเขาลงให้ใคร หากคนอื่นรู้ ผู้มาใช้สิทธิคนนั้นอาจจะไม่ปลอดภัย

นอกจากนั้น ยังเป็นการป้องกันเรื่องผลประโยชน์อย่างอื่น เช่น นำภาพถ่ายบัตร ที่ลงคะแนนแล้ว เอาไปขึ้นเงิน หลักลงคะแนนลับจึงสำคัญที่สุด กฎหมายจึงกำหนดไม่ให้ผู้ใช้สิทธิถ่ายภาพบัตรที่ตัวเองลงคะแนนแล้ว เพื่อไม่ให้มีการเผยแพร่

และป้องกันไม่ให้ใครบังคับใครให้ถ่ายรูปออกมา ถ้ากฎหมายไม่ได้ห้ามถ่าย อาจจะมีคนถูกบังคับให้ถ่ายรูปบัตรที่กาแล้วขณะไปใช้สิทธิ เพื่อไปมีผลกับการจ่ายเงิน-รับเงินกัน เรื่องเหล่านี้มีหลายมุม

เชิญชวนประชาชนไปดูกรรมการประจาหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ‘อ่าน-ขาน-ขีด’ ขณะนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 3

แสวง: ยินดีที่ iLaw กับ we watch จะไปดูการนับคะแนน เพราะช่วงไฮไลต์ของวันเลือกตั้ง ไม่ใช่ตอนหย่อนบัตรเลือกตั้ง แต่คือตอนนับคะแนน หลังปิดหีบบัตรเลือกตั้ง

ขณะ กปน. หยิบบัตรมานับคะแนน ประชาชนสามารถถ่ายภาพ ถ่ายวิดิโอได้เลย แต่ต้องไม่ล้ำเส้นเข้าไปรบกวนการทำงานของกปน. ซึ่งแต่ละหน่วยจะมีรายชื่อชัดเจน กปน. ประกอบด้วยใครชื่ออะไรบ้าง

ส่วนการขึงเส้นกำหนดเขตหน่วยเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย เพราะกปน.ต้องปฏิบัติหน้าที่ ถ้าปล่อยให้ใครเข้าไปก็ได้ จะเป็นการรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ของ กปน. ทำให้เสียสมาธิ และไปรบกวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งขณะเข้าคูหาไปใช้สิทธิ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสก. ที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงการเลือกตั้งสส. ที่ผ่านมาแล้วด้วย ช่วงไฮไลต์จริงๆ คือตอนนับคะแนนที่หน่วย

ประชาชนสามารถไปจับผิด กปน. ได้เลยว่าเขาทำถูกไหม อย่างแรกเลยคือ กปน. จัดหน่วยให้ประชาชนสังเกตได้หรือไม่ การตั้งบอร์ดขีดคะแนน อยู่ในระยะที่ประชาชนมองเห็นได้ไหม ได้ยินเสียงขานไหม ชูบัตรให้เห็นทุกใบหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ให้ประชาชนทักท้วงได้เลย

พอกปน. ‘อ่าน ขาน ขีด’ ทุกคนต้องเห็นเป็นสิ่งเดียวกัน เห็นเหมือน จากนั้น จะเอาใบผลคะแนนไปติดที่หน่วยว่านับได้แบบนี้ กรรมการก็จะเซ็นกำกับ ประชาชนสามารถถ่ายภาพใบขีดคะแนนใบใหญ่ๆ ได้เลย มาเทียบใบเล็กๆ ที่สรุปเป็นตัวเลข

ถ้าคะแนนสูสีกันมาก จะถ่ายวิดีโอยังได้เลย ตอนกปน. เขาปฏิบัติหน้าที่ เขาอ่านถูกไหม หรือขีดถูกไหม ตั้งกล้องถ่ายได้เลยถ้าเราสังเกตการณ์และต้องการความถูกต้อง ถ้าเราทำแบบนี้จะไม่มีอะไรสงสัยกันเลย

กรณีถ้าเจอ กปน. บอกประชาชนหรือผู้สังเกตการณ์ว่า ให้ดูการนับคะแนนเฉยๆ ไม่ให้ทักท้วง ไม่ให้มีส่วนร่วม ถ้าแบบนี้ กปน. ทำไม่ถูกต้องแน่นอน เพราะระหว่างปฏิบัติหน้าที่ต้องให้สิทธิประชาชนไปสังเกตการณ์ เราต้องการความโปร่งใส ไม่งั้นถ้าคนไม่เชื่อแล้วความชอบธรรมจะมีปัญหา

ถ้ากปน. ห้ามหรือไม่ฟังการทักท้วงขณะนับคะแนน สามารถเก็บมาเป็นหลักฐานร้องเรียนได้เลย

แต่กรณีไม่เก็บหลักฐานตั้งแต่แรก แล้วพอมาร้องภายหลังเหมือนไปสวนทางกับกระบวนการที่กฎหมายวางไว้ เมื่อมีสิทธิทักท้วงทำไมไม่ท้วง “ต้องแฟร์กับ กกต. และผู้ปฏิบัติงานด้วย” กฎหมายให้ท้วงตั้งแต่แรก เพราะเราไม่ได้ปิดบัง เราให้ทกคนเห็น ให้ช่วยกันตรวจสอบ มาดูเอง มาถ่ายรูปเองเลย และโวยขณะนับคะแนนได้เลย ขณะที่เขากำลังขีดเพราะยังสดๆ อยู่ ซึ่งทางกปน. ก็จะบันทึกเหตุการณ์ไว้ด้วย

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ผู้ใช้สิทธิที่เพิ่งย้ายเขต ต้องเข้าคูหา 2 หน่วยเลือกตั้ง

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 4

แสวง: ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ถ้าเพิ่งย้ายจากเขตหนึ่งไปอยู่อีกเขต การเลือกตั้งตัวผู้ว่าฯ กทม. ทำได้อยู่แล้ว แต่กปน. จะแจกบัตรให้กาได้เฉพาะบัตรเลือกผู้ว่าฯ ส่วนถ้าจะเลือกสก. ต้องกลับไปเขตเดิมก่อนที่จะย้ายมาไม่ถึง 1 ปี ต้องเดินทางไป 2 หน่วยเลือกตั้ง รายชื่อเหล่านี้ทาง กกต. ทำบัญชีพิเศษไว้ให้

สิทธิที่ประชาชนทำได้ ระหว่างดู กปน. นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง

แสวง: ถ้าเห็น กปน. ทำผิดก็ทักท้วงได้เลย ต้องทักท้วงตั้งแต่ตอนนับคะแนน ไม่ใช่ผ่านไปแล้วมาท้วง ต้องมีหลักฐาน ทั้งการขานเลข หรือบัตรเสีย ท้วงได้เลย เพราะจะเป็นหลักฐานให้ตรวจสอบได้

แต่ถ้านับคะแนนจนเสร็จ ไม่ท้วง ก็จะเหมือนยืนดูและรับรองจนการนับคะแนนจบไปแล้ว พอแพ้แล้วมาบอกว่ามีข้อทักท้วง

ควรมาให้ความสำคัญที่หน่วยเลือกตั้ง จุดที่ประชาชนไปลงคะแนน ต้องโปร่งใส เห็นด้วยตา ทั้งการหย่อนบัตร การนับคะแนนที่หน่วย ต้องสามารถยืนยันกันได้ สามารถตรวจสอบได้

ส่วนการรวมคะแนน จะมีขึ้นหลังกปน. แต่ละหน่วยนำคะแนนมาส่งที่เขต

ตามลำดับคือ คะแนนเกิดจากการที่ประชาชนไปหย่อนบัตร คนที่จะบอกว่าคะแนนแต่ละหน่วย ใครได้เท่าไหร่ คือ กปน.

ส่วนใครจะได้เป็น สส. หรือ ผู้ได้รับการเลือกตั้ง คนที่รวมคะแนนคือ เขตเลือกตั้ง โดยกรรมการเขต

ต่อมาผ่านการตรวจสอบจากจังหวัด เมื่อจังหวัดส่งมา กกต. ก็ตรวจสอบว่า “หน่วย-เขต-จังหวัด” ทำถูกต้องหรือไม่ ซึ่งคะแนนอย่างไม่เป็นทางการมีการประกาศที่หน่วยตั้งแต่เช้ารุ่งขึ้นแล้ว

ส่วนกกต. ตรวจสอบอย่างเดียว หลังจากคนนับคะแนนคือ กปน. คนรวมคะแนนคือเขตการเลือกตั้ง คนส่งให้กกต.คือจังหวัด

การเลือกตั้งทั่วไป (สส.) มีแสนกว่าหน่วย บางหน่วยกระดานไม่พอจึงมีการแปะกระดาษขีดคะแนนซ้อนเหลื่อมกัน ซึ่งประชาชนทักท้วงได้เลยว่าการนับคะแนนโปร่งใส สามารถมองเห็นได้หรือไม่ เปิดกระดาษให้เห็นการขีดคะแนนหรือไม่

ถ้ากปน. ไม่ยอม ก็จะมีกระบวนการให้นับคะแนนใหม่ หรือกระทั่งเลือกตั้งใหม่ มีมาตรการอยู่แล้ว

นี่คือการมีส่วนร่วมของประชาชนตามที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ปล่อยให้ กปน. นับไปก่อน ถ้าชนะก็แล้วไป ถ้าแพ้ค่อยมาร้องว่านับผิด นี่ไงจึงมีปัญหา จะมีแบบนี้ ผู้สมัครรอดูผลอย่างเดียว พอแพ้แล้วค่อยมาร้องเรียน

ถ้าท้วงแล้ว กปน. ไม่ฟัง ประชาชนมีโทรศัพท์ก็ถ่ายคลิปแล้วนำมาร้อง ให้มีการตรวจสอบว่าทุจริตหรือไม่ หรือมีข้อจำกัดอะไรจึงทำแบบนี้ ซึ่งอาจจะนำไปสู่การนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่อยู่แล้ว

ไม่ใช่ว่า พอแพ้แล้วมาลงที่กกต. ไม่เป็นกลางไม่เป็นธรรมหรือเปล่า ที่จริงเราถูกตรวจสอบ เราอยู่ท่ามกลางสายตาประชาชนอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร

คุณโทษเราเราก็ฟังอยู่แล้วทุกวันนี้ แต่สามารถแก้ปัญหาอย่างที่คุณอยากเห็นได้ไหม แพ้-ชนะ เป็นเรื่องของประชาชนเลือก บางทีกติกาอาจจะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ ก็ต้องไปแก้ตรงกติกานั้น

ไม่ใช่ครั้งไหนคุณชนะ คุณยอมไม่ร้องเรียน แต่พอแพ้ก็พูดอีกแบบหนึ่ง เปลี่ยนที่ยืนเปลี่ยนเวลา พอชนะไม่ร้องเรียน เราก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ ยืนอยู่ตรงนี้ให้คุณด่า

อยากให้คุณมีเวทีแข่งขันที่เป็นธรรม แต่คุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ขอให้คุณลองกลับไปคิดดูว่า บริบทการแข่งขันทุกวันนี้ ไม่มีระบบอะไรที่ดีกว่านี้ที่จะเป็นสะพานให้ไปใช้อำนาจเพื่อประชาชนได้ ประชาชนก็ต้องช่วยกันดูแลทั้งการไปเลือกตั้งและการนับคะแนน เพราะเป็นช่องทางเดียวที่จะเลือกผู้แทนที่คิดว่าดีที่สุด ที่จะไปทำหน้าที่แทนคุณ ไม่มีอะไรดีกว่านี้ แต่อย่าไปบั่นทอน อย่าไปด้อยค่าตัวระบบ

ล่าสุดจึงบอกว่าให้เข้ามาดู ถ้าคิดว่าไม่โปร่งใสก็ให้ดูทุกขั้นตอน อย่ารอจนแพ้แล้วมาบอกว่าเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งเหมือนจินตนาการ ไม่ได้มีข้อเท็จจริงที่เก็บเป็นหลักฐานรองรับตั้งแต่แรก

หน้าที่เรา ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ริดรอนหลักการลงคะแนนโดยลับ ซึ่งเราทราบอยู่แล้ว จะให้ใครเข้าไปทราบว่าใครลงคะแนนให้ใครไม่ได้ ไม่ว่ากกต. หรือศาล ไม่มีองค์กรไหนทำได้ ถ้าหากใครจะไปรื้อเปิดดูบัตรเลือกตั้งก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว

คนบุรีรัมย์ เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ทำงานกรุงเทพฯ

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 5

แสวง: ใช่ครับ ถ้าพูดถึงชีวิตตัวตน ก็เป็นลูกชาวบ้านคนธรรมดานี่ล่ะ พ่อแม่เป็นชาวนา พี่น้องเป็นชาวนา ทุกวันนี้ก็เป็นชาวนาอยู่ ใช้ชีวิตแบบลูกชาวนาถึงอายุ 25 ปี ก็ทำงานราชการ

ช่วงที่เป็นเด็กก็ผ่านมาทุกเรื่องที่คนบ้านนอกเจอ ตั้งแต่สมัยยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กระทั่งอายุเกือบ 20 ปี ไฟฟ้าจึงเข้าหมู่บ้าน โชคดีที่พ่อแม่ส่งมาเรียน เพราะลูก 6 คน ไม่ใช่ได้เรียนทุกคน ผมเป็นลูกคนเล็กเกิด พ.ศ.2506 พอส่งมาเรียนก็ด้วยความเป็นคนบ้านนอกก็อยากมีการมีงานทำ ความใฝ่ฝันอาชีพหลังเรียนจบ เช่น เป็นครู เป็นปลัดอำเภอ

จึงพยายามเรียนที่หมู่บ้านตั้งแต่ ป.1 จนจบป.7 ในสมัยนั้น แล้วมาเรียนที่อำเภอจบ ม.ศ. 3 เรียนที่จังหวัดจบ ม.ศ. 5 แล้วมาเรียนต่อในกรุงเทพฯ

โชคดีที่มีโอกาสเรียน ความโชคดีของคนไทยสามารถสร้างตัวเองถ้าเรามีความฝัน ผมเจอแต่สิ่งดีๆ ในชีวิต โดยส่วนตัวถือว่าประสบความสำเร็จจากที่เคยฝันไว้แค่อยากมีงานทำ มีเงินเดือน เพราะการเป็นชาวนาเป็นชีวิตที่ลำบากมาก ผมเป็นลูกชาวนาและเป็นชาวนามา 25 ปี เราจะรู้ ทั้งที่ชาวนาเป็นอาชีพที่เลี้ยงประเทศชาติ

ประสบการณ์ชาวนา เลี้ยงควาย เก็บข้าว ฟังเสียงฝนตกลงสังกะสี

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 6

แสวง: ตอนเป็นเด็ก ผมไถนา เลี้ยงควาย ดำนา เกี่ยวข้าว ตีข้าวเพื่อเก็บเมล็ดข้าว เคยนอนที่นา ตื่นเช้าต้องเอาวัวควายไปนา เผาถ่าน หาปลา ปลูกพืช เป็นเศรษฐกิจพอเพียง ทำเพื่อยังชีพในครอบครัว นั่นคือชีวิตสมัยเป็นเด็ก

ตอนเรียนประถม จูงควายไปนา ไม่มีรองเท้าใส่ คนบ้านนอกสมัยโน้น ตื่นเช้าต้องไปเรียน ก่อนไปเรียนต้องเอาควายไปนาก่อน ช่วยเอาควายไปให้พ่อแม่ใช้ที่นา ไปตั้งแต่เช้ามืดแล้วไปถึงที่นาก็สว่าง ชาวนาเป็นอาชีพที่เหนื่อยนะ

เวลามีน้ำท่วม ชาวนาก็ลำบาก เหลือที่ดอนให้ควายไปกินหญ้าได้อย่างจำกัด เราไม่ได้ตัดหญ้าให้ควายกิน เรายืนอยู่บนหลังควายจับเชือก แล้วก็พาควายข้ามน้ำ ไปที่ดอน เป็นประสบการณ์สมัยนั้น ตอนเย็นก็ไปรับควายมาจากนา ให้มานอนใต้ถุนบ้าน แต่ถ้าเป็นฤดูเก็บเกี่ยว เราต้องไปนอนนา ควายก็จะอยู่ที่นา เมื่อก่อนไม่ค่อยมีโจรขโมย ถ้าจะมีก็คือมาจากหมู่บ้านอื่นซึ่งนานๆ จะเกิดครั้งหนึ่ง

ฤดูเก็บเกี่ยวจะมีลานข้าว ตีเมล็ดข้าวออกมา เราก็จะนอนเฝ้าข้าวไปด้วย มีวัวควายอยู่ตรงนั้นด้วย

เวลาฝนตกจะคิดถึงภาพเราเป็นเด็ก สมัยก่อนมีวิทยุทรานซิสเตอร์เล็กๆ เครื่องเดียว พ่อฟังข่าวเช้า ฟัง ‘ปรีชา ทรัพย์โสภา’ หลังจากนั้น เราจะเอาวิทยุมาฟังเพลง เวลาเลี้ยงควาย เพราะต้องดูไม่ให้มันไปไม่กินข้าว ก็เลยชอบฟังเพลงมาตั้งแต่นั้น

ไม่ต้องพูดถึงโรงหนังเลย ไม่มี มีแต่หนังกลางแปลง หนังขายยาไปฉาย นานๆ จะไปที ความบันเทิงตอนนั้น มีหนังกลางแปลงกับหมอลำ ถ้ามีงานบวชงานศพ ถ้าเป็นคนมีฐานะเขาจะจ้างมาแสดง

ส่วนความสุขจริงๆ แบบชาวบ้านไม่ต้องแข่งขันสูง ตอนผมจำความได้ในหมู่บ้านก็จะมีบ้านครู บ้านข้าราชการ เราก็อยากมีงานทำแบบนั้น รู้สึกว่าชีวิตดีกว่า

ตอนนั้นเราน้อยใจที่เกิดเป็นลูกชาวบ้านตอนเป็นเด็ก แต่วันนี้เราภูมิใจในสิ่งที่เราเป็นมากกว่า

ทุกวันนี้การใช้ชีวิตส่วนตัวก็เหมือนเดิม เพียงแต่แตกต่างจากคนอื่นตรงที่ตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น

ชีวิตส่วนตัวเรา พูดแบบชาวบ้านคือ ‘เรายังไม่ลืมกำพืดตัวเอง’ แต่ก่อนอาจจะเคยลำบาก ก็ผ่านมาแล้ว ก็ทำให้เราสะสมประสบการณ์ให้เราเป็นคนแข็งแรงทั้งสภาพร่างกายจิตใจ และนิ่งขึ้น

บางครั้งเราก็คิดถึงความสุขแบบนั้น ยกตัวอย่าง ผมชอบนอนฟังเสียงฝนที่ตกใส่หลังคาบ้าน เมื่อก่อนเป็นหลังคาสังกะสี เสียงจะดัง รั่วด้วยนะ แต่เรามีความสุขทั้งๆ ที่เสียงฝนตกใส่สังกะสีเป็นเสียงที่ดังมาก เสียงฝนตกคือเสียงธรรมชาติ เป็นความถี่ที่เรารับได้พอดีจากธรรมชาติ เหมือนเสียงน้ำตก เสียงลม เสียงคลื่นทะเลเช่นกัน ทำให้เรารู้สึกมีความสุข

ส่วนสมัยนี้เรามีความสุขแบบใหม่ สุขในการทำหน้าที่การคบค้าสมาคมที่เปลี่ยนไป

โลกการเรียน กับโลกของการทำงาน เหมือนคนละโลก เพียงแต่เราจะรักษาความฝันหรือตัวตนในระบบราชการ ระบบที่เราอยู่อย่างไร ซึ่งไม่เหมือนในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาที่เราต้องแข่งกับตัวเองว่าจะสอบได้คะแนนเท่าไหร่

ส่วนโลกของการทำงาน บางคนเสียตัวตนจากสมัยเรียนหนังสือ เพื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย

ส่วนผมมีตัวตน ผมมีหลักการทำงาน 3 เรื่อง

1)เป็นคนในศาสนา

2)เป็นคนดีในการเป็นพลเมือง

3)เป็นคนถูกต้องในหน้าที่

เราต้องเป็นคนในศาสนา ศาสนาใดก็ตามมีคำสอนที่ดี, เป็นพลเมืองดีของประเทศ แต่บางครั้งก็อาจจะมีขัดหลักศาสนา เช่น ทหารไปรบก็ต้องมีฆ่าศัตรูข้าศึก, ทำหน้าที่อย่างถูกต้องในตำแหน่งหน้าที่

ตำแหน่งปัจจุบันที่อยู่ท่ามกลางนักการเมือง ผลประโยชน์ทางการเมือง อยู่ท่ามกลางมวลชนของแต่ละฝ่าย ถ้าเราทำตามหลักการ 3 ข้อ เราจะไม่รู้สึกหวั่นไหว ไม่รู้สึกมีปัญหา แต่รับฟังทุกเรื่องที่เข้ามา ผมเชื่อว่าคนฉลาดจากการรับฟังมากกว่าการพูด เราจึงรับฟัง แต่บางครั้งโดยหน้าที่ก็พูดบ้าง

เรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 7

แสวง: ชีวิตผมไม่ค่อยมีการเฉลิมฉลอง อย่างเราเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้เกียรตินิยม จบปริญญาตรีใน 3 ปี พ่อแม่ก็ไม่ทราบเพราะเราไม่ได้บอก แล้วเขาก็มองว่าเราดูแลตัวเองได้

พอทำงานก็ไม่ค่อยมีงานเลี้ยง ไม่ว่าจะสอบทำงานได้ เลื่อนตำแหน่ง จนถึงตำแหน่งเลขาธิการกกต. ไม่มีการฉลอง เราก็อยากใช้ชีวิตของเราแบบนี้ ซึ่งภรรยาและลูกก็ชอบแบบนี้ ลูกอายุยี่สิบกว่าปีถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ เขาก็ใช้ชีวิตเขาแบบนี้เช่นกัน ส่วนภรรยาก็เป็นคนส่งเสริมให้เรารู้สึกว่าเราเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง เช่นเดียวกับครอบครัวตั้งแต่เราอยู่กับพ่อแม่

ที่จริงครอบครัวภรรยาก็เป็นคนมีฐานะ และภรรยาผมเธอเป็นคนเก็บตัว แต่เมื่อเรามีตำแหน่งเลขาธิการกกต. ก็อยากให้คนรู้จักเธอบ้าง

ความฝันเดิม อยากเรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะตอนเรียนมัธยมชอบอ่าน ‘ปุลากง’ ตัวเอกเป็นพัฒนากร เราจึงนึกถึง 2 ตำแหน่ง คือปลัดอำเภอหรือพัฒนากร ตามเรื่องปุลากง ผมชอบมากเป็นเรื่องการพัฒนาของคนหนุ่มที่เรียนจบใหม่ ส่วนอีกเล่มที่ผมอ่านหลายรอบคือ สี่แผ่นดิน

แต่เอ็นทรานซ์ไม่ติดธรรมศาสตร์ จึงไปเรียนมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์

ที่อยากเรียนธรรมศาสตร์ เพราะอยากมีส่วนทำให้บ้านเมืองดี อยากเรียนเพราะประวัติของธรรมศาสตร์ ที่เขามีมอตโต้ ‘ธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’

สุดท้ายได้ไปเรียนปริญญาโทธรรมศาสตร์ เพราะเป็นความใฝ่ฝัน จึงไปเรียนตอนทำงานแล้ว

รับราชการครั้งแรก ที่รัฐสภา

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 8

แสวง: ผมบรรจุเป็นข้าราชการตั้งแต่ปี 2531 ทำงานที่รัฐสภา ส่วนตอนเหตุการณ์ ‘พฤษภา 35’ ผมทำงานที่รัฐสภาแล้ว พอเริ่มทำงานไม่นานก็สอบได้ปลัดอำเภอด้วย นั่นคือความใฝ่ฝันอีกความฝันเลย

ตอนนั้นก็ชั่งใจ สอบได้เรียนปริญญาโทธรรมศาสตร์ พอดีกับสอบปลัดอำเภอได้ ทั้ง 2 อย่างเป็นสิ่งที่ใฝ่ฝันตั้งแต่ยังเด็ก แต่ผมเลือกธรรมศาสตร์ เพราะตอนนั้นถ้าเลือกเป็นปลัดอำเภอ ต้องไปต่างจังหวัด เราจะเข้ามาเรียนภาคค่ำไม่ได้ พอดีเรามีงานทำที่รัฐสภาแล้วด้วย ไม่งั้นอาจจะเลือกไปต่างจังหวัด

ผมเรียนปริญญาโทตอนอายุ 27 ปี นั่งรถเมล์ไปเรียนธรรมศาสตร์ จบรัฐศาสตร์ การปกครอง

ก่อนทำวิทยานิพนธ์ ก็ใช้เวลาทำงานมากกว่าทำวิทยานิพนธ์ แต่โชคดีมีอาจารย์ที่ให้ความเมตตา คือ อาจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร กับ อาจารย์ลิขิต ธีรเวคิน ท่านมาเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ

ตอนนั้น ผมเป็นเจ้าหน้าที่ประจำกรรมาธิการ ท่านบอกว่า “แสวงคุณมีความรู้เยอะกว่าที่เรียนแล้ว คุณไปทำวิทยานิพนธ์ให้จบเถอะ” จึงได้ไปทำเรื่องรักษาสิทธิ์ เพื่อที่จะไปทำวิทยานิพนธ์ ไม่งั้นจะถูกคัดชื่อออกเพราะมัวแต่ทำงาน

ผมทำวิทยานิพนธ์เรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ซึ่งวัฒนธรรมมีอยู่ในทุกองค์กร ประเทศชาติก็ต้องมีวัฒนธรรม ประชาธิปไตยตอนนี้ก็เป็นหลักการ แต่ว่าชีวิตจิตใจในทางปฏิบัติก็ต้องพูดด้วยเหตุผล ไม่ใช่มุสาประชาธิปไตย คือพูดไม่จริง เพื่อประโยชน์ใครก็ตาม ซึ่งจะสร้างผลร้ายจากการพูดไม่จริง

ด้วยความเป็นคนบุรีรัมย์ เคยทำงานรัฐสภาจนมาถึงกกต. ได้เจอคุณชัย ชิดชอบ ในฐานะอะไรหรือไม่

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 9

แสวง: ผมเจอ ‘พ่อชัย ชิดชอบ’ สมัยท่านเป็นกรรมาธิการการปกครอง ที่ท่านสนอง รอดโพธิ์ทอง เป็นประธาน ตอนนั้นผมเป็นเจ้าหน้าที่ซี 3 ผมเป็นเจ้าหน้าที่ประจำกรรมาธิการ

ส่วนคุณเนวิน ชิดชอบ ผมเคยเจอตอนที่พ่อชัยแนะนำให้รู้จักว่า คุณเนวินเป็นลูกชายพ่อชัย

พ่อชัยมักจะเรียกพวกเราที่อายุน้อยกว่าว่าลูก ส่วนตัวผมก็มีความนับถือท่าน

พอเราเป็นคนบุรีรัมย์ ก็มีคนมองว่า ข้าราชการโตเพราะนักการเมืองหนุนหลังหรือเปล่า แต่ผมรู้จักทุกฝ่ายนั่นแหละ เราอยู่ตรงนี้ ตำแหน่งแบบนี้ก็เป็นแบบนี้

มีความเข้าใจผิดของคนอื่น ที่บอกว่าผมเคยทำงานกับพ่อชัย ชิดชอบ มีคนไปพูดกันว่าผมเป็นคณะทำงานส่วนตัวของพ่อชัย นั่นคือความเข้าใจผิด ผมไม่แน่ใจคนพูดต้องการอะไร

การเป็นข้าราชการประจำ จะมีสายบังคับบัญชาที่เป็นข้าราชการประจำ ส่วนพ่อชัย ชิดชอบ หรือใครก็ตามที่เป็นนักการเมืองจะไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาอยู่แล้ว และผมก็ไม่เคยเป็นคณะทำงานของท่านเลย การเป็นข้าราชการจะไปทำงานส่วนตัวให้ท่านไม่ได้ นอกจากใครเป็นคณะทำงานของท่านก็เป็นเรื่องของเขา

ตอนท่านเป็นประธานรัฐสภาตอนหลัง ผมก็ออกมาจากรัฐสภาแล้วตั้งแต่ปี 2541

ผมไม่เคยทำงานกับพ่อชัย ตอนที่ท่านเป็นประธานสภา และประธานกรรมาธิการ ผมออกมาจากรัฐสภาแล้ว เคยแต่ทำงานกรรมาธิการปกครอง ที่ท่านสนอง รอดโพธิ์ทอง เป็นประธาน ผมเป็นเจ้าหน้าที่ประจำคณะกรรมาธิการ

เราต้องเข้าใจด้วยว่า สส. ก็ไม่ได้อยู่ในสภายาวนานนะ อยู่ไปสักพักถ้ามีการรัฐประหาร สส. ก็หายไป กว่าสส.จะมาอีกรอบ ก็ช่วงเวลาห่างกันแล้ว

ผมทำงานที่สภา เป็นเจ้าหน้าที่กรรมาธิการการปกครอง ตอนนั้นผมอายุน้อยก็มีหัวหน้างาน ผมก็เป็นทีมงานในนั้น ส่วนใหญ่ผมจะทำงานในกรรมาธิการกฎหมาย ซึ่งเป็นเหมือนชุดเฉพาะ ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ตอนมีสภาร่างรัฐธรรมนูญผมก็เป็นหัวหน้างานธุรการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ทำงานกับประธานอุทัย พิมพ์ใจชน กับท่านนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ก่อนจะมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540

ผมมักจะได้รับมอบหมายให้ไปทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย แม้ไม่ได้อยู่ฝ่ายกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมาธิการที่ผมเป็นเจ้าหน้าที่ประจำ บางครั้งก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจ เช่นเดียวกับ สสร. ที่สมัยนั้น ใครจะคิดว่าจะร่างรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ

แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างประธานอุทัย พิมพ์ใจชน กับท่านนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ท่านร่วมมือกันจึงออกมาด้วยดี แล้วสังคมก็สนับสนุนต้องการให้มีรัฐธรรมนูญ จึงมีร่างรัฐธรรมนูญที่ดีฉบับหนึ่ง จากนั้นผมก็มาอยู่ กกต. ไม่ได้กลับไปทำงานที่รัฐสภาอีก

ผมทำงานกับกรรมาธิการเชิงปฏิรูปการเมือง ไม่ใช่กรรมาธิการสามัญ ผมทำงานกรรมาธิการที่ อาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธาน

คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง กับ ท่านประจวบ ไชยสาส์น คณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำนักงานมอบให้ผมทำงานลักษณะแบบนี้ จึงมีความรู้เรื่องรัฐธรรมนูญหรือการปฏิรูปการเมือง พอสมควร เพราะเราเป็นฝ่ายเลขา เราก็นั่งฟังอยู่

ตอนผมอยู่สภา จะมีเจ้าหน้าที่ 3 คน ต่อ 1 คณะกรรมาธิการ ผมเข้าไปซี 3 จะมีรุ่นพี่ ซี 5-6 กระทั่งผมอยู่รัฐสภาเป็นข้าราชการซี 6 หัวหน้าฝ่าย จึงย้ายมากกต.

ผมเป็นคนธรรมดามาก มีสไตล์ มีตัวตน ไม่เคยตามนักการเมือง มีครั้งเดียวมาทำงานทำเนียบรัฐบาลสมัยอาจารย์ชุมพล ศิลปอาชา ท่านขอจากทางสำนักงานผม เขาก็ส่งผมมา โดยยังเป็นข้าราชการอยู่ เป็นคณะกรรมการปฏิรูปการเมืองของอาจารย์ชุมพล เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นการศึกษาก่อนมี สสร. ซึ่งนายก บรรหาร ศิลปอาชา มาตั้ง สสร. ตอนหลัง

หลัง ‘พฤษภา 35’ สังคมอยากได้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ผมได้รับมอบหมายให้มาดูงานแบบนี้ เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ มีทั้งคนนอก นักวิชาการ ทำให้เรามีความรู้เรื่องแบบนี้

ผมกินเงินเดือนหลวงไม่เคยกินเงินเดือนใคร ไม่งั้นเราจะอยู่ไม่ได้ โดยเฉพาะองค์กรที่อยู่ท่ามกลางฝ่ายต่างๆ

คนที่เอาไปพูดโดยไม่รู้เขามีวัตถุประสงค์อะไร ถ้าเราไปชี้แจงก็อาจจะไปต่อความยาวสาวความยืดหรือไปเพิ่มอะไรให้เขา(หาแสง)

ผมกล้าสบตาทุกคน เราทำงานตรงนี้ เวลาคนมองราชการ เหมือนกระทรวงทบวง กรม คนจะมองว่าเราเจริญได้เพราะฝ่ายการเมืองจิ้ม ผมเป็นเลขาธิการ กกต. ตั้งแต่สมัยไหน ไม่ใช่เพิ่งมาเป็น

แล้วผมมีอะไรที่ต้องทำให้เบี่ยงเบนตำแหน่งหน้าที่ ผมไม่มีหน้าที่ทำงานตามใจใคร บางครั้งกฎหมายทำให้คนได้เปรียบ ก็ต้องไปแก้กฎหมาย อย่ามาโทษ เวลาแพ้เลือกตั้ง ต้องดูศักยภาพในการแข่งขันของตัวเอง และดูกฎหมายเปิดโอกาสให้ใคร ถ้ามองอย่างเป็นธรรม เราก็ทำตามกฎหมาย

การแข่งขันทางการเมืองไม่ได้แบ่งรุ่น เพราะชกด้วยกันหมด คนชนะคือคนมีศักยภาพ ไม่ออมมือให้คนศักยภาพน้อยกว่า

อยากให้แก้ปัญหาให้ถูก ต้องดูว่าปัญหาอยู่ตรงไหน อยู่ที่กติกาหรือไม่ อยู่ที่ระบบหรือเปล่า เมื่อแพ้แล้วโทษกกต. ก็โทษได้อยู่แล้ว แต่ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย แข่งขันใหม่ก็เป็นแบบนี้เพียงแต่เปลี่ยนคนชนะ จากสิ่งที่ถูกสร้างมาแบบนี้ เราต้องดูว่าปัญหาอยู่ตรงไหนก่อน

มาทำงานกกต. เป็นรุ่นแรก ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 2540 จนมาถึงปัจจุบัน ผ่านหลายยุคสมัย มองภาพสะท้อนการเมืองไทยผ่านการทำงานในสำนักงานกกต. ซึ่งเป็นองค์กรเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยโดยตรงอย่างไร

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 10

แสวง: กกต. เกิดบนความหวังของประชาชน หวังให้เรามาทำให้การเลือกตั้งสุจริต และเที่ยงธรรม เพื่อให้เป็นบันไดขั้นต่อไปให้ดี เป็นที่ยอมรับ ก็ต้องยอมรับว่าบนเส้นทางนี้ไม่ได้ง่าย เพราะคุณภาพของคะแนนเสียงบางพื้นที่ขึ้นอยู่กับระบบอุปถัมภ์ที่ยังมีอยู่ หรือบางคนก็ใช้ตำแหน่งหน้าที่อิทธิพลของรัฐเพื่อที่จะทำให้ตัวเองชนะ เมื่อบริบทในสังคมเป็นแบบนี้ ซึ่งเราจะไปโทษใครก็ไม่ได้ จนถึงทุกวันนี้ความพยายามเหล่านั้นมีอยู่ตลอด

แต่เราสำนักงานกกต. มีเป้าหมายชัดเจนจนมาถึงทุกวันนี้ เราอยากเห็นบ้านเมืองดี คนชอบหรือไม่เป็นเรื่องปกติ ผมและทุกคนก็ต้องไปเลือกตั้ง รวมถึงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ผมก็ต้องไปเลือก แต่จะเลือกใครเป็นความลับ ถ้าผมบอกว่าผมเลือกใคร ก็ไม่เป็นกลางแล้ว

ผมกำลังจะบอกว่า ผมโตมากับรัฐสภา เป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง แต่ละพรรคการเมืองรู้จักผมไหม เขาก็รู้จักทุกคนไม่ว่าจะพรรคไหน โดยเฉพาะผู้อาวุโสเก่าๆ รู้จักผม แต่เราทำงาน เราก็มีหน้าที่ของเรา ทำงานบนความถูกต้อง

หากจะให้คำปรึกษาก็ทำได้ตามหลักกฎหมาย บางครั้งคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายที่ทะเลาะกัน เขามาหาผมทั้ง 2 ฝ่ายเลยก็มี เราก็ให้คำปรึกษา ทั้ง 2 ฝ่าย เราไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แล้วตำแหน่งที่เราทำก็รู้จักทุกฝ่าย พรรคไหนก็รู้จักเรา บางครั้งเขามาปรึกษา ผมก็ให้มาคุยที่สำนักงานกกต. ไม่ได้มีปัญหาอะไร

จัดการเลือก สว.ปี 2567

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 11

แสวง: แม้แต่ผมมีตำแหน่งเลขาธิการกกต. ก็ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเป็นของทุกคน ไม่ใช่เพียง กกต. จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม

เช่นเรื่องเลือก สว. ทางสำนักงานกกต. คิดป้องกันมาก่อนแล้ว คือระเบียบเกี่ยวกับการแนะนำตัว เราไม่ให้คนไปพบกันเพราะสว.ต้องเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิให้เลือกจากคุณสมบัติประวัติประสบการณ์ลักษณะของเขา เพียงแต่แยกตามสายอาชีพ ซึ่งเขียนข้อมูลของเขาลงกระดาษก็พอแล้ว เราจึงไม่ให้ผู้สมัครไปพบกัน ไม่ให้ขอคะแนนกัน เราต้องการความสุจริตและความถูกต้อง

และการห้ามนำเอกสารเข้าไปในหน่วยเลือกตั้ง มีทั้ง 2 ข้อเลย

แต่เมื่อมีผู้สมัครไปร้องศาลปกครองว่าจำกัดเสรีภาพ จึงมีการยกเลิกข้อห้ามดังกล่าว

ต่อมาเมื่อเปิดโอกาสให้คนเจอกัน พอมาถึงระดับประเทศที่เมืองทองธานี ถ้าเอาตามระเบียบเดิมของกกต. ผู้สมัครจะทำแบบนั้นไม่ได้เลย เราป้องกันตั้งแต่ต้น ไม่สามารถประชุม ไม่สามารถนำเอกสารเข้า

แต่การป้องกันของเรานั้นถูกยกเลิก มีผู้สมัครไปร้องศาลปกครอง ศาลจึงยกเลิกโดยเน้นสิทธิเสรีภาพ ก็เป็นเรื่องดี เพียงแต่ต้องชั่งดูว่า สิทธิเสรีภาพ กับ ความสุจริตเรียบร้อย จะวางตำแหน่งตรงไหน ไม่มีใครถูกใครผิดเรื่องนี้

เมื่อสุดท้ายต้องให้เสรีภาพเป็นตัวตั้ง ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น ทั้งที่เกิดขึ้นหลังยกเลิกมาตรการที่ กกต. คิดไว้

เราอยู่กับการแข่งขันทางการเมือง เรารู้เรื่องเหล่านี้ เราไม่ได้ปล่อยปละละเลย

ห้องทำงานที่สำนักงานกกต. มีภาพพระหันหลัง ก่อนจะมีซีรีส์ดัง ‘ทนายปีศาจ’ ภาพพระหันหลังของท่านเลขาฯ แสวง หมายความว่าอย่างไร

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 12

แสวง: ภาพ พระหันหลัง จริงๆ คือ เห็นแล้วถูกใจ เหมือนตัวเรา ไม่ได้หนีโลกนะ เราเป็นคนในศาสนา เป็นพลเมืองดี ทำถูกต้องในหน้าที่ รูปพระหันหลัง หมายความว่า เราใช้หลักพุทธศาสนา เรารับฟังและวางเฉยได้ ไม่ได้เอามากังวล เมื่อกลับบ้านก็ฟังเพลงเป็นความสุข ใช้หลักศาสนาในชีวิตส่วนตัว ทำให้เราสงบได้

“ถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ก็ดูแลองค์กรและประเทศชาติไม่ได้”

เราทำหน้าที่ตรงนี้เหมือนรับผิดชอบประเทศอยู่ด้วย พอเกิดเรื่องเกิดราว เราคิดว่าเราทำดี แต่คนอื่นอาจจะบอกว่าคุณนั่งอยู่เป็นตัวถ่วงประเทศก็ได้ เพราะตำแหน่งเรามีผลได้ผลเสียกับทุกคนเวลาแข่งขัน

แต่หลักในการอยู่กับคน ทำงานกับลูกน้อง ทำงานกับสังคม จะใช้หลักศาสนาอย่างเดียวไม่ได้ หลักศาสนาใช้กับตัวเรา แต่กับผู้คนมีหลายองค์ประกอบ ถ้าพูดภาษาหนังจีนคือ ถ้าเดินบนก้อนเมฆไม่ได้ ก็อยู่ในตำแหน่งนี้ไม่ได้ ต้องใช้หลายอย่าง ซึ่งศาสนาจะทำให้เรานิ่งสงบก่อน

เมื่อใช้ชีวิตกับคนไม่ใช่มีแต่เรื่องเรื่องขาว-ดำเท่านั้น และสุดท้ายต้องใช้กฎหมาย

เรามองว่า เมื่อเรารับผิดชอบองค์กร พอเรามาเป็นเลขาธิการกกต. มีคนมาด่าองค์กร เราก็ต้องปกป้อง ผมพูดกับลูกน้องเสมอ สิ่งเดียวที่จะทำให้เราอยู่ได้คือเราต้องพูดความจริง อย่าไปบิดเบือน แม้บางคนอาจจะมองว่าแก้ตัว แต่ที่ผ่านมาเราก็พูดความจริง

บางคนถามว่าทำไมยังยิ้มได้ปกติ เราบอกเราก็เป็นแบบนี้ ไม่งั้นเราอยู่ไม่ได้ถ้าต้องมาหวั่นไหว ใครพูดเรื่องหนึ่งก็สะดุ้ง ใครพูดเรื่องหนึ่งก็สะดุ้งทุกครั้ง “เราจะทำการใหญ่ไม่ได้”

“ผมไม่เคยมองพี่เลี้ยง” หมายความว่า ถ้าคุณรักษาตัวเองยังไม่ได้ คุณจะไปรักษาองค์กรรักษาประเทศชาติได้อย่างไร ทั้งตำแหน่ง ทั้งตัวเราเอง ถ้าเอาตัวเองไม่รอด คุณจะไปดูแลองค์กร ดูแลคนอื่นได้อย่างไร ถ้าลำพังเรายังไม่แกร่งพอที่จะอยู่ในตำแหน่งนี้ได้

ไม่เฉพาะข้อโจมตีต่างๆ ที่จริงมีแรงกดดันอยู่แล้ว ทั้งข้างในและบริบทรอบข้าง เมื่อเราอยู่ในตำแหน่ง เราต้องดูแลเป้าหมายองค์กร ดูแลลูกน้องให้ได้ เพราะเราทำงานให้ประชาชน

แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ 13

ครอบครัวให้ความเห็นอย่างไร เวลา “ทัวร์ลง” ถูกถล่มวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย

แสวง: ลูกโตแล้ว ผมเคยถามเขาว่าคิดอย่างไร เขาก็หัวเราะ คือ จริงๆ แล้วเขารู้ว่าเราเป็นอย่างไร สิ่งที่ดีที่สุดอย่างน้อยคนใกล้ชิดเรา เขารู้ว่าเราเป็นอย่างไร ถ้าเราทำตัวแย่ เราก็ละอายอยู่แล้ว ไม่ต้องให้ลูกเมียมาบอกเราหรอก

เขายังบอกเลยว่าทำไมทุ่มเทขนาดนี้เอาชีวิตไปให้งานทั้งหมด ครอบครัวผม ผมแคร์แน่นอน ครอบครัวคนรอบข้าง มีคนเป็นห่วงเราเยอะแยะ

ส่วนลูกผมผ่านช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงน่าห่วงที่สุดมาแล้ว จึงไม่ได้ห่วงลูกเพราะเขาโตแล้ว เขาใช้ชีวิตของเขารับผิดชอบตัวเอง เราไม่ต้องเป็นห่วงตัวบุคคล แต่เราควรเป็นห่วงระบบที่เขาอยู่ว่าดีสำหรับทุกคนไหม ระบบการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำคนเดียวไม่ได้ เขาต้องอยู่กับบ้านเมืองแบบทุกวันนี้

เขาไม่ใช่ลูกชาวนาเหมือนพ่อ เขาเกิดมาโดยฐานะครอบครัวเราก็พออยู่ได้แล้ว แต่สังคมแบบที่ควรจะเป็น อย่างที่เราเรียกร้องกันอยู่ทุกวันว่าควรจะดีกว่านี้ไหม ก็เป็นเรื่องของคนในชาติ คนรุ่นเขาต้องสร้างเอง

อย่างที่ทราบ บ้านเมืองเรามีหลายรุ่น ก็มีวิธีคิดแตกต่างกัน เขาเกิดมาเป็นคนรุ่นใหม่ก็มีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง แล้วคนหลายรุ่น เราจะไปด้วยกันได้อย่างไร จึงไม่ค่อยห่วงตัวบุคคลแต่ห่วงสังคมมากกว่า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...