89 สว.รวมตัวแถลงโต้ "เท้ง ณัฐพงษ์" กล่าวหาเป็น สว.ระบอบสีน้ำเงิน จี้ให้ขอโทษภายใน 3 วัน ไม่เช่นนั้นพร้อมดำเนินคดี
สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 89 คน นำโดย นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สวมาชิกวุฒิสภา แถลงตอบโต้กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้ร้ายสมาชิกวุฒิสภา และองค์กรวุฒิสภา จากการที่นายณัฐพงษ์ โพสต์ข้อความครบรอบ 12 ปีรัฐประหาร โดยพาดพิงว่าการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ที่ถือกําเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ปี 60 ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหาร และพาดพิงถึงองค์กรวุฒิสภาว่ามีลักษณะ ไม่ทําหน้าที่ปกป้องระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่ามีการใช้อํานาจช่วยฉ้อฉล บิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ รวมถึงยังอ้างว่า ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอํานาจ และผลประโยชน์ จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยว หรือถูกทําลาย ด้วยกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ รวมทั้งวุฒิสภา หรือกระบวนการยุติธรรมอื่น ๆ
สมาชิกวุฒิสภา ขอสร้างความเข้าใจกับสังคมที่ถูกต้องว่า ข้อความดังกล่าวของนายณัฐพงษ์ ไม่เป็นความจริง และนายณัฐพงษ์ ต้องการยุยงปลุกปั่น บ่อนทําลายการทําหน้าที่ของวุฒิสภา ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
โดยมีความจริงดังนี้ คือการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 57 นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงใดๆ กับสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันเลย และเหตุการณ์ผ่านไปแล้วถึง 12 ปี บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ โดยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 60 จากนั้นมีการเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปทั้งสิ้น 3 ครั้ง
โดยพรรคของนายณัฐพงษ์เอง ทั้งอนาคตใหม่ ก้าวไกล และประชาชน ก็ได้ยอมรับ และส่งตัวแทนผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยเฉพาะในปี 66 พรรคของท่านเอง เคยได้รับการเลือกตั้ง มีจํานวน สส.เป็นอันดับหนึ่ง ที่สําคัญรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประชาชนได้ลงประชามติให้ความเห็นชอบก่อนประกาศใช้ จึงเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนทั้งประเทศ ไม่มีลักษณะเป็นมรดกของคณะรัฐประหารตามที่นายณัฐพงษ์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคที่ไม่ประสบความสําเร็จ และไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา พยายามบ่อนทําลาย และยุยงปลุกปั่น ให้ประชาชนเข้าใจผิดแต่อย่างใด
สมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันที่ 23 ที่มาจากการเลือกตั้งกันเองของกลุ่มอาชีพ แม้จะมีบางกลุ่มคณะในกระบวนการเลือก แต่ก็เป็นธรรมดาของการตรวจสอบ ตราบใดที่องค์กรผู้มีอํานาจ และศาล ยังไม่ได้พิพากษาเป็นอย่างอื่น ก็ต้องถือว่าสมาชิกวุฒิสภาทุกคนผ่านกระบวนการเลือกมาอย่างถูกต้อง ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ที่ผ่านมาสมาชิกวุฒิสภา และวุฒิสภาแห่งนี้ ปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างเป็นกลาง และอิสระ รวมทั้งมีความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวมมาโดยตลอด รวมถึงไม่เคยมีการใช้อํานาจฉ้อฉล หรือบิดเบือนแต่อย่างใด ตามที่นายณัฐพงษ์กล่าวหา
ในทางตรงกันข้าม นายณัฐพงษ์เองก็ได้พยายามให้ร้ายเกี่ยวกับที่มา และการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว อย่างลอยๆ โดยที่ไม่มีพยานหลักฐาน ซึ่งไม่เป็นความจริง จึงต้องถือว่า นายณัฐพงษ์ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกติกาการเลือกของสมาชิกวุฒิสภา และการปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภา ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และนายณัฐพงษ์ตัดสินแทนศาลไม่ได้
สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ มีที่มาตามรัฐธรรมนูญ และปฏิบัติตามที่กฎหมายกําหนด สมาชิกวุฒิสภาทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย สมาชิกวุฒิสภาทุกคน ถูกตรวจสอบ และดําเนินการตามกฎหมาย โดยองค์กรอิสระ มีสมาชิกบางท่านถูกถอดถอนออกจากตําแหน่งโดยศาล
ดังนั้น การกล่าวหาว่า ประชาชนตรวจสอบ หรือถอดถอนไม่ได้ เป็นการกล่าวเท็จ บิดเบือนความจริงว่า เจตนาที่จะให้ร้ายต่อองค์กรวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
สมาชิกวุฒิสภาขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์อธิบายให้ชัดเจนว่า ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินที่กล่าวถึง คือระบอบใด และสีน้ำเงินหมายถึงสถาบันใด หรือใคร ที่ผ่านมาถ้ามีเจตนาที่จะกระทําการเมืองสุจริต ต้องทําให้เกิดความชัดเจนทางการเมือง รวมถึงการกล่าวหาสถาบันใด บุคคลใด ต้องตรงไปตรงมา อย่าใช้สำบัดสํานวน โวหาร ที่ต้องไม่มีการตีความ แปลความ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ทําให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกวุฒิสภา วุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ
นอกเหนือจากนี้ การอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายทุกฉบับแล้ว สมาชิกวุฒิสภา ไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติใคร หรือสถาบันการเมืองใด ซึ่งเป็นบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภา จึงขอยืนยันว่า วุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้ระบอบสีน้ําเงิน และไม่เคยใช้อํานาจอย่างฉ้อฉล หรือบิดเบือนแต่อย่างใด สมาชิกวุฒิสภาไม่สบายใจ และเสียใจที่นายณัฐพงษ์ ในฐานะหนึ่งในสมาชิกรัฐสภากล่าวหาวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรของสมาชิกวุฒิสภาด้วยความเท็จ มีเจตนาให้ร้ายทําลายสถาบันวุฒิสภาอย่างชัดเจน และมีเจตนาให้ร้ายต่อสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกันอย่างชัดเจน ซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ขอประณามว่า เป็นพฤติกรรมที่เลวร้ายที่สุด และขอเรียกร้องให้นายณัฐพงษ์แถลงขอโทษต่อวุฒิสภา
อย่างไรก็ดี หากไม่ดําเนินการภายใน 3 วัน สมาชิกวุฒิสภา จําเป็นต้องดําเนินการตามกฎหมาย และอย่างอื่นที่ปกป้องวุฒิสภา จากการกระทําของนายณัฐพงษ์ ที่มีเจตนาทําลายวุฒิสภา ด้วยการทําให้ประชาชนไม่เชื่อถือ ศรัทธาต่อองค์กรวุฒิสภา ซึ่งเป็นสถาบันหลัก ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สําหรับการดําเนินการทางกฎหมาย จะฟ้องข้อหาใด และหน่วยงานใดนั้น นายพิสิษฐ์ ระบุว่า คงไปพิจารณาประเด็นการดําเนินการ ตามกรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลัก พร้อมย้ำว่า อยากให้ท่านแสดงเจตนาขอโทษออกมา การพาดพิงแบบไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ย่อมทําให้เกิดความเสื่อมเสียได้ อย่างกฎหมาย ที่มีทั้งหมิ่นประมาท
ส่วนมีการตีความระบอบสีน้ำเงินอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สีน้ำเงิน เรายืนยันมาตลอดว่า คือสีบนธงไตรรงค์ หรือธงชาติ เพราะฉะนั้น สมาชิกวุฒิสภา มาเพื่อปกป้อง และทําภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ ที่เรามีหน้าที่ในการดํารงไว้ ซึ่งระบอบพระมหากษัตริย์
หลังจากนี้นอกจากประณาม จะมีการหารือถึงการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เพิ่งทราบว่ามีพรรคเดียวที่ยื่นเข้าสภามา คือภูมิใจไทย ส่วนร่างพรรคอื่น ยังไม่ทราบ เพราะฉะนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ในวันนี้ ว่าจะเป็นอย่างไร
ส่วนกรณีที่นายณัฐพงษ์ ระบุว่าการเปิดประตูบานแรก ต้องยุติระบอบสีน้ำเงิน นายพิสิษฐ์ ขอย้อนถามนายณัฐพงษ์เช่นเดียวกันว่า ท่านมีเจตนาอยากแก้ไขจริงหรือไม่ เพราะเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ระบุชัดเจนว่า จะต้องใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 3 แต่ทุกครั้ง ท่านโจมตีสมาชิกวุฒิสภามาโดยตลอด แล้วสมาชิกวุฒิสภาจะคิดอย่างไร ตนเองไม่ทราบ การมาโจมตีเช่นนี้ ถูกต้องหรือไม่ ย้ำว่า ไม่ควรใส่ร้ายป้ายสีสมาชิกวุฒิสภาเช่นนี้
ส่วนการตั้งข้อสังเกตของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.พรรคก้าวไกล ที่ระบุว่า สมาชิกวุฒิสภาคนที่มาในวันนี้ เป็นหนึ่งในระบอบสีน้ำเงินตามที่ถูกกล่าวหา นายพิสิษฐ์ เผยว่า วันนี้มีวุฒิสภา 89 คน พร้อมยืนยันว่า ไม่อยู่ในเครือข่าย หรือระบอบที่ถูกกล่าวหา ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใครคนใดคนหนึ่ง เป็นอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์
เมื่อถามว่า หากการตัดสินใจเรื่องรัฐธรรมนูญ เสียงส่วนใหญ่ 89 เสียงวันนี้ หรือ 150 เสียง ตัดสินใจแนวทางเดียวกับพรรคภูมิใจไทย จะมีคําอธิบายอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า การตัดสินใจโหวต ไม่มีเงื่อนไขอื่นใด ให้โหวตมากกว่าคําว่าเห็นด้วย กับไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น คงตอบไม่ได้ว่า การโหวตเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ทั้งกฎหมาย หรือรัฐธรรมนูญใด จะอ้างอิงได้ว่า สมาชิกวุฒิสภาจะต้องไปขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง อยู่ที่วิจารณญาณ และการตัดสินใจประโยชน์ ของประชาชนเป็นสําคัญ
สำหรับเงื่อนไขเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่กำหนดให้เหลือเสียงสมาชิกวุฒิสภา 1 ใน 4 ยอมรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ ยืนยันเหมือนเดิมว่า สมาชิกวุฒิสภาต้อง 1 ใน 3 และถ้าไม่ปรับเงื่อนไข จะซ้ำรอยถูกตกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องอนาคต ตอบไม่ได้ เพราะมีหลายมาตรา
ส่วนวุฒิสภาจะตอบสนอง 21 ล้านเสียงที่ลงมติเห็นสมควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ยังไม่ทราบจริงๆ ว่าแต่ละร่างจะแก้อะไรบ้าง กรอบเรายังไม่เห็น ขอให้พิจารณาหลังจากที่ทุกร่างยื่นเข้ามาแล้ว
และถ้าพรรคประชาชนเสนอเหมือนเดิม พร้อมเห็นชอบเหมือนเดิมหรือไม่ นายพิสิษฐ์ มองว่า ร่างตกไปแล้ว ถ้ากลับเข้ามา ต้องดูกันในวาระหนึ่งก่อน ถามเผื่ออนาคต คงตอบไม่ได้ แต่หากอ้างอิงของเก่า ก็ไม่สามารถอ้างอิงได้เช่นเดียวกัน เพราะตกไปแล้ว
ส่วนการที่นายณัฐพงษ์โพสต์แบบนี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ไม่มีประเด็น สมาชิกวุฒิสภาอยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติเช่นเดียวกับ สส. หากทําอะไรแล้วประชาชนได้ประโยชน์ สมาชิกวุฒิสภาพร้อมทําทุกประการ รวมถึงแม้นายณัฐพงษ์ ไม่ขอโทษ ก็ไม่เกี่ยวอีกเช่นเดียวกัน เพราะเรายืนบนพื้นฐานของผลประโยชน์พี่น้องประชาชนเป็นสําคัญ 21 ล้านเสียง ที่จะมีการทําประชามติอีก 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ก็เป็นส่วนสําคัญ คือต้องได้กรอบ รัฐธรรมนูญ ที่จะให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ได้มีการแก้ไข ขอให้อยู่ในขั้นตอนวาระต่อๆ ไปจะดีกว่า.