'พิพัฒน์' ประกาศแแผนลงทุน ปี 69-70 จัดเต็ม บก-น้ำ-ราง-อากาศ ครบ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ MOT New Chapter ว่า รัฐบาลพร้อมขยายผลโครงการลงทุนขนาดใหญ่ปี 2569-2570 ครอบคลุมการขนส่งทางบก ทางน้ำ ทางราง และทางอากาศ คาดว่าจะได้ข้อสรุปแผนลงทุนทั้งหมดเป็นรูปธรรมในวันที่ 13 กรกฎาคม นี้
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมได้นำนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อเดือนเมษายน 2569 มาแปลงเป็นแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่จับต้องได้ หลังจากทำงานมาเกือบครบ 1 ไตรมาสแล้ว และคาดว่าจะได้ข้อสรุปในสัปดาห์หน้า ก่อนปรับปรุงเป็นแผนเชิงรุกที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมผลักดันนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคมไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
อย่างไรก็ตามได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดมองไกลไปถึงแผนระยะกลาง (3-5 ปี) และแผนระยะยาว (10-20 ปี) เพื่อผลักดันโครงการสำคัญและโครงการ Quick Win ในปี 2569 - 2570 โดยมีสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นผู้ประมวลผลและติดตามความคืบหน้าของทุกแผนงาน และให้เห็นถึงความท้าทายด้านงบประมาณ
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้สาธารณะค่อนข้างสูง หากกระทรวงคมนาคมรอพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว โครงการขนาดใหญ่อาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปีจึงจะสำเร็จ
ดังนั้นการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF) จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทุกหน่วยงานต้องร่วมกันคิดต่อยอด เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างโครงข่ายให้สำเร็จลุล่วงภายในระยะเวลาที่รวดเร็ว เช่น โครงการทางพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M8 สายนครปฐม-ชะอำ
รวมทั้งโครงการทางพิเศษต่างๆ ของการทางพิเศษแห่งประทศไทย (กทพ.) เช่น โครงการทางพิเศษ ระยะที่ 1 สายกะทู้-ป่าตอง ซึ่งกระบวนการเตรียมการระดมทุน TFF จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ยืนยันว่าการระดมทุนครั้งนี้ไม่ล่าช้าไปกว่าการขอรับงบประมาณปกติที่ต้องใช้เวลาวางแผนล่วงหน้าหลายปีเช่นกัน
อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไม่สามารถสำเร็จได้ในระยะเวลาสั้นเพียง 3 - 6 เดือน หรือ 1 ปี แต่ต้องอาศัยการเชื่อมต่อชิ้นส่วนต่างๆ ให้เป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ระดับประเทศและเชื่อมโยงสู่ต่างประเทศ การสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นการนำนโยบายของทุกหน่วยงานมาปฏิบัติอย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้การสัมมนาดังกล่าวได้แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มการขนส่งทางบก กลุ่มการขนส่งทางถนน กลุ่มการขนส่งทางราง กลุ่มการขนส่งทางน้ำ และกลุ่มการขนส่งทางอากาศ โดยทั้ง 5 กลุ่ม จะต้องระดมความคิดเห็นให้ครอบคลุมทั้งการเดินทางของประชาชนและการขนส่งสินค้าของภาคธุรกิจ
สำหรับการดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับความปลอดภัยของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะ และการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่ออนาคต