โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘พิสิษฐ์’ นำทีม สว. ประณาม ‘ณัฐพงษ์’ กล่าวหาเท็จโยงระบอบสีน้ำเงิน

The Bangkok Insight

อัพเดต 25 พ.ค. เวลา 07.29 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 07.29 น. • The Bangkok Insight

"พิสิษฐ์" นำทีม สว. ประณาม "ณัฐพงษ์" กล่าวหาเท็จโยงระบอบสีน้ำเงิน ขีดเส้น 3 วันไม่ขอโทษ ดำเนินการตามกฎหมาย

วันนี้ (25 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพิสิษฐ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้เป็นตัวแทนแถลงการณ์ยืนยันปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรุนแรงว่า องค์กรวุฒิสภาไม่ได้อยู่ภายใต้การครอบงำของ "ระบอบสีน้ำเงิน" ตามที่ถูกบิดเบือน พร้อมทั้งแสดงความเสียใจและไม่สบายใจอย่างยิ่งที่ นายณัฐพงษ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้กล่าวหาองค์กรสภาสูงด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมเลวร้ายที่มีเจตนาทำลายความเชื่อถือของประชาชนต่อสถาบันนิติบัญญัติอย่างชัดเจน

พิสิษฐ์

ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ระบุคำขาดไปยัง นายณัฐพงษ์ ว่า จะต้องดำเนินการแถลงข่าวขอโทษต่อองค์กรวุฒิสภาภายในระยะเวลา 3 วัน เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมให้ร้ายเพื่อนสมาชิกรัฐสภาด้วยกันเอง หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวแล้วยังนิ่งเฉย สมาชิกวุฒิสภามีความจำเป็นที่จะต้องพึ่งพากระบวนการทางกฎหมายเพื่อปกป้องเกียรติยศของสถาบันหลักในการปกครองต่อไป

เมื่อผู้สื่อข่าวซักถามถึงแนวทางการฟันความผิดทางกฎหมายว่าจะดำเนินการในข้อหาใดและยื่นฟ้องต่อหน่วยงานไหน นายพิสิษฐ์ ระบุว่า ในขั้นต้นจะเน้นพิจารณาไปตามกรอบและหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ดี ใจจริงอยากให้นายณัฐพงษ์ตระหนักคิดและออกมาขอโทษด้วยความจริงใจ เพราะการพาดพิงองค์กรอื่นโดยไม่มีหลักฐานย่อมเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาท

ต่อข้อถามที่ว่า ทางวุฒิสภามีนิยามหรือตีความคำว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" อย่างไร นายพิสิษฐ์ ได้อธิบายอย่างแจ่มชัดว่า สำหรับพวกตนแล้ว สีน้ำเงินคือสีที่ปรากฏอยู่บนธงไตรรงค์หรือธงชาติไทย ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภาทุกคนจึงเข้ามาทำหน้าที่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่อดำรงไว้และปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่สีของกลุ่มการเมืองใด

นอกจากเรื่องการประณามแล้ว สื่อมวลชนยังได้สอบถามถึงทิศทางการหารือเพื่อลงมติรับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในอนาคต โดยนายพิสิษฐ์ เผยว่า ในขณะนี้ตนเพิ่งได้รับทราบข้อมูลว่ามีเพียงพรรคภูมิใจไทยพรรคเดียวเท่านั้นที่ยื่นร่างแก้ไขเข้ามาสู่กระบวนการของสภา ส่วนร่างของพรรคการเมืองอื่น ๆ ยังไม่เห็นรายละเอียด จึงยังไม่สามารถตอบได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร

สำหรับกรณีที่นายณัฐพงษ์ระบุว่า การเปิดประตูบานแรกสู่การเปลี่ยนแปลงเมืองหลวงและประเทศ จะต้องเริ่มต้นด้วยการยุติระบอบสีน้ำเงินนั้น นายพิสิษฐ์ ได้กล่าวย้อนถามไปยังนายณัฐพงษ์ทันทีว่า แท้จริงแล้วตัวนายณัฐพงษ์และพรรคพวกมีเจตนาที่อยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จจริง ๆ หรือไม่

นายพิสิษฐ์ อธิบายเสริมในประเด็นนี้ว่า เนื่องจากเงื่อนไขในการแก้ไขกฎหมายสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ได้มีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจนและดิกว่า จะต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา

พิสิษฐ์

"แต่ที่ผ่านมา ทุกครั้งนายณัฐพงษ์กลับเลือกที่จะใช้วิธีโจมตีและด่าทอ สว. มาโดยตลอด ซึ่งตนไม่รู้ว่า สว. ท่านอื่น ๆ จะคิดอย่างไรกับการกระทำนี้ แต่การเดินหน้าใส่ร้ายป้ายสีองค์กรที่จะต้องร่วมโหวตให้คะแนนเสียงแบบนี้ ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง" นายพิสิษฐ์ กล่าว

ส่วนประเด็นที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์ว่า สว. ชุดปัจจุบันที่ก้าวเท้าเข้ามาทำหน้าที่ในสภานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินตามที่สังคมกำลังตั้งข้อกังขา นายพิสิษฐ์ ได้ตอบโต้อย่างหนักแน่น

โดยนายพิสิษฐ์ ยืนยันว่า ปัจจุบันกลุ่ม สว. จำนวน 89 คน ขอยืนยันเสียงแข็งว่าพวกตนไม่ได้อยู่ในเครือข่าย หรือระบอบการเมืองตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด และไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้อยู่ใต้อาณัติหรือคำสั่งของใครคนใดคนหนึ่ง ทุกคนทำงานด้วยความเป็นอิสระเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์

เมื่อถูกถามจี้ว่า หากในอนาคตผลการลงมติเห็นชอบเรื่องรัฐธรรมนูญของกลุ่ม สว. เสียงส่วนใหญ่ 89 เสียง หรือแม้กระทั่ง 150 เสียง ดันตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกันกับแนวทางของพรรคภูมิใจไทย จะมีคำอธิบายต่อสังคมอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด นายพิสิษฐ์ ย้ำว่าการโหวตเลือกไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน

นายพิสิษฐ์ ระบุว่า การตัดสินใจโหวตของ สว. มีเพียงแค่คำว่า "เห็นด้วย" กับ "ไม่เห็นด้วย" เท่านั้น คงไม่มีใครสามารถไปอ้างอิงหรือผูกมัดได้ว่า สว. จะต้องไปขึ้นตรงหรือฟังคำสั่งจากพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิจารณญาณส่วนบุคคลและการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

พิสิษฐ์

ส่วนเงื่อนไขในร่างรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย ที่มีการเสนอให้ปรับลดสัดส่วนเสียงเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภาลงมาให้เหลือเพียง 1 ใน 4 นั้น ยอมรับได้หรือไม่ นายพิสิษฐ์ ยืนกรานในหลักการเดิมว่า สว. ยังคงเห็นควรให้ใช้สัดส่วน 1 ใน 3 ส่วนจะซ้ำรอยถูกตีตกในอนาคตหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังตอบไม่ได้เพราะกฎหมายมีหลายมาตรา

เมื่อถามถึงแนวทางการตอบสนองต่อเสียงประชามติ 21 ล้านเสียง ของพี่น้องประชาชนที่เคยลงมติเห็นสมควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า จนถึงตอนนี้ตนยังไม่ทราบกรอบเนื้อหาที่แน่ชัดว่าแต่ละร่างฯ ที่จะถูกเสนอเข้ามานั้นจะแก้ไขในประเด็นใดบ้าง จึงขออนุญาตพิจารณาหลังจากเห็นเอกสารทุกร่างยื่นเข้ามาครบแล้ว ส่วนร่างเดิมของพรรคประชาชนที่เคยตกไปแล้ว หากจะนำกลับเข้ามาใหม่ก็ต้องไปว่ากันในวาระที่หนึ่งอีกครั้ง

ทิ้งท้ายด้วยประเด็นที่ว่า การออกมาแถลงข่าวโจมตีของนายณัฐพงษ์ในครั้งนี้ รวมถึงกรณีหากนายณัฐพงษ์ไม่ยอมขอโทษ จะส่งผลกระทบต่ออารมณ์และการตัดสินใจโหวตรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ สว. หรือไม่ นายพิสิษฐ์ ยืนยันเสียงดังฟังชัดว่า "ไม่เกี่ยวกัน" เพราะ สว. อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติ ยึดผลประโยชน์ประชาชน 21 ล้านเสียงเป็นที่ตั้ง และการทำประชามติครั้งที่ 2 เพื่อตั้ง สสร. ก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงขอให้รอพิจารณาไปตามขั้นตอนในวาระต่อ ๆ ไปจะดีที่สุด

ขอบคุณภาพและข้อมูล : แนวหน้า

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...