"กรณ์" เตือนบิ๊กโปรเจกต์ Data Center 1.7 ล้านล้าน เสี่ยงได้ไม่คุ้มเสีย หวั่นไทยแบกค่าไฟ-น้ำ แต่ชวดสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล
">
“พรรคประชาธิปัตย์” ยื่นญัตติด่วนจี้สภาฯ ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบทุนต่างชาติแห่สร้าง Data Center ในไทย มูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท "กรณ์ จาติกวณิช" ชี้เปิดรับอย่างไร้เงื่อนไข เสี่ยงซ้ำรอยต่างประเทศที่ต้องสั่งระงับ เหตุผลาญไฟ-น้ำมหาศาล แต่จ้างงานต่ำ แถมน่ากังวลรัฐไทยไม่มีสิทธิ์เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล
วันที่ 8 ก.ค.2569 ที่รัฐสภา นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รวบรวมรายชื่อ สส. เพื่อยื่นญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ เพื่อประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยงรอบด้าน ก่อนที่รัฐบาลจะเดินหน้าให้ทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนก่อสร้างโครงการ Data Center (ศูนย์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลระดับโลก) ในประเทศไทย ว่าปัจจุบันมีกระแสทุนต่างชาติยื่นขอรับสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อก่อสร้าง Data Center ในไทยรวมมูลค่าสูงถึงประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้จะเป็นตัวเลขที่ดูมหาศาล แต่หากไม่มีการศึกษาผลดี-ผลเสียอย่างรอบคอบ ประเทศไทยอาจตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและได้ไม่คุ้มเสีย
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตและแสดงความกังวลใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ แบกรับต้นทุนทรัพยากรสูง ธุรกิจ Data Center ต้องใช้กระแสไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาลในการหล่อเย็นระบบเซิร์ฟเวอร์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในหลายประเทศเริ่มมีคำสั่งห้ามหรือสั่งระงับโครงการชั่วคราวเพื่อทบทวนผลกระทบแล้ว ทุนเหล่านี้จึงเบนเข็มมาที่ไทยเพราะเปิดรับอย่างไร้เงื่อนไข สิทธิประโยชน์ภาษีล้น แต่จ้างงานต่ำ โครงการนี้ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจาก BOI เกือบเต็มรูปแบบ ทำให้รัฐแทบไม่ได้รายได้จากภาษี ประกอบกับระบบทำงานด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ จึงมีการจ้างแรงงานหรือบุคลากรไทยในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมอื่น ขาดอำนาจในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ข้อมูล ประเทศไทยเปิดพื้นที่ให้สร้างศูนย์จัดเก็บข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนสมองและหัวใจของระบบอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ แต่กลับไม่มีการเจรจาเงื่อนไขให้รัฐบาลหรือผู้ประกอบการไทยมีสิทธิ์เข้าถึงหรือนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ
"พรรคประชาธิปัตย์มีความวิตกกังวลมาก รัฐบาลไทยควรพิจารณาความเหมาะสมและควรมีการเจรจาข้อตกลงควบคู่กับเงื่อนไขด้านสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล (Data Access) ไม่ใช่เปิดอ้ารับการลงทุนเพียงด้านเดียวโดยไม่มีเกณฑ์ประเมินส่วนได้ส่วนเสีย เราจึงยื่นญัตติด่วนเพื่อเปิดอภิปรายและตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้อาจจะไม่ทันในสมัยประชุมนี้ แต่จะผลักดันให้เร็วที่สุดทันทีที่เปิดสมัยประชุมหน้า" นายกรณ์ กล่าว